- หน้าแรก
- เปลี่ยนคลาสเป็นผู้พิทักษ์โล่ และอัพเกรดค่าป้องกันจนถึงระดับสูงสุด
- บทที่ 3: เก็บเลเวลคนเดียว!
บทที่ 3: เก็บเลเวลคนเดียว!
บทที่ 3: เก็บเลเวลคนเดียว!
บทที่ 3: เก็บเลเวลคนเดียว!
"นี่มันคือการป้องกันสัมบูรณ์แบบไหนกันเนี่ย..."
"เหมือนกับว่าค่าพลังป้องกันของฉันถูกตัดออกไปอย่างสิ้นเชิงเลย"
ตามสามัญสำนึกแล้ว ยิ่งค่าพลังป้องกันสูงเท่าไหร่ ความเสียหายที่ได้รับก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น
พลังป้องกันเป็นค่าสถานะพิเศษที่ไม่ได้แสดงผลออกมาเป็นตัวเลขในหน้าต่างข้อมูล
นั่นเพราะมันได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลายอย่าง
เช่นเดียวกับพลังโจมตี
ค่าความแข็งแกร่งรวมกับทักษะต่างๆ คือตัวตัดสินความรุนแรงของพลัง
แต่ในตอนนี้...
ปริมาณความเสียหายที่เฉินหมิงได้รับ ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยค่าพลังป้องกันอีกต่อไป
"หรือว่านี่จะเป็นความสามารถที่เข้าไปแก้ไขกฎเกณฑ์โดยตรง?"
นับจากนี้ไป ความเสียหายที่เขาจะได้รับจะมีเพียงสองตัวเลขเท่านั้น... โลกที่มีเพียง 0 และ 1 ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว...
"พี่เฉิน พี่เฉิน!"
"เช็ดเข้ อย่าทำให้ฉันตกใจแบบนี้สิ"
ซุนหยางจ้องมองเฉินหมิงที่กำลังตกอยู่ในภวังค์พลางมุมปากกระตุก
ดูจากท่าทางแล้ว เพื่อนของเขาคงจะได้รับความกระทบกระเทือนใจไม่น้อย
อาชีพระดับ C มันสร้างความตกตะลึงให้พี่เฉินขนาดนี้เลยเหรอ?
ถึงขั้นเหม่อจนดูบื้อไปเลย!
"หืม? มีอะไรเหรอ?"
หลังจากย่อยข้อมูลทักษะที่ดูเหมือนบั๊กของเกม เฉินหมิงก็ดึงสติกลับมาสู่โลกความเป็นจริงได้ในที่สุด
"เฮ้อ..."
เมื่อเห็นสีหน้าของเฉินหมิงกลับมาเป็นปกติ ซุนหยางก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
"ดูเหมือนว่าอาการจะยังไม่ถึงขั้นรักษาไม่ได้แฮะ"
จากนั้นเขาก็วางมือบนบ่าของเฉินหมิงอย่างเคร่งขรึม แววตาจริงจังเป็นพิเศษ
"พี่เฉิน ไม่ว่ายังไงนายก็อย่าเพิ่งถอนหายใจทิ้งขว้างหรือถอดใจล่ะ"
"นับจากนี้ไปฉันจะพานายไปเก็บเลเวลเอง ผู้พิทักษ์โล่กับนักฆ่าก็เป็นส่วนผสมที่เข้ากันได้ดีไม่เลวนะ"
ในวินาทีนี้ ซุนหยางรู้สึกราวกับว่าเขากำลังแบกรับหน้าที่อันหนักอึ้งเอาไว้บนบ่า
"ช่างมันเถอะ นายควรไปหาพวกนักรบหรือนักเวทระดับ B มาร่วมทีม เพื่อที่จะได้ไปถึงเลเวล 5 ให้เร็วที่สุดดีกว่า"
แต่เฉินหมิงกลับราดน้ำเย็นรดความกระตือรือร้นของเขา
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากพาซุนหยางไปด้วย
แต่เป็นเพราะวิธีการเก็บเลเวลที่เขาวางแผนไว้ในตอนนี้ มันไม่ค่อยเหมาะกับการพาคนอื่นไปด้วยเท่าไหร่นัก
ตอนนี้จุดแข็งและจุดอ่อนของเขาชัดเจนมาก
จุดเด่นของเขาคือการมี การป้องกันสัมบูรณ์ ซึ่งทำให้เขาสามารถบุกตะลุยไปข้างหน้าได้อย่างบ้าบิ่นโดยไม่ต้องกลัวตาย
