เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 30 ขอบเขตชำระปราณขั้นสอง

ตอนที่ 30 ขอบเขตชำระปราณขั้นสอง

ตอนที่ 30 ขอบเขตชำระปราณขั้นสอง


เสี่ยวเฉินเงยหน้าและเห็นชายหนุ่มว่าเป็นศิษย์พี่ที่มีพลังติดอยู่ในขอบเขตชำระกายขั้นเก้ามานานแล้ว

ความกระตือรือร้นขององค์ชายจ้าวกลับมาอีกครั้ง เขาหยิบหม้อที่โยนทิ้งไปและเริ่มเคาะอีก

“หึหึ! ยอดเยี่ยมพี่ชาย! นี่คือโอสถชำระปราณจากห้องโอสถแห่งยอดเขามังกรดำ! พวกข้าเป็นผู้จัดส่งโอสถเอง ยิ่งไปกว่านั้นมันจะรู้สึกเหมือนได้เป็นชายชาตรี…”

ชายหนุ่มกังขา

“ข้าขอดูก่อนได้หรือไม่?”

องค์ชายจ้าววางหม้อไปและแสดงโอสถชำระปราณแก่เขา

“ดูให้ดี! นี่คือการหลอมอันยิ่งใหญ่ของห้องโอสถ! มีตราห้องโอสถประทับไว้ด้วย!”

ชายหนุ่มถือโอสถมาใกล้จมูกและดม เขามิอาจยืนยันได้ว่ามันเป็นของแท้หรือไม่ แต่นี่ทำให้ศิษย์หลายคนต่างเข้ามาดูสินค้าที่น่าจะมาจากห้องโอสถ

“เจ้าบอกว่ามันมาจากห้องโอสถรึ? มันไม่น่าจะเป็นเรื่องจริงหรอก โอสถจากห้องโอสถจะมาขายที่นี่ได้อย่างไร?”

องค์ชายจ้าวยังคงเคาะหม้อและตะโกนสุดเสียง

“ถามได้ดีพี่ชาย! เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนได้แตะต้องสินค้าคุณภาพจากห้องโอสถ! แต่พวกข้ามีเส้นสายของตัวเองน่ะรู้ไหม…”

จากนั้นเขาก็หรี่ตา

“เอ่อ รู้ไหมว่า เอ่อ…”

องค์ชายจ้าวกลับมาเคาะหม้อต่อและตะโกนต่อไป

“เฮ้ เฮ้เฮ้! เร่เข้ามา! เข้ามาดูกันเร็ว! ซาลาเปาสด ๆ ร้อน ๆ จากห้องโอสถ…โอ๊ะ ไม่ใช่นะ! โอสถต่างหาก!”

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว

“ขายราคาเท่าไหร่รึ?”

องค์ชายจ้าวหยุดตะโกนและตอบ

“พี่ชายไม่ต้องห่วง สินค้าเราคุณภาพสูงสุด แค่สามศิลาจิตเท่านั้น! แล้วก็วันนี้เป็นวันเปิดขายวันแรก พี่ชายจะได้โอสถเสริมพลังหนึ่งเม็ดกับโอสถพลังสามเม็ดเป็นรางวัลที่สนับสนุนด้วย!”

“สามศิลาจิตรึ? นั่นมันแพงไปนะ เจ้าไม่คิดแบบนั้นรึ? ก๊กเขาใต้ขายโอสถสามขวดด้วยศิลาจิตเดียวเท่านั้น”

ทุกคนที่มาล้อมรอบพวกเขาเริ่มพูดคุยกัน พวกเขาต่างกังขาว่าโอสถนั้นเป็นสินค้าจริงจากห้องโอสถหรือไม่ มิเช่นนั้นพวกเขาคงยอมจ่ายได้แม้กระทั่งสิบศิลาจิต

เสี่ยวเฉินยกเท้าเดินและยิ้มให้ชายหนุ่ม

“ศิษย์พี่เอาไปสิ คิดว่าเป็นของขวัญวันเปิดขายของเรา”

องค์ชายจ้าวรีบพูดใส่หูเสี่ยวเฉิน

“นั่นมันสามศิลาจิตเลยนะศิษย์พี่เสี่ยว! เราน่าจะคิดซักหนึ่งศิลาจิตสิ! ไม่จำเป็นต้องให้เปล่าไม่ใช่รึ?”

