เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 27 หุบเขาชมนภา

ตอนที่ 27 หุบเขาชมนภา

ตอนที่ 27 หุบเขาชมนภา


ผู้เฒ่าอู๋เองก็เข้ามารวมตัวกับศิษย์ในการเรียนช่วงบ่าย สามผู้เฒ่าร่วมกันบรรยายศิษย์ด้วยทฤษฎีที่หลากหลายและความรู้ของพวกเขา การเรียนดำเนินต่อไปจนพลบค่ำ ผู้เฒ่าซงบอกให้เด็กสองคนแจกคู่มือหนากับทุกคน

“นี่เป็นบันทึกที่มีทฤษฎีเคล็ดการบ่มเพาะขอบเขตชำระร่าง บ้างก็อธิบายเรื่องโอสถ วิธีการใช้ค่ายกลและม่านพลัง เช่นเดียวกับวิชาพื้นฐานอย่างอื่น จงจำไว้ให้ดี จะมีการสอบข้อเขียนในอีกเจ็ดวัน”

ทุกคนประคองตำราเล่มหนาที่หนักในมือด้วยความเศร้าหมอง พวกเขาจะต้องจำทั้งหมดในเจ็ดวันงั้นหรือ? ไม่ต้องพูดถึงการทำความเข้าใจเลย

ต่อมา ผู้เฒ่าซงได้เปิดถุงที่เด็กฝึกนำมาให้เขาและเทแก้วสีเขียวขนาดเท่าหัวแม่มือออกมา

“นี่คือศิลาจิต พวกเจ้าจะได้รับคนละสามก้อนในแต่ละเดือน ส่วนใหญ่แล้วพวกเจ้าจะใช้มันดูดซับพลังจากศิลาจิตเหล่านี้ แต่ก็ยังมีวิธีใช้อย่างอื่นที่เขียนเอาไว้ในตำรานั้น”

ขณะที่พูดเขาก็บอกให้เด็กฝึกแจกจ่ายศิลาจิตกับพวกศิษย์

เหล่าศิษย์ต่างได้รับศิลาจิต บางคนตื่นเต้นแต่บางคนสงบนิ่ง ผู้เฒ่าซงพูด

“อย่าได้เมินศิลาจิตเหล่านี้ แม้จะเป็นแค่ศิลาขั้นหนึ่งแต่มันก็จะช่วยให้เจ้าเข้าสู่ขอบเขตชำระปราณอย่างรวดเร็ว จงดูแลมันให้ดี อย่าให้คนอื่นไปง่าย ๆ”

เมื่อฟังแล้วทุกคนก็เริ่มหวาดระแวง พวกเขาพูดคุยกันและกำศิลาล้ำค่าในมือไว้แน่น องค์ชายจ้าวคลึงมันเล่นในมือ

“เราจะใช้มันยังไงล่ะ? กินเข้าไปเลยรึ?”

ผู้เฒ่าซงจ้องเขา

“ได้โปรดเถอะ ข้าไม่อยากจะไปดูแลงานศพเจ้า”

องค์ชายจ้าวตกตะลึงจนแทบจะโยนศิลาจิตทิ้งราวกับมันเป็นยาพิษ

แท้จริงแล้วศิลาจิตเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดแม้แต่ในนิกายสามพิสุทธิ์ พวกมันเป็นสมบัติที่มีค่าและไม่มีใครยอมเอาไปแลกทองคำ พวกเขาจะเก็บไว้แลกสมบัติวิเศษ กระบี่เซียน หรือยันต์วิเศษ

หลายคนจะเก็บสะสมรวบรวมศิลาจิตเพื่อแลกเป็นสมบัติวิเศษหรือกระบี่เซียนจากศิษย์ในในนิกาย การต่อสู้ทะเลาะเบาะแว้งเพราะศิลาจิตนั้นหาได้ไม่ยากเพราะมันจะเกิดขึ้นหลายครั้งในทุกเดือน

เมื่อตะวันลับ เหล่าศิษย์ใหม่ได้กลับไปสู่ที่พักของตัวเองและถูกหยุดโดยศิษย์ที่แก่กว่า

“ศิษย์น้องทั้งหลาย พวกข้ามีข้อเสนอมาให้ พวกเราจะตอบแทนอย่างดีกับศิลาจิตของพวกเจ้า ข้าจะจ่าย 200 ตำลึงเงินกับศิลาจิตแต่ละก้อน มีใครสนใจหรือไม่?”