เขาจะไม่สะทกสะท้านไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดหรือปีศาจชนิดไหนก็ตาม
แต่จุดอ่อนของเขาก็โดดเด่นไม่แพ้กัน... นั่นคือพลังโจมตีที่ต่ำและความเร็วที่น้อย
ดังนั้น หากเขาต้องการเลเวลอัพอย่างรวดเร็ว เขาต้องท้าทายสัตว์อสูรที่มีระดับสูงกว่า
คนอื่นๆ ที่เลเวล 1 อาจจะกล้าสู้แค่กับสัตว์อสูรเลเวล 1 แต่เขาต่างออกไป
เขาไม่เพียงแต่สู้ข้ามระดับได้เท่านั้น แต่เขายังสามารถรับมือกับฝูงสัตว์อสูรทั้งกลุ่มได้ด้วยตัวคนเดียว
ยังไงเสียเขาก็สามารถตื้อจนพวกมันตายไปเองได้อยู่ดี
ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ มันจะอันตรายเกินไปหากซุนหยางร่วมทีมไปกับเขา
เขามีกลไกการล็อกพลังชีวิตไว้ แต่ซุนหยางไม่มี
หากพลาดเพียงครั้งเดียว พวกเขาจะตกอยู่ในที่นั่งลำบากทันที
รอให้เลเวลสูงขึ้นและมีความแข็งแกร่งที่มั่นคงกว่านี้ก่อน การรวมทีมเพื่อไปท้าทายดันเจี้ยนก็ยังไม่สาย
ส่วนตอนนี้ พวกเขายังร่วมทีมกันไม่ได้จริงๆ
"ไม่ร่วมทีมเหรอ?"
ซุนหยางรู้สึกสับสนเล็กน้อยและมองเฉินหมิงด้วยความงุนงง
"งั้นพี่เฉินวางแผนจะไปร่วมทีมกับใครล่ะ?"
เฉินหมิงพยักหน้าเล็กน้อย
"ฉันจะเก็บเลเวลคนเดียว"
ร่วมทีมงั้นเหรอ?
เขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเลย
"เอ่อ..."
ซุนหยางถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เขาก้มหน้าลงแล้วพึมพำเบาๆ ว่า
"ดูเหมือนอาการจะยังหนักอยู่นะเนี่ย"
ไม่ใช่ว่าเขาดูถูกพี่เฉินหรอกนะ
แต่ก่อนจะถึงเลเวล 5 ผู้เปลี่ยนอาชีพจะรวมทีมกันเพื่อเก็บเลเวลในป่า หลังจากเลเวล 5 แล้วค่อยไปท้าทายดันเจี้ยนเป็นทีม
นี่คือสามัญสำนึกขั้นพื้นฐานที่สุด
มิฉะนั้น หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ก็จะไม่มีใครคอยช่วยเหลือได้เลย
เว้นแต่ว่าจะเป็นพวกอาชีพสายต่อสู้รอบด้านที่ไร้จุดอ่อน และมีระดับตั้งแต่ S ขึ้นไป
ไม่อย่างนั้น อัตราการรอดชีวิตจากการไปลุยเดี่ยวนั้นต่ำเกินไป
ความผิดพลาดหรืออุบัติเหตุเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงการทิ้งศพไว้ในป่ารกร้าง...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา พิธีเปลี่ยนอาชีพของทุกคนก็สิ้นสุดลงด้วยดี
เมื่อมองไปยังฝูงชนที่กำลังตื่นเต้น คณบดีก็รู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง
นักเรียนอีกรุ่นหนึ่งได้จบการศึกษาไปแล้ว
ในยุคที่สัตว์อสูรออกอาละวาดเช่นนี้ มหาวิทยาลัยได้ถูกทิ้งร้างไปนานแล้ว
สำหรับคนส่วนใหญ่ การเรียนจบตอนอายุสิบแปดปีหมายถึงการก้าวเข้าสู่สังคมอย่างเต็มตัว
เธอเดินขึ้นไปบนแท่นสูงและกระแอมไอเบาๆ
"เหล่านักเรียน การเปลี่ยนอาชีพเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น"
"มหาการสอบที่กำลังจะมาถึงตลอดทั้งเดือนนี้ จะเป็นตัวกำหนดระดับการจบการศึกษาของพวกเธอโดยสหพันธ์ ซึ่งมันสำคัญมาก..."