เสี่ยวเฉินเพียงแค่ยิ้มชอบ ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย

“เจ้าจะไม่คิดราคากับข้าจริงรึ?”

“แน่นอน เอาไปลองก่อนหนึ่งเม็ดสิ”

เสี่ยวเฉินทำท่าทางต้อนรับด้วยรอยยิ้ม

“ดีจริง ๆ ขอบคุณนะศิษย์น้อง”

ชายหนุ่มเดินไปพร้อมกับโอสถ เขาอยากจะทดลองโอสถที่เขาได้มาโดยไม่เสียอะไรเลย คนอื่น ๆ เองก็เริ่มสลายตัวกันไป

องค์ชายจ้าวขมวดคิ้ว

“เยี่ยมไปเลยศิษย์พี่ นอกจากเราจะขายอะไรไม่ได้ทั้งช่วงเช้าแล้วแต่ศิษย์พี่ยังให้ของเขาไปอีก พอได้แล้วล่ะมั้ง ข้าว่าศิษย์พี่คงไม่เหมาะกับการค้าขายหรอก”

เสี่ยวเฉินทำเพียงแค่ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร

ในเวลาเที่ยง ทุกคนกินอาหารที่ซื้อมาและเริ่มดื่มกินเพียงแค่น้ำเปล่า จากระยะทางที่นี่ถึงโรงอาหารและเวลาจำกัดในหุบเขาชมนภานั้น หลายคนเลือกที่จะใช้เวลาในหุบเขามากกว่าเดินไปไหนมาไหน

เสียงสดใสดังมาแต่ไกลราวกับเสียงกระดิ่ง มันเป็นเสียงของคนที่ดีอกดีใจ

“หึหึ นายน้อย!”

หลิวรั่วมาพร้อมกับอาหารของเขา

เสี่ยวเฉินขมวดคิ้วเมื่อเขาเห็นทุกคนมองด้วยความอิจฉา เขากระซิบกับนาง

“ทำไมเจ้าถึงมาที่นี่ล่ะ?”

หลิวรั่วสวมชุดขาวทำให้นางดูโดดเด่น นางรีบวิ่งเหยาะ ๆ อย่างสง่างามมาหาเขา นางยิ้มพูด

“ข้าขออนุญาตผู้เฒ่าอู๋มาแล้ว เขาบอกว่าให้ข้ามาส่งอาหารให้นายน้อยได้”

“งั้นรึ”

เสี่ยวเฉินพยักหน้า หลิวรั่วให้อาหารกับเขา องค์ชายจ้าวมองดูอาหารและน้ำลายสอด้วยความหิวโหย องค์ชายฉีและองค์ชายหยานเองก็กระแอมและท่องอะไรบางอย่างเรียกซาลาเปาที่พวกเขาเก็บไว้ออกมา

คนอื่น ๆ ที่เป็นศิษย์ใหม่รอบตัวพวกเขาเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง

“ว้าว! พวกเจ้ารู้วิธีใช้วิชาสายเทพแล้ว!”

องค์ชายจ้าวยินดีกับตัวเอง

“หึ มันก็แค่เรื่องธรรมดา!”

เขาขยับมือและพบว่าตัวเองติดอยู่กลางทาง เขาร้องออกมาด้วยความกลัว

“ตายแล้ว! ข้าติด! เจ้าสองคน! มาช่วยข้าหน่อย!”

