เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 21 ฟ้าลิขิต

ตอนที่ 21 ฟ้าลิขิต

ตอนที่ 21 ฟ้าลิขิต


สองคนในชุดเขียวและขาวกระโดดถอยหลังจากศิลา เสี่ยวเฉินหวาดกลัวขนหัวลุกและอยากจะดึงมือกลับ แต่ดูเหมือนว่ามือของเขาจะถูกผูกติดอยู่กับศิลา เขามิอาจดึงมือกลับได้

จู่ ๆ ศิลาทมิฬก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและแตกสลายด้วยเสียงระเบิดสะเทือนปฐพี ศิลานั้นมีพลังวิเศษอยู่จำนวนมาก การระเบิดของมันนั้นเป็นดั่งภัยพิบัติ หยูยี่เฟิงเห็นภัยข้างหน้าและชี้สองดัชนีไปที่เสี่ยวเฉิน ลำแสงสีขาวแล่นเข้าไปเปลี่ยนเป็นม่านปกคลุมเสี่ยวเฉิน

จากนั้นเขาก็พุ่งไปหาเสี่ยวเฉินในลำแสงนั้นและกดข้อมือของเสี่ยวเฉิน

เวลาผ่านมานานแล้ว ผู้คนบนลานกว้างยังคงแตกตื่น หยูยี่เฟิงปล่อยมือเสี่ยวเฉินและพูดเสียงดัง

“ทุกท่านอย่าตื่นตระหนก ศิลาทดสอบผิดปกติเมื่อครู่ ศิษย์น้องเสี่ยวมีหกเส้นปราณ”

คำพูดของเขามีอำนาจเหนือผู้เฒ่าคุมสอบ ผู้คนยอมรับคำอธิบายของเขา ผู้เฒ่ายิ้มรับ

“ใช่แล้ว ศิลานั้นไม่ได้ซ่อมแซมมาร้อยปี เป็นธรรมดาที่จะผิดปกติได้”

ชายสองคนในชุดเขียวและขาวไม่พูดอะไร พวกเขาหนึ่งคนพูด

“เอาล่ะ โปรดรอสักครู่ พวกข้าจะนำผลการทดสอบไปให้ผู้เฒ่า”

เสี่ยวเฉินยังคงคิดไม่ตก เขาหวาดกลัว 12 ลำแสงทมิฬนั้นจริง ๆ หยูยี่เฟิงจับบ่าเขา

“ไม่เป็นไร เพียงแค่ศิลาทดสอบผิดปกติเท่านั้น เจ้ากลับไปได้แล้ว”

“ครับ”

เสี่ยวเฉินพยักหน้าและเดินไปยังคนด้านล่าง เสี่ยวหวังเอ๋อหัวเราะเบา ๆ

“ว่าแล้วเชียว เจ้าเก่งไม่ต่างกับพี่เสี่ยวฮั่นเลย น่าเสียดายที่ข้ามีแค่สี่เส้นปราณ แต่มันก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เราไปฉลองในเมืองกันไหม? ข้าเลี้ยงเอง!”

เสี่ยวเฉินฝืนยิ้ม

“ได้สิ”

เสี่ยวฮั่นยังคงยืนนิ่งมองท้องฟ้า

ในตอนนั้นเอง สามองค์ชายเดินมา หนึ่งในนั้นพูด

“ศิษย์พี่เสี่ยวยอดเยี่ยมนัก!”