“ข้าให้ 300 ตำลึงเงิน”

“ข้าให้ 400 ตำลึงเงินเลยนะ”

เหล่าศิษย์ใหม่เริ่มหวั่นไหว แม้ว่าพวกเขาจะมีพื้นเพที่ร่ำรวย แต่อาหารที่ขายที่นี่นั้นแพงจนน่ากลัว สำหรับพวกเขาบางคนศิลาจิตนั้นดูไร้ประโยชน์ไม่ต่างอะไรกับก้อนหินสวยที่เปล่งประกาย

องค์ชายจ้าวถอนหายใจแรง

“300 กับ 400 ตำลึงเงินเรอะ? พวกเจ้าเป็นขอทานรึไง? มาหาข้า! 1,000 ตำลึงเงิน! ข้าซื้อเท่านี้! เอาศิลาจิตพวกเจ้ามาขายให้ข้า! ข้าซื้อไม่จำกัด!”

เสียงตะโกนดังของเขาทำให้ศิษย์เก่าหลายคนหงุดหงิดเป็นจำนวนมาก พวกเขาสิบคนเดินมาหาองค์ชายจ้าวด้ยความโกรธ เขารีบแสดงตราหยก

“เจ้าต้องการอะไร? ข้าคือองค์ชายแคว้นจ้าว! คิดจะทำอะไร?”

“องค์ชายรึ? ต่อให้เป็นจักรพรรดิก็ไม่มีค่าอะไรที่นี่!”

เสี่ยวเฉินก้าวเข้ามาขวาง

“พอได้แล้ว ผู้เฒ่าสั่งให้เราเก็บศิลาจิตให้ดี”

เขาหันไปหาสามองค์ชายข้างหลัง

“ไปกันเถอะ”

หลังสวนในบ้าน หลิวรั่วต้มน้ำเสร็จแล้ว นางถึงกับเตรียมอาหารอร่อยไว้เต็มโต๊ะ เสี่ยวเฉินพูด

“เราต้องเก็บเงินไว้เผื่ออนาคต ข้ารู้ว่าวัตถุดิบพวกนี้ไม่ถูก”

ก่อนที่เขาจะกินเสร็จ เขาเห็นบางอย่างแปลกไปกับหลิวรั่ว ปิ่นปักผมนางไม่เหลืออยู่อีกแล้ว เช่นเดียวกับกำไลที่นางมักจะสวม เขาถอนหายใจและไม่พูดอะไรอีก

ในคืนนั้น เขาหยิบศิลาจิตสามก้อนออกมาและหมุนเวียนพลังไปที่ศิลาจิตก้อนหนึ่ง ทันใดนั้นพลังจากศิลาก็ได้ไหลเข้าสู่ร่างกายเขาและกลายเป็นแค่ศิลาธรรมดา

“มัน…หมดแล้วรึ?”

การใช้ศิลาจิตทำให้เขารู้สึกถึงอดีต พลังในศิลาจิตเหล่านั้นช่วยเหลือเขาอย่างมาก แต่เขายังใช้เคล็ดบ่มเพาะครามพิสดารเพื่อดูดซับพลังปราณจากธรรมชาติได้อีก มันคงน่าเสียดายถ้าจะใช้ศิลาจิตอีกก้อน เขาจึงตัดสินใจเพิ่มพลังด้วยเคล็ดบ่มเพาะครามพิสดารจนเพิ่มพลังไม่ได้อีก ศิลาจิตจะต้องเก็บไว้ต่อไป

เจ็ดวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว การสอบข้อเขียนนั้นไม่ต่างกับของเด็กเล่นสำหรับเขา แม้แต่สามผู้เฒ่าก็ทึ่งกับคำตอบที่เขาเขียนไป ซึ่งบางสิ่งที่เขียนนั้นสามผู้เฒ่าเองยังไม่รู้

เขาแทบจะไม่ได้อ่านตำราเล่มหนานั้นเลย เขาเพียงแค่เปิดอ่านเรื่องวิชาสายเทพเท่านั้น จากนั้นเขาจึงโยนให้หลิวทั่วที่นาน ๆ จะอ่านหนึ่งครั้ง เขาพบในภายหลังว่าเขาหลิงไถมียอดเขาหลักอยู่จำนวนหนึ่ง ยอดเขามังกรเป็นยอดเขาแรก ตามด้วยยอดเขาเด็ดดารา ยอดเขาชมจันทร์ ยอดเขากระเรียนไม้ และยอดเขาร่มเงา ซึ่งทั้งหมดจะมีเหล่าผู้เฒ่าอาศัยอยู่