มหาการสอบคือการประเมินและทดสอบของสหพันธ์สำหรับผู้เปลี่ยนอาชีพที่เพิ่งปลุกพลังในแต่ละรุ่น
ระดับการจบการศึกษาคือรูปแบบหนึ่งของการรับรองอย่างเป็นทางการ เป็นบันไดขั้นแรกที่จำเป็นสำหรับการเข้าร่วมกิลด์ใหญ่ บริษัท หรือหน่วยงานของสหพันธ์ในภายหลัง
ในขณะเดียวกัน มันยังเป็นสวัสดิการที่สหพันธ์มอบให้แก่ผู้เปลี่ยนอาชีพที่เพิ่งปลุกพลังอีกด้วย
เพราะช่วงเวลามหาการสอบนั้นมาพร้อมกับรางวัลที่มากมายมหาศาล
ทันใดนั้นเอง วงเวทย์ขนาดมหึมาบนแท่นก็เริ่มหมุนวนและเปล่งแสงออกมา
หลังจากนั้นทันที นักเรียนทุกคนในโถงต่างก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนโดยถ้วนหน้า—
【ท่านได้เข้าสู่ ดันเจี้ยนการสอบจบการศึกษาร่วมของผู้เปลี่ยนอาชีพแห่งสหพันธ์หัวเซี่ย!】
【ระยะเวลา: สามสิบวัน!】
【พื้นที่ปัจจุบัน: เมืองอวิ๋นไห่!】
【...】
"เช็ดเข้ สุดยอดไปเลย!"
"เริ่มแล้ว เริ่มแล้ว!"
"นี่คืดดันเจี้ยนมหาการสอบเหรอ? ในที่สุดก็ได้เห็นของจริงสักที!"
"ถึงจะเคยได้ยินมาบ้าง แต่การได้สัมผัสดันเจี้ยนขนาดมหึมาของสหพันธ์เป็นครั้งแรกนี่มันน่าตื่นเต้นจริงๆ"
ใช่แล้ว มหาการสอบแท้จริงแล้วคือดันเจี้ยนจำลองขนาดมหึมาที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งสหพันธ์
นักเรียนที่เพิ่งเรียนจบและปลุกพลังทุกคนคือผู้เปลี่ยนอาชีพที่จะต้องท้าทายดันเจี้ยนนี้
เงื่อนไขการเคลียร์ที่แตกต่างกันจะสอดคล้องกับระดับคะแนนและรางวัลสุดท้ายที่ได้รับ
ฝูงชนตื่นเต้นขึ้นมาทันที
หลายคนต่างถูมือไปมาอย่างอดใจไม่ไหว อยากจะรีบออกไปเก็บเลเวลในตอนนี้เลย
เฉินหมิงเองก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยขณะที่มองดูข้อมูลจำนวนมหาศาลที่กางออกตรงหน้า
"สุดท้ายนี้ นักเรียนทั้งหลาย โปรดจำไว้สิ่งหนึ่ง..."