เสี่ยวเฉินพยักหน้ายิ้ม

“พวกเจ้าก็ด้วย”

สามองค์ชายนั้นมีสองเส้นปราณขั้นปานกลางทุกคน ซึ่งนับว่าไม่เลว

หนึ่งชั่วโมงต่อมาถึงยามโพล้เพล้ ชายสองคนในชุดเขียวและขาวเดินกลับมาหาพวกเขากับม้วนไผ่ในมือ ทุกคนเริ่มตั้งสมาธิเพราะชื่อของคนที่ได้เข้านิกายจะต้องเขียนอยู่ในม้วนไผ่นั้น

ชายชุดเขียวเปิดม้วนไผ่อ่าน

“ห้าสิบคนต่อไปนี้เป็นศิษย์นอก หลิวฮั่น หวังเยี่ย…”

หลายคนตั้งใจฟังและวิตกอย่างมาก พวกเขาอยากจะได้ยินชื่อตัวเองเพราะเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเป็นศิษย์ใน

บางคนที่มีพรสวรรค์เองก็วิตกกังวล แต่เป็นความกังวลอีกรูปแบบ พวกเขาไม่อยากได้ยินชื่อตัวเองในตอนนี้ เสี่ยวหวังเอ๋อเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

ชายในชุดเขียวอ่านชื่อจนจบ เสี่ยวหวังเอ๋อถอนหายใจอย่างโล่งใจ ชื่อของนางมิได้อยู่ในรายชื่อ สามองค์ชายกระโดดขึ้นความดีใจ

“สุดท้ายแล้วพวกเราก็เป็นศิษย์นอก!”

เสี่ยวเฉินขมวดคิ้วแน่นและจ้องมองชายชุดขาว

ชาวชุดขาวเปิดม้วนไผ่ในมือ

“ห้าคนต่อไปนี้มีพรสวรรค์ที่ดีกว่าและได้เป็นว่าที่ศิษย์ของผู้เฒ่าหนึ่งโดยตรง”

เขามองม้วนไผ่

“ถังหยู”

“ข้าอยู่นี่!”

ชายหนุ่มอายุสิบเจ็ดยกมือ

“จ้าวหลิงเฟย”

“ข้าเอง! ข้าเอง!”

หญิงสาวอายุสิบเจ็ดปีกระโดดโบกไม้โบกมือ

“ชางก่วนหยาน”

ชางก่วนหยานยิ้มอ่อนโยนและพยักหน้า

เสี่ยวเฉินขมวดคิ้วแน่น เท่านี้ก็มีกันสามคนแล้ว เหลืออีกเพียงแค่สองชื่อเท่านั้น!

“เสี่ยวหวังเอ๋อ”

“ข้าล่ะ!”

เสี่ยวหวังเอ๋อยกมือขึ้นมองอีกสองคนข้าง ๆ นางและขมวดคิ้ว

ศิษย์ชุดขาวพยักหน้า

“เสี่ยว…”

จากนั้นเขาจึงมองม้วนไผ่อย่างละเอียด ทุกคนหันไปมองเสี่ยวเฉินและเสี่ยวฮั่น

“เสี่ยวฮั่น”

ศิษย์ชุดขาวยิ้ม

“ยินดีกับการได้เป็นศิษย์ในของพวกเจ้าด้วย…”

“ช้าก่อน!”

เสียงเย็นชาดังแทรก เสี่ยวเฉินเดินเข้าไปด้วยสีหน้าหม่นหมอง ศิษย์ชุดเขียวพูด

“ศิษย์น้องใจเย็นก่อน…อย่าก่อเรื่องที่นี่…”

เสี่ยวเฉินคว้าม้วนไผ่จากศิษย์ชุดขาวมาอ่าน เขากำหมัดจนนิ้วลั่นในไม่กี่วินาทีต่อมา ศิษย์ชุดขาวยิ้มแหย

“ศิษย์น้อง ไว้คราวเจ้าค่อย…”

“คราวหน้ารึ? หึหึ ข้าเป็นศิษย์นอกยังไม่ได้เลยหรือ? หึหึ…”

เสี่ยวเฉินยิ้มอย่างเยือกเย็น เขาดูหมองหม่นและน่ากลัว

ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เสี่ยวเฉินทำได้ยอดเยี่ยมโดดเด่นกว่าใครมาตั้งแต่แรกเริ่ม แม้ว่าเขาจะมิอาจเป็นศิษย์ใน แล้วเหตุใดจึงไม่มีชื่อเขาในรายการศิษย์นอกเล่า?

