เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 10 บงการ

ตอนที่ 10 บงการ

ตอนที่ 10 บงการ


“ว่าไงนะ!”

เสี่ยวเฉินลุกขึ้นยืนทันที

“ทำไมเจ้าเพิ่งมาบอกข้า!”

เขารีบออกไปจากสวนตรงไปหาพ่อเขาทันที

“ใช่ ข้าคิดว่าเป็นเซียนสีซู เจ้านิกายสามพิสุทธิ์ ดูเหมือนว่าแม้แต่ตระกูลเราก็ได้รับพรจากสวรรค์ให้มีคนเป็นเซียนได้ เราไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวตระกูลหวงฟูอีกต่อไป”

เสี่ยวยี่ฟานกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“เขายังอยู่ที่นี่หรือไม่?”

เสี่ยวเฉินถามด้วยความวิตก

“เขากลับไปเมื่อสองวันก่อนแล้ว มีข่าวว่ามีบุบผาชั่วร้ายประหลาดที่ดูดกลืนดวงวิญญาณมนุษย์ เขากับปู่เจ้าไปกับอาจารย์หลิงจื้อจากวิหารใบไม้ผลิเพื่อสืบเรื่องนี้”

เสี่ยวเฉินขมวดคิ้วด้วยความท้อใจ เขานั้นแทบจะไม่สนใจเรื่องบุบผาชั่วร้าย เขาถามอีกครั้ง

“สามคนที่เซียนสีซูเลือกคือใครบ้างรึ?”

เสี่ยวยี่ฟานครุ่นคิดก่อนตอบ

“เสี่ยวฮั่น เสี่ยวหวังเอ๋อ และสุดท้ายเป็นพี่เจ้า เสี่ยวหยู…”

เสี่ยวเฉินตัวสั่นเครือด้วยความผิดหวัง โชคในการเป็นเซียนของเขาเล็ดรอดผ่านมือไปแล้วหรือ? เสี่ยวยี่ฟานเห็นสีหน้าหม่นหมองของลูกชาย

“พวกเขาจะออกเดินทางในอีกไม่กี่วัน พี่สาวเจ้าฝากบอกว่านางอยากจะบอกลาเจ้าก่อนนางออกเดินทาง”

“อย่างนั้นรึ…”

เสี่ยวเฉินตอบ เสียงของเขามีความหม่นหมองที่หนักอึ้ง ไม่นานเสี่ยวเฉินที่ดูหมดสภาพก็ได้ไปยังสวนที่เต็มไปด้วยบุบผาบานสะพรั่ง ใบไม้ร่วงโรยลงมาอย่างงดงามท่ามกลางสายลมอ่อนในสวนพร้อมกับกลิ่นหอมของบุบผา มันทำให้ทั้งจิตใจและดวงวิญญาณสดชื่นขึ้นแก่ทุกคนที่เดินเข้ามาในสวนสวรรค์แห่งนี้

ในตอนนั้น เสี่ยวเฉินรู้สึกถึงพลังอันรวดเร็วมาจากด้านหลัง เขารีบหมุนเท้าและพบปลาบกระบี่สีเขียวหยุดอยู่ที่หน้าผาก ที่ปลายกระบี่นั้นเปล่งแสงเยือกเย็น สาวน้อยอายุราวสิบเจ็ดปีถือกระบี่เล่มนี้

ผิวนางเรียบเนียนราวหิมะ คิ้วนางคมเข้มชัดเจน นางสวมชุดสีม่วงลายดอกไม้ เส้นผมตรงยาวถึงหลัง นางยืนพร้อมกับแสงที่อาบตัวราวแสงศักดิ์สิทธิ์ขนชุดสีม่วงของนาง

นางคือเสี่ยวหยู คุณหนูสามแห่งตระกูลเสี่ยว นางเป็นลูกพี่ลูกน้องของเสี่ยวเฉินที่อายุแก่กว่าสามเดือน

เสี่ยวหยูหัวเราะชอบใจ

“ทำไมเจ้าไม่หลบกระบี่ข้าล่ะเจ้าหนู? ได้ยินมาว่าเจ้าสู้เป็นแล้ว นี่ล่ะเวลาดี! มาประลองกับข้า!”

มันแทบจะไม่เป็นความลับแก่ทุกคนในตระกูลเสี่ยวว่าคุณหนูสามนั้นเป็นคนที่รักในวิชายุทธ นางมีวิชากระบี่อันลึกล้ำจนแม้กระทั่งเสี่ยวหยวนยังต้องละอาย เสี่ยวหยวนนั้นไม่เคยกล้าอวดดีต่อหน้านาง

เสี่ยวเฉินหลักกระบี่เบา ๆ และถาม

“พี่มีเหตุอะไรถึงต้องลาข้ารึ?”