“เฮ่อ เจ้าโง่ ให้ข้ากินดี ๆ กันไม่ได้รึ”

พวกเขายัดซาลาเปาเข้าปาก องค์ชายฉีและองค์ชายหยานมาวางฝ่ามือบนหลังของเขาและอัดพลังปราณส่งผ่านไปให้ สุดท้ายองค์ชายจ้าวก็เอาซาลาเปาของเขาออกมาจากสายเทพได้

เหล่าองค์ชายมองดูซาลาเปาแห้งเฉาที่ไร้ความนุ่มสด องค์ชายจ้าวได้แต่มองมื้อกลางวันของเสี่ยวเฉินที่น่าอร่อยพลางกลืนน้ำลาย เขาหัวเราะเบา ๆ

“เอ่อ ศิษย์พี่เสี่ยว…ซาลาเปาข้าเย็นแข็งขนาดนี้ มันกินยากน่ะ ข้ายืมของพี่มาอุ่นหน่อยได้ไหม?”

เสี่ยวเฉินส่ายหน้าเบา ๆ เขาหยิบน่องไก่สามน่องจากรถเข็นและยิ้มยื่นให้ทั้งสามคน

ยามบ่ายผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสี่ยวเฉินไม่ได้บอกให้สามองค์ชายเร่ขายโอสถไปหลังจากมื้อกลางวัน ที่บ้านเขาตอนกลางคืน เขาได้หลอมโอสถต่ออีกรอบ เช้าวันต่อมาเมื่อกลับมายังหุบเขาชมนภาแล้วพวกเขาก็พบว่าทั้งหุบเขาเต็มไปด้วยเสียงเอะอะโวยวาย

“ในที่สุดข้าก็เป็นขอบเขตชำระปราณขั้นหนึ่งแล้ว! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”

ชายหนุ่มคนที่ได้รับโอสถไปเมื่อวานโดยไม่คิดเงินจากเสี่ยวเฉินนั้นเต้นไปมาด้วยความร่าเริงท่ามกลางสีหน้าสงสัยใคร่รู้ของคนโดยรอบ

เมื่อเห็นเสี่ยวเฉินมาถึง คนมากกว่าสิบคนก็รีบมาล้อมเขา

“เจ้ายังมีโอสถชำระปราณเมื่อวานอีกไหม? ข้าอยากได้สิบเม็ด!”

“ข้าด้วย! ข้าเอาสิบเม็ดเหมือนกัน!”

“สิบเรอะ! คิดว่าเจ้าซื้อผักในตลาดรึไง!”

องค์ชายจ้าวหายใจเข้าลึกและเริ่มตะโกน

“เข้ามา เข้ามา เร่เข้ามา! โอสถใหม่จากเตาห้องโอสถ! เม็ดละห้าศิลาจิต!”

“ห้าเรอะ? ข้าคิดว่าเจ้าขายสามศิลาจิตซะอีก?”

“เมื่อวานรึ? เมื่อวานมันลดราคาเปิดร้าน ตอนนี้มันราคาห้าศิลาจิตแล้ว เรามีมาขายแค่สามเม็ด ใครมาก่อนได้ก่อน!”

องค์ชายจ้าวตะโกนต่อไปสุดเสียง

“ข้าอยากได้!”

“ข้าเหมา! ไม่มีใครจะได้ไปหรอก!”

“จริงรึที่เจ้ามีสามเม็ด? ขอข้าเม็ดนึงสิ! ข้าซื้อสิบศิลาจิตเลยนะ!”

ถ้าเป็นเช่นนี้เสี่ยวเฉินจะกลับบ้านมาพร้อมกับศิลาจิตหลายสิบก้อน เขาถือขวดหยกอีกสองขวด องค์ชายจ้าวตะโกนต่อไป

“เรามีโอสถเสริมพลังกับโอสถพลังด้วย! มาจากห้องโอสถเหมือนกัน! เร่เข้ามาเร็ว! พวกเราลดราคาแค่วันนี้! อีกสามวันจะไม่มีแล้ว!”