ลั่วชางหยานรีบเดินมาหาเขา

“ไม่เป็นไร กลุ่มเราสอบเสร็จเป็นกลุ่มแรก ข้าเลือกหนึ่งคนเป็นศิษย์ในได้”

ศิษย์ชุดเขียวยิ้มอย่างหม่นหมอง

“ศิษย์พี่ลั่ว พวกผู้เฒ่ายกเลิกสิทธิพิเศษชั่วคราว ศิษย์พี่จึง..”

“ว่าไงนะ?!”

ลั่วชางหยานไม่อยากจะเชื่อหู

ศิษย์ชุดขาวกล่าว

“เอาล่ะทุกคนกลับไปได้แล้ว พรุ่งนี้เจ้าจะได้เข้าพิธีอย่างเป็นทางการ ส่วนคนที่ไม่ได้รับเลือกก็อย่าถอดใจ เราจะแนะนำพวกเจ้าให้นิกายวายุนภาและอีกหลายนิกาย”

พวกเขาถอนหายใจและส่ายหน้า คงเป็นเรื่องข่าขันหากนิกายวายุนภาต้องการคนที่ถูกปฏิเสธจากนิกายสามพิสุทธิ์

สามองค์ชายเดินเข้ามาถาม

“ศิษย์พี่โดนเข้าใจผิดรึ?”

เสี่ยวหวังเอ๋อและคนอื่นเองก็เดินเข้ามา ชางก่วนหยานถาม

“เอาสิทธิ์ของข้าให้เขาได้ไหม?”

“เอ่อ…”

ศิษย์สองคนในชุดเขียวและขาวดูละอาย

“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

“ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่ถามน่ะ”

“ข้าอยากเจอพวกผู้เฒ่า!”

เสี่ยวเฉินร้องคำราม

“เอ่อ…วันนี้ไม่มีผู้เฒ่าคนไหนว่างเลย”

ศิษย์ชุดเขียวพูด

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะรอจนถึงพรุ่งนี้! ถ้าไม่ว่างพรุ่งนี้ข้าก็จะรอถึงวันมะรืน! ข้าจะไม่ไปไหนจนกว่าจะได้เจอผู้เฒ่า!”

หยูยี่เฟิงเดินเข้ามาในตอนนั้นเอง สองคนในชุดเขียวและขาวหวาดกลัวก้มหน้าไม่กล้ามองเขา ศิษย์ชุดขาวพูดด้วยความหวาดผวา

“นี่เป็นการตัดสินใจของผู้เฒ่า พวกข้าทำอะไรไม่ได้…”

“อืม”

หยูยี่เฟิงพูดเพียงคำเดียวก่อนจะเดินไปที่โถงที่มีเหล่าผู้เฒ่าอยู่

หลายคนค่อย ๆ เดินจากไป เหลือเพียงชายหนุ่มยืนอยู่คนเดียวบนบันได เงายามพลบค่ำของเขาดูเดียวดาย

“นายน้อย กลับบ้านกันเถอะ…”

หลิวรั่วเดินมาหาเขาด้วยกระเป๋าสองใบในมือ

เสี่ยวเฉินไม่พูดอะไร

หยูยี่เฟิงเดินเข้าไปในโถง มีเพียงผู้เฒ่าสี่ที่อยู่และขมวดคิ้ว เมื่อเห็นหยูยี่เฟิงเขาก็รีบลุกขึ้นเดินไปหา

“เสี่ยวเฉินมีร่างกายยอดเยี่ยม และเขาเหมาะสมอย่างมากที่จะได้เป็นเซียน ทำไมถึงปฏิเสธเขา?”

“เอ่อ…”

ผู้เฒ่าสี่ดูละอายใจ

“เป็นการตัดสินใจของข้าเอง”

เสียงผู้เฒ่าดังมาจากด้านหลังห้องโถง

“ลุงฉิงเฟิง…ทำไมกัน?”