แต่ที่ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เขากำลังเจอในตอนนี้ก็คือเคล็ดบ่มเพาะครามพิสดารนั้นใช้ไม่ได้ผลอีกแล้ว เขามาถึงทางตันที่ขั้นหนึ่ง ระดับการบ่มเพาะพลังของเขาจะเพิ่มขึ้นถ้าหากไม่ใช่เพราะว่าเขาขาดพลังเฮือกสุดท้าย

พลังปราณในสวนอ่อนหายลงไปทุกวัน นั่นอาจจะเป็นเพราะการหายไปของเจ้าของคนเก่าดังนั้นจึงไม่มีใครใช้ค่ายกลเพื่อดึงพลังปราณเข้ามา เสี่ยวเฉินเองก็ไม่รู้ว่าค่ายกลนั้นอยู่ที่ใด

เขาหลับเพียงแค่สองชั่วยามในเจ็ดวันที่ผ่านมา เขาตื่นตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อฝึกฝนบ่มเพาะพลัง เขามีความมุ่งมั่นเพิ่มขึ้นทุกวันไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่เห็นกระบี่หักบนเตียง

เมื่อการสอบข้อเขียนจบลง เหล่าศิษย์ในตอนนี้เข้าสู่ช่วงการฝึกฝนร่างกาย การฝึกของพวกเขามักจะเป็นการวิ่งระยะไกลรอบภูเขาตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง พวกเขาจะพักหนึ่งชั่วโมงก่อนที่พวกเขาจะวิ่งกันต่อถึงพลบค่ำ

เป็นสามวันที่พวกเขาวิ่งและทุกคนก็เหนื่อยล้าจากการฝึกฝน สามผู้เฒ่ายืนบนยอดเขามองความก้าวหน้าของศิษย์ด้วยชุดที่พริ้วไหวจากสายลมยอดเขา พวกเขาส่ายหน้าถอนหายใจ

“ดูเหมือนว่าจะมีแค่คนชื่อเสี่ยวเฉินที่ใช้ได้”

“เขามาจากที่ใดกัน? มีข่าวลือว่าเขาควรจะเป็นหนึ่งในศิษย์ในคนใหม่ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างเขาจึงมาอยู่ที่นี่”

“แล้วมันยังไงเล่า? เจ้าไม่ดีใจหรือ? สุดท้ายก็มีความหวังแก่ยอดเขาตะวันลับของเรา และเขายังเป็นชายหนุ่มที่ดี ไม่ได้อวดดีเหมือนกับเย่เฟย”

“อะไรกัน พวกเจ้ามีเวลาเหลือมานินทาด้วยรึ? เจ้าคิดจะทำยังไงกับสมุนไพรโอสถอีกสองถุง? พวกเราเหลือแค่สิบกว่ากันจนสิ้นเดือนนะ”

“บัดซบ…”

สามผู้เฒ่าถอนหายใจพร้อมกันก่อนที่จะขึ้นขี่กระบี่เซียนไปบนฟ้าและบินลงมาที่ตีนเขา

“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ พรุ่งนี้จะไม่มีการวิ่งอีกแล้ว”

“อะไรนะ? ไม่ต้องวิ่งแล้วเหรอ? เยี่ยมเลย!”

เสียงเหล่าศิษย์ดีใจดังขึ้นเมื่อรู้ว่าพวกเขาไม่ต้องวิ่งเป็นบ้าเป็นหลังอีกแล้ว

แต่ในความจริงนั้นทุกคนมีร่างกายที่ดีขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ผู้ที่มีพรสวรรค์ดีได้มีร่างกายไปถึงขั้นห้า ส่วนที่พรสวรรค์น้อยกว่าก็มีร่างกายอย่างน้อยขั้นสองหรือสามแล้ว

“ไปหาที่ดี ๆ กันเถอะ ตามข้ามาใกล้ ๆ อย่าคลาดกันล่ะ”

เมื่อพูดจบ ผู้เฒ่าซงและผู้เฒ่าอีกสองคนใช้วิชารีบบินขึ้นฟ้าไกลทันที

“เฮ่อ ยังไงพวกเราก็ยังต้องวิ่งอยู่ดีสินะ…”

