- หน้าแรก
- ท่านนายพลคนคลั่งรัก กับยัยตัวเล็กเจ้าคารม
- บทที่ 14 จิตใจผู้ชายช่างยากแท้หยั่งถึง
บทที่ 14 จิตใจผู้ชายช่างยากแท้หยั่งถึง
บทที่ 14 จิตใจผู้ชายช่างยากแท้หยั่งถึง
เมื่อซูหร่วนตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าก็เริ่มสางแล้ว
ทว่าในเวลานี้เธอไม่มีความง่วงงุนหลงเหลืออยู่เลย เธอเหลือบมองอุปกรณ์สื่อสารและพบว่าหลู้สือเหนียนส่งข้อความมาหาตั้งแต่เมื่อคืน
ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนหน้าจอ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย
ถ้าตอบกลับไปตอนนี้จะสายเกินไปไหมนะ?
หลู้สือเหนียนอาจจะคิดว่าเธอโต้รุ่งไม่ได้นอนหรือเปล่า
แต่ถ้าไม่ตอบ เขาจะคิดว่าเธอไม่อยากคุยด้วยไหมนะ?
นับเป็นครั้งแรกที่ซูหร่วนรู้สึกกลัดกลุ้มใจ หลังจากไตร่ตรองอยู่นาน เธอจึงตัดสินใจว่าจะตอบกลับเขาช่วงเก้าหรือสิบโมงเช้า เพื่อเป็นการบอกกลายๆ ว่าเมื่อคืนเธอหลับไปแล้วเลยไม่เห็นข้อความ
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูหร่วนก็เลิกสับสนลังเล
เธอลุกขึ้นมาออกกำลังกายยามเช้าอย่างกระฉับกระเฉง ร่างกายนี้ยังอ่อนแอเกินไป จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนฟื้นฟูอย่างเหมาะสม
เวลาเก้าโมงเช้า ซูหร่วนได้รับข้อความจากเสิ่นซือ: 【คืนนี้เป็นงานเลี้ยงฉลองจบการศึกษาของฉัน อย่าลืมซะล่ะ】
น้ำเสียงที่ค่อนข้างถือดีนั้นทำเอาแพขนตายาวของซูหร่วนสั่นไหวเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มขึ้น
ถึงขนาดส่งข้อความมาย้ำเตือนเรื่องงานเลี้ยงคืนนี้ด้วยตัวเอง จะให้เธอเชื่อว่าไม่มีแผนการตุกติกอะไรแอบแฝง ก็คงจะยากเกินไปหน่อย
ในชาติที่แล้ว เสิ่นซือก็เชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยงนี้เช่นกัน แต่ตอนนั้นเธอไม่ได้ไป เพราะถูกหลู้สือเหนียนลงโทษอย่างหนักจากเหตุการณ์หนีตามผู้ชาย
แต่ครั้งนี้ เธอจะไปร่วมงานอย่างแน่นอน เธออยากจะเห็นนักเชียวว่าเสิ่นซือจะงัดลูกไม้อะไรมาเล่นงานเธอ
ซูหร่วนพิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ ว่า 【ตกลง】 จากนั้นจึงส่งข้อความหาหลู้สือเหนียนไปสองข้อความ
【เมื่อคืนฉันหลับไปแล้วเลยไม่เห็นข้อความของคุณค่ะ】
【คืนนี้ฉันจะไปงานเลี้ยงฉลองจบการศึกษาของเสิ่นซือที่บ้านตระกูลเสิ่นนะคะ】
หลู้สือเหนียนตอบกลับมาแทบจะในทันที: 【อืม】
คำสั้นๆ เพียงคำเดียว ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
ซูหร่วนจ้องมองข้อความนั้นด้วยความหนักใจ สรุปแล้วหลู้สือเหนียนคิดอะไรอยู่กันแน่นะ?
แบบนี้แปลว่า 'รับทราบ' ใช่ไหม?
จิตใจผู้ชายช่างยากแท้หยั่งถึงจริงๆ
ซูหร่วนขบคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ จึงเลิกสนใจข้อความนั้นไปเสียดื้อๆ ถึงอย่างไรเธอก็ยังมีเรื่องสำคัญกว่าต้องทำ
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวก็ถึงเวลาหกโมงเย็น
งานเลี้ยงฉลองของเสิ่นซือเริ่มต้นขึ้นในเวลานี้เช่นกัน
ซูหร่วนปรากฏตัวที่หน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลเสิ่นตามสัญญา
เมื่อมองดูประตูรั้วคฤหาสน์ที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตา นัยน์ตาของซูหร่วนก็ไหววูบ ริมฝีปากยกยิ้มบางเบา แฝงความร้ายกาจจางๆ ไว้ระหว่างคิ้ว
ชาติปางก่อน ตระกูลเสิ่นสูบเลือดสูบเนื้อเธอไม่หยุดหย่อน อาศัยชื่อของเธอตักตวงผลประโยชน์จากหลู้สือเหนียนไปมากมายมหาศาล
เดิมทีตระกูลเสิ่นเป็นเพียงตระกูลผู้ดีธรรมดาๆ แต่เพราะเกาะบารมีของหลู้สือเหนียน จนในที่สุดก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลมหาเศรษฐีที่ยิ่งใหญ่ได้
ในชาติที่แล้ว เธอช่างหน้ามืดตามัวเสียจริง ทั้งที่รู้ดีว่าพ่อแม่บังเกิดเกล้าให้ความสำคัญกับเสิ่นซือที่เลี้ยงดูมาสิบแปดปีมากกว่า แต่เธอก็ยังดันทุรังไขว่คว้าความรักจากคุณพ่อและคุณแม่ตระกูลเสิ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ลองคิดทบทวนดูให้ดี หากพวกเขาเห็นเธอเป็นลูกสาวแท้ๆ จริงๆ ไฉนเลยถึงไม่ยอมเปลี่ยนแซ่ให้เธอกลับมาใช้แซ่เสิ่น?
ชาติก่อนเธอทั้งโง่เขลาและไร้เดียงสา แต่มาชาตินี้ เธอกลับนึกดีใจที่คุณพ่อคุณแม่ตระกูลเสิ่นไม่ได้เปลี่ยนแซ่ให้เธอ
แซ่ "ซู" ฟังดูรื่นหูมากกว่า "เสิ่น" ตั้งเยอะ อย่างน้อยก็ในความคิดของเธอ
ซูหร่วนปรับอารมณ์ให้เป็นปกติก่อนก้าวเท้าเข้าไปด้านใน
งานเลี้ยงของเสิ่นซือจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพราะนอกจากจะเป็นงานฉลองเรียนจบแล้ว ยังเป็นงานเลี้ยงที่ตระกูลเสิ่นจัดขึ้นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางธุรกิจไปในตัว
ภายในงาน แขกเหรื่อต่างชนแก้วสังสรรค์ ใบหน้าประดับรอยยิ้มที่ดูดีแต่จอมปลอม
ทันทีที่ซูหร่วนเดินเข้ามา ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เธอ ผู้คนเริ่มกระซิบกระซาบกัน สายตาเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หูของซูหร่วนกระดิกเล็กน้อย เธอได้ยินบทสนทนาของคนข้างๆ อย่างชัดเจน