"พวกเธอมีเพียงชีวิตเดียว ดังนั้นโปรดให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตัวเองเป็นอันดับแรก!"
...การเปลี่ยนอาชีพสิ้นสุดลงแล้ว
เหล่าผู้เปลี่ยนอาชีพแห่งโรงเรียนมัธยมอวิ๋นไห่หมายเลข 1 เริ่มทยอยเดินออกจากหอโถงทีละคน
เป้าหมายของทุกคนในตอนนี้เหมือนกัน นั่นคือพื้นที่นอกเมือง ป่าอสูร!
เฉินหมิงเดินออกจากหอโถงเพียงลำพัง เตรียมจะเดินตามกลุ่มใหญ่ไปยังชายขอบเมือง
หลังจากยืนยันกับเฉินหมิงซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาจะไม่ร่วมทีมก่อนเลเวล 5 ซุนหยางก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปหาเพื่อนร่วมทีมชั่วคราวก่อน
"เฉินหมิง!"
ทันทีที่เขาก้าวพ้นหอโถง ชายหญิงคู่หนึ่งก็เดินเข้ามาขวางทางเขาไว้
ฝ่ายชายรูปร่างผอมบาง สวมแว่นตา ดูมีความรู้และสุภาพเรียบร้อย
ส่วนฝ่ายหญิงสวมกระโปรงสั้นสีขาวและรวบผมทรงหางม้า
เมื่อทั้งสองเดินเข้ามา ก็ดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้างได้ไม่น้อย
เฉินหมิงเลิกคิ้วขึ้นโดยสัญชาตญาณ
เพราะทั้งสองคนนี้คือสมาชิกของ หน่วยหมิงเฉิน ในนาม... เจียงอี้ และ ซ่งชวน
พวกเขามีธุระอะไรกับเขากัน?
"เฉินหมิง เรามีเรื่องต้องคุยกับนายหน่อย"
ซ่งชวนก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าวด้วยสีหน้าจริงจัง
เขาเข้าประเด็นทันที "อย่างที่นายรู้ เพราะการจัดการของโรงเรียน พวกเราบางคนเลยต้องฟอร์มทีมชั่วคราวขึ้นมา และนายคือหัวหน้าทีม"
"ตอนนี้ทุกคนเปลี่ยนอาชีพกันหมดแล้ว เราจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องการสร้างทีมจริงๆ ขึ้นมา"
"และนาย..."
ซ่งชวนดันแว่นตาขึ้น แววตาแฝงไปด้วยความดูแคลนเล็กน้อย
ความหมายของเขานั้นชัดเจนโดยไม่ต้องพูด
"ฉันจะพูดตรงๆ เลยนะ โอนสิทธิ์หัวหน้าทีมมา แล้วก็ไสหัวออกจากทีมไปเองซะ"
เฉินหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง
เขาก็สงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า
ให้เขาโอนตำแหน่งหัวหน้าทีมแล้วลาออกเองเนี่ยนะ?
เรื่องไร้สาระแบบนี้มีแต่พวกที่เอาหัวมุดก้นตัวเองเท่านั้นแหละที่กล้าพูดออกมา
คนรอบข้างเริ่มมองมาด้วยความคาดหวัง รอคอยที่จะดูฉากสนุกๆ
อัจฉริยะที่โด่งดังเรื่องศักยภาพทางจิตมาตลอดสามปี กำลังจะถูกทำให้อับอายต่อหน้าสาธารณชนงั้นเหรอ?
"พวกนายไม่มีมือหรือไง? แม้แต่การกดออกจากทีมก็ยังทำไม่เป็นเหรอ?"
สายตาของเฉินหมิงเย็นชาลง เขาจ้องมองทั้งสองคนราวกับมองคนปัญญาอ่อน