เป็นเช่นนี้เอง ในสองสามวันต่อมา เสี่ยวเฉินได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในยอดเขาตะวันลับ หลายสิบคนมารอที่ทางเข้าหุบเขาชมนภาในตอนเช้าเพื่อรอโอสถชำระปราณ แม้ว่าเอาจะมีโอสถเสริมพลังและโอสถพลังมาขายด้วย แต่การขายโอสถสองอย่างหลังนี้เทียบไม่ได้เลยกับการขายโอสถชำระปราณ

ไม่นานทุกคนในยอดเขาตะวันลับรวมถึงก๊กเขาใต้และก๊กเขาเหนือก็ได้รู้ว่ามีศิษย์ใหม่กำลังขายโอสถจากห้องโอสถ เสี่ยวเฉินเองก็ให้โอสถพลังกับโอสถเสริมพลังกับศิษย์ใหม่ร่วมนิกาย ทำให้เขาได้นับการนับถือและมิตรภาพกับหลายคนที่เริ่มมองเขาเป็นผู้นำ

ทุกวันหลิวรั่วจะมาส่งอาหารไม่เคยขาย

ณ สถานที่แห่งหนึ่งในอาณาเขตของก๊กเขาใต้ ชายหนุ่มสองสามคนกำลังสาปแช่ง

“บัดซบ! โอสถแหล่งใหม่โผล่มาจากไหนกัน? โอสถของพวกเราขายไม่ได้เลย! เราจะบอกพี่เย่ยังไงล่ะ!”

“แล้วเราจะทำอะไรได้? ไม่มีกฎห้ามขายโอสถนี่! แบบนี้แย่แน่! พวกมันขายถูกจนทุกคนไปหามันหมด!”

ยามพลบค่ำ เสี่ยวเฉินกับสามองค์ชายเริ่มกลับ แต่ในตอนนี้มีศิลาจิตมากพอที่จะเพิ่มพลังแล้ว เขาจะต้องหาทางเพิ่มพลังเป็นขอบเขตชำระปราณขั้นสองโดยเร็วทีสุด

สามองค์ชายที่เดินตามหลังเขานั้นพูดคุยกันอย่างมีความสุข องค์ชายจ้าวเรียกเขาอย่างร่าเริง

“พวกข้าขอโสอถชำระปราณเม็ดนึงได้ไหมศิษย์พี่? พวกข้าเองก็อยากจะเป็นขอบเขตชำระปราณเร็ว ๆ เหมือนกัน!”

“ไม่ได้”

เสี่ยวเฉินตอบไปแบบนั้น เขาทำหน้าจริงจังและพูดกับพวกเขา

“เจ้าจะกินโอสถเสริมพลังหรือโอสถพลังก็ได้ กินได้มากเท่าที่เจ้าต้องการ แต่อย่ากินโอสถชำระปราณ แม้จะสักเม็ดเดียว”

องค์ชายจ้าวตอบด้วยความเศร้า

“อย่าขี้เหนียวไปเลยศิษย์พี่ เรารู้นะว่าโอสถชำระปราณมันไม่ถูก เอาแบบนี้ไหม…”

“ไม่”

เสี่ยวเฉินส่ายหน้า

“มีพลังที่เจ้าควรจะต้องสำเร็จโดยการฝึกฝนบ่มเพาะด้วยตัวเอง จะดีที่สุดถ้าเจ้าไม่ใช้สิ่งภายนอกมาช่วยตั้งแต่แรกเริ่ม เจ้าจะเสียใจในวันหนึ่งถ้าเจ้าเพิ่มพลังของตัวเองโดยใช้โอสถ”

องค์ชายจ้าวตั้งใจฟังและพยักหน้า

“โอ้…ศิษย์พี่มีเหตุผล แต่ข้าก็อยากจะลองซักเม็ดอยู่ดี…”

นี่คือปริศนาที่ผู้บ่มเพาะพลังทุกคนต้องเจอ หลายคนนั้นรู้ดีถึงผลที่ตามมาของการใช้โอสถอย่างโอสถชำระปราณในการเพิ่มพลัง แต่มีไม่กี่คนนักที่จะอดทนต่อความยั่วยวนของการไต่พลังอย่างรวดเร็วได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ไปถึงระดับสูงได้ด้วยตัวเองในวิถีเซียน ดังนั้นโอสถที่จะมอบพลังได้ในทันทีจึงมักจะถูกขายได้อย่างรวดเร็วท่ามกลางโอสถทั้งหมด