หลังจากเดินทางอีกครึ่งชั่วยาม พวกเขาที่นำโดยสามผู้เฒ่าได้มาถึงหุบเขาเล็ก ๆ ที่ย่างไกล หุบเขาเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้บาน เถาวัลย์เขียวที่พันรอบต้นไม้จนแน่น ลำธารที่น้ำไหลพร้อมผีเสื้อโบยบิน มีศิษย์พี่จำนวนหนึ่งอยู่ที่นี่ด้วย พวกเขาทุกคนนั่งสมาธิฝึกตนกันอยู่ เมื่อเห็นสามผู้เฒ่ามาพวกเขาจึงลุกขึ้นทักทาย

เสี่ยวเฉินรู้สึกถึงพลังปราณมหาศาลในทันที บรรยากาศของพลังปราณในบ้านที่เขาอยู่นั้นเทียบไม่ได้กับที่นี่เลย ผู้เฒ่าซงพูดกับพวกเขา

“นี่คือหุบเขาชมนภา ที่นี่จะมีศิษย์เราหลายคนมาบ่มเพาะพลังกัน ข้ามั่นใจว่าเจ้ารู้สึกได้ถึงพลังปราณมากมายในบริเวณนี้ใช่ไหม? การฝึกที่นี่หนึ่งวันจะดีกว่าฝึกที่ข้างนอกสามวัน”

“ข้าเองก็รู้สึกเหมือนกัน มีบรรยากาศพลังปราณรุนแรงรอบ ๆ ที่นี่”

ทุกคนดีใจ

ผู้เฒ่าซงกระแอมหนึ่งครั้งดึงความสนใจจากทุกคน

“หุบเขาชมนภาจะเปิดวันละสิบสองชั่วโมง เข้ามาได้ตอนรุ่งสางและจะต้องออกไปก่อนพลบค่ำ”

ผู้เฒ่าอู๋พูด

“ตอนนี้พวกเจ้าไปหาที่ฝึกฝนกันได้ วันนี้จะไม่มีอะไรแล้ว”

เขายังพูดไม่ทันจบทุกคนก็หาจุดที่ตัวเองจะนั่งบ่มเพาะพลังกันได้แล้ว มีเพียงเสี่ยวเฉินที่จับสังเกตประโยคสุดท้ายของผู้เฒ่าอู๋ วันนี้จะไม่มีอะไรแล้ว

ผู้เฒ่าหลิวมองยอดเขาหลักที่ปกคลุมไปด้วยเมฆ

“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมที่นี่ถึงเรียกว่าหุบเขาชมนภา?”

ขณะที่พูด เขาชี้ไปยังยอดเขาหลักของเขาหลิงไถ

“ที่นั่น ทุกครั้งเมื่อถึงพลบค่ำ ยอดเขาหลักของเขาหลิงไถจะปรากฏราวกับว่ามันแทะเล็มเงายามโพล้เพล้ แต่เราได้แต่มองจากข้างล่างเท่านั้น”

ผู้เฒ่าซงพูดต่อ

“ดังนั้นจงฝึกฝนให้หนักที่สุดเท่าที่ทำได้ หาโอกาสเลื่อนขั้นไปเป็นศิษย์ใน อย่ามาเสียเวลาอยู่ที่นี่…”

จากนั้นเขาก็ถอนหายใจอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง

สามผู้เฒ่าขึ้นขี่กระบี่ไปบนท้องนภา บินไปยังภูเขา

เสี่ยวเฉินนั่งลงเช่นกัน เคล็ดการบ่มเพาะร่างกายของนิกายสามพิสุทธิ์นั้นไร้ประโยชน์สำหรับเขาไปแล้ว เขาทำได้แค่ใช้วิชาของนิกายครามพิสดาร เขาใช้สัมผัสเทพมองรอบ ๆ และพบว่าเหล่าศิษย์พี่โผล่ตัวออกมา

“พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่?”

ศิษย์พี่ต่างพูดคุยกันเอง

“ไม่ได้ยินที่ผู้เฒ่าพูดรึว่าวันนี้จะไม่มีอะไร?”

เสี่ยวเฉินยิ้มบาง ๆ เขาไม่สนใจสิ่งรบกวนอื่น

จบบทที่ ตอนที่ 27 หุบเขาชมนภา

คัดลอกลิงก์แล้ว