หยูยี่เฟิงมิอาจเชื่อหู

ผู้เฒ่าชุดสีครามมีกล่องพิณที่แผ่นหลังเดินเข้ามา แม้จะมีผมสีเงินและเครายาวแต่ก็ไม่มีริ้วรอยบนใบหน้าเขา เขามองผู้เฒ่าสี่

“ผู้เฒ่าสี่ ได้หรือไม่?”

“ย่อมได้ เซียนพิณอาวุโส”

ผู้เฒ่าสี่ประสานมือและเดินออกไป

ผู้เฒ่าชุดสีครามมองหยูยี่เฟิง

“นั่งสิ”

หยูยี่เฟิงไม่พูดอะไรและนั่งลง ผู้เฒ่าชุดสีครามโบกมือ ม่านแสงปรากฏขึ้นมา มีภาพอยู่บนม่านแสง เป็นภาพภูเขา ถล่มวารีในแม่น้ำไหลย้อนกลับ แผ่นดินจมสู่เบื้องล่าง สุริยันจันทราแตกร้าว ดวงดาวแตกสลาย มันคือภาพจุดจบของโลก

หยูยี่เฟิงหวาดกลัวเมื่อได้เห็น ผู้เฒ่าชุดสีครามคลายม่านทิ้ง

“นี่คือการทำลายล้างครั้งสุดท้ายเมื่อ 40,000 ปีก่อน ไม่มีเซียนใดรอดชีวิตได้”

หยูยี่เฟิงหายใจเข้าลึก

“มันเกี่ยวอะไรกับเฉินน้อยรึ?”

ผู้เฒ่าชุดสีครามตอบ

“เจ้าบอกไม่ได้หรอกรึว่ามีเรื่องผิดปกติกับโชคชะตาของเด็กคนนี้?”

หยูยี่เฟิงก้มหน้า

“ขออภัย พลังบ่มเพาะข้าอาจต่ำเกินกว่าจะบอกได้”

“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะให้เจ้าดู”

ผู้เฒ่าเปิดม่านแสงอีกครั้ง

หยูยี่เฟิงตกตะลึง เขาหายใจเร็วขึ้นอยู่ชั่วขณะหนึ่ง

“เจ้าบอกได้หรือยัง?”

ผู้เฒ่าโบกมือีกครั้งเพื่อปิดม่านแสง

หยูยี่เฟิงเงียบอยู่นาน พวกเขาพูดคุยกันตลอดทั้งคืน วันต่อมาแสงตะวันสาดส่องพวกเขา ผู้เฒ่ากล่าว

“ชะตาฟ้าลิขิตเขาโดนใครบางคนเมื่อนานมาแล้ว เจ้ามิอาจเปลี่ยนแปลงได้ ข้าเองก็มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ เขาเองก็มิอาจเปลี่ยนได้”

หยูยี่เฟิงขยับนิ้วคิดอ่านบางอย่าง

“แล้วใยถึงได้ช่วยเขาเมื่อ 16 ปีก่อนเล่า? ข้าไม่เชื่อหรอก! ชะตาเปลี่ยนด้วยคนอื่นได้ เขาเพียงแค่ต้องเจอคนที่มีชะตาเหนือกว่าที่จะบดบังชะตาของเสี่ยวเฉิน!”

“แล้วเจ้าคิดว่าจะมีชะตาผู้ใดที่เหนือกว่าชะตาของเขาเล่า?”

“ถ้าอย่างนั้นก็หาคนที่มีชะตาเหมือนกับเขาสิ! โชคชะตาจะได้บดบังซึ่งกันและกัน!”