เสี่ยวเฉินส่ายหน้าอีกครั้ง

“เอาเถอะ ข้าให้โอสถชำระปราณกับพวกเจ้าก็ได้ แต่ข้าขอเตือน เจ้าควรจะไปถึงขอบเขตชำระปราณด้วยพลังของตัวเอง ไม่ใช่ความช่วยเหลือจากสิ่งอื่น โดยเฉพาะเมื่อเจ้าทำด้วยตัวเองได้ จงจำเอาไว้”

เขามองโอสถชำระปราณสามเม็ดที่บังเอิญเป็นโอสถที่ดีที่สุดที่เขาหลอมมาและยื่นให้พวกเขา

“อีกหนึ่งเรื่อง ข้าจะลองบรรลุขอบเขตชำระปราณขั้นสองในอีกไม่ช้า ข้าจะไม่ไปที่หุบเขาชมนภากับเจ้าในวันพรุ่งนี้”

เขาพูดจบและเดินกลับบ้านทันที

แม้ว่าเขาในตอนนี้จะมีศิลาจิตเป็นจำนวนมาก เขาก็ยังต้องสะสมพลังด้วยตัวเขาเองอยู่ดี ในคืนนั้น เขาใช้ศิลาจิตไปเกือบสามสิบก้อน

จากนั้นเขาจึงทำสมาธิต่อไปในสวน เขานั่งนอกบ้านและเปิดเส้นปราณทั้งหมดในร่างกาย เมื่อถึงเวลาเที่ยง มีแสงขาวสองแสงสว่างเหนือไหล่ทั้งซ้ายและขวาของเขา แสงนั้นกระจายไปถึงท้องฟ้า

ทันใดนั้นเขารู้สึกถึงพลังที่เอ่อล้นในร่างกาย แม้จะเป็นขอบเขตชำระปราณขั้นหนึ่งที่อีกก้าวเดียวจะเป็นขั้นสอง แต่ความต่างระหว่างสองขั้นนั้นถือว่ามาก

เขาซัดหินก้อนใหญ่ยักษ์ด้วยฝ่ามือ ฝ่ามือเขาซัดหินไกลออกไปนับร้อยศอกก่อนจะระเบิดที่กลางอากาศกลายเป็นผุยผง

“ในที่สุด…ขอบเขตชำระปราณขั้นสอง…”

หลิวรั่วมิได้รบกวนเขาเมื่อเห็นว่าเขากำลังใช้สมาธิอย่างลึกล้ำ เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาแล้วนางจึงรีบออกมาพูดด้วยความสุข

“ยินดีด้วยนะนายน้อย!”

เสี่ยวเฉินยิ้มเบา ๆ ให้นาง เขารู้สึกถึงฝีเท้าที่รัวมาจากด้านนอก สองคนมาที่บ้านของเขา หนึ่งในนั้นคือหวังเยี่ยที่เคยนั่งโต๊ะเดียวกับเขาระหว่างเรียน ส่วนอีกคนที่สาวน้อยที่อายุพอกัน

เสี่ยวเฉินเลิกคิ้วด้วยความสงสัยเมื่อสังเกตเห็นความรีบร้อนของพวกนาง

“มีอะไรให้ข้าช่วยรึศิษย์น้อง?”

“ยะ แย่…แย่แล้ว!”

หวังเยี่ยหอบอย่างหนักจนแทบพูดไม่เป็นภาษา สาวน้อยที่มากับนางพูดขึ้นมาด้วย

“เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! ที่หุบเขาชมนภา!”

จบบทที่ ตอนที่ 30 ขอบเขตชำระปราณขั้นสอง

คัดลอกลิงก์แล้ว