พวกเขาทั้งสองหยุดพูด ผ่านเวลาไปนาน ผู้เฒ่าชุดสีครามกล่าว

“ถ้าหากมันได้ผล แล้วเจ้าเมื่อ 600 ปีก่อนเล่า? เหตุใดเจ้าถึงเข้าสู่วัฏสงสารด้วยการปลิดชีพตัวเองด้วยกระบี่? ยี่เฟิง เจ้าควรกลับไปได้แล้ว ธรุของเจ้าบนโลกมนุษย์จบลงแล้ว ส่วนเรื่องบุพผาอสูรข้าจะไปสืบกับลุงเสี่ยวเหยา เจ้าไม่ต้องกังวล และบอกศิษย์พี่ชิงเฉินว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้ด้วย”

หยูยี่เฟิงถอนหายใจ เขาลุกขึ้นยืน

“ข้าขอตัวก่อน ท่านลุงถนอมตัวด้วย”

เขาหันหลังเดินจากไป

เสี่ยวเฉินยืนอยู่บนลานกว้างตลอดทั้งคืน ความชื้นสูงบนภูเขาทำให้เส้นผมของเขาเปียกชื้น ด้วยเส้นสายกับหยูยี่เฟิง ศิษย์นิกายสามพิสุทธิ์จึงไม่กล้าล้อเลียนหรือไล่เขาออกไป หลายคนเพียงแค่เดินก้มหน้าผ่านไป

หลิวรั่วเองก็ยืนอยู่ข้างกายเขาทั้งคืน

“ศิษย์น้องเสี่ยว…”

เสียงแผ่วเบาดังมาจากด้านหลัง เป็นลั่วชางหยานนั่นเอง

“ขอโทษนะศิษย์น้องเสี่ยว ข้าช่วยอะไรเจ้าไม่ได้เลย”

เสี่ยวเฉินเห็นนางที่เหนื่อยล้าและคิดเอาว่านางอาจจะไปพูดคุยกับผู้เฒ่ามาทั้งคืน เขายิ้มอย่างอ่อนโยน

“ไม่เป็นไร…”

“เจ้ากลับไปเถอะ ผู้เฒ่าจะไม่มีวันมาเจอเจ้า…”

เสียงของลั่วชางหยานเบาลงเรื่อย ๆ

“ยากนักที่คนธรรมดาจะกลายเป็นเซียนได้ มันยากเหลือเกิน เฮ่อ…”

เสี่ยวเฉินยิ้มเย็นชาและกำลังจะเดินไป เสียงหนึ่งดังมาจากไกล ๆ

“เฉินน้อย”

เป็นหยูยี่เฟิงนั่นเอง ศิษย์โดยรอบกำลังเตรียมสำหรับการเรียนตอนเช้า พวกเขาคารวะด้วยความนับถือ

“พี่ยี่เฟิง…”

ริมฝีปากแห้งของเสี่ยวเฉินขยับ

หยูยี่เฟิงยิ้มอย่างอ่อนโยนและอยากจะพูดอะไร แต่กระบี่ขาวกลับลอยมาจากแผ่นหลังของเขา มันมีสีขาวทั้งเล่ม ตัวกระบี่และด้ามขาวหลอมรวมกัน กระบี่เปล่งแสงขาวสว่างเจิดจ้าดูศักดิ์สิทธิ์

ทุกคนมองกระบี่เล่มนี้ มันคือกระบี่เทพบรรพกาล กระบี่ที่พวกเขาขี่นั้นเทียบไม่ได้กับกระบี่เล่มนี้เลย

กระบี่ขาวราวกับมีจิตเป็นของตัวเอง มันค่อย ๆ ลอยไปที่มือของหยูยี่เฟิง

“กระบี่เล่มนี้มีนามว่า ‘ไร้มลทิน’ ผู้ที่ไร้มลทินอยู่ภายย่อมไม่ถูกยั่วยุโดยอธรรม”

เขาเก็บกระบี่เข้าฝักและยื่นฝักให้เสี่ยวเฉิน

“จากนี้ไปเจ้าเป็นเจ้าของกระบี่เล่มนี้”

จบบทที่ ตอนที่ 21 ฟ้าลิขิต

คัดลอกลิงก์แล้ว