เสี่ยวหยูเก็บกระบี่เข้าฝักและหัวเราะเบา ๆ

“ตาเฒ่าคนหนึ่งมาที่นี่เมื่อสองวันก่อน บอกว่าข้ากำเนิดมาพร้อมเส้นปราณ เขาอยากรับข้าเป็นศิษย์ ฮื่ม วิชากระบี่ของพ่อข้าแข็งแกร่งกว่าวิชาของเจ้านั่นแน่นอน”

เสี่ยวเฉินเงยหน้า

“แต่นั่นมิใช่สำนักทั่วไป…มันคือนิกายบ่มเพาะพลังนะ…”

เสี่ยวหยูระเบิดเสียงหัวเราะ

“จะเป็นอะไรก็ช่าง ข้าไม่คิดจะเข้าร่วมกับพวกมันอยู่แล้ว อ๊ะ! บังเอิญนัก! เจ้าไปแทนข้าสิ!”

“ท่านพี่…”

กลับกลายเป็นเช่นนี้ เสี่ยวหยูต้องการเจอเขามิใช่เพื่อการบอกลาครั้งสุดท้าย แต่เป็นการให้เขาไปแทนนางโดยรู้อยู่เต็มอกว่าเสี่ยวเฉินนั้นสนใจและศึกษาการฝึกฝนเป็นเซียนอยู่ตลลอด

แม้จะอาจมีคำถามถึงเรื่องเทพและพลังเหนือธรรมดา แต่ย่อมไม่มีผู้ใดยอมทิ้งโอกาสไล่ล่าตามฝันและชีวิตนิรันดร์ไปได้ บางคนถึงกับวางอุบายกับคนอื่นเพียงเพื่อให้ได้โอกาสครั้งเดียวในชีวิตอันหาได้ยากนี้ แต่ถึงกระนั่นนางกลับยอมทิ้งโอกาสให้กับเขา…

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วเจ้าหนู เสี่ยวฮั่นกับเสี่ยวหวังเอ๋อเองก็ถูกเลือก เจ้าจะต้องไปทดสอบก่อนจึงจะถูกยอมรับอย่างแท้จริง ข้าหงุดหงิดเสี่ยวหวังเอ๋อที่นางเอาแต่คอยตามเสี่ยวหยวนทุกวันมานานแล้ว เจ้าต้องเก่งกว่าสองคนนั้นนะ”

เสี่ยวเฉินยิ้มเบา ๆ

“แน่นอน ขอบคุณมากนะท่านพี่”

เสี่ยวหยูใช้แขนข้างหนึ่งเกี่ยวคอเขามาใกล้นาง

“จงจำให้ขึ้นใจ เอาแม่สาวหวงฟูกลับมาเป็นภรรยาเจ้าให้ได้ในสามปี และคิดบัญชีกับชิ่นฉิวที่ทำให้เจ้าต้องขายหน้า”

เสี่ยวเฉินฝืนยิ้มกลับ แม้แต่เสี่ยวหยูก็ได้ยินข่าวนี้ เขากลับไปที่เรือนเซียนวารี เขาต้องการจะไปบอกข่าวกับพ่อแม่ เสี่ยวยี่ฟานนั้นดีใจมากแต่ซูฉิงอารมณ์ร้ายจนน่ากลัว

“เจ้าจะไปไม่ได้นะ!”

เสียงกรีดร้องทำให้เสี่ยวเฉินและพ่อของเขารวมถึงหลิวรั่วที่กำลังทำความสะอาดสะดุ้งโหยงพร้อมกัน เสี่ยวเฉินหันมาหาแม่และพบว่าสีสันบนใบหน้านางหายไปจนหมดจนซีดราวกับผี เขาไม่เคยได้พบได้เห็นแม่ในสภาพนี้มาเกินสิบปีแล้ว

“ท่านแม่…”

“ข้าพูดจริงนะ! เจ้าไปไม่ได้! ทำไมเจ้าจะต้องออกไปเรียนวิถีการเป็นเซียนด้วย! เจ้าจะต้องอยู่บ้านไม่ออกไปไหน!”

ซูฉิงตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว

เสี่ยวยี่ฟานงุนงงและตกใจเพราะเขาไม่เคยเห็นภรรยาของเขาโกรธจนถึงขั้นนี้ เขาต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะตั้งสติได้และเดินไปคุยกับซูฉิงอย่างอ่อนโยน

“เจ้าโมโหอะไรรึซูฉิง…”

ซูฉิงมองเขา

“ข้าไม่เคยต่อต้านท่านและจะไม่มีวันกล้าขัดคำที่ท่านชี้แนะ แต่ครั้งนี้ข้าไม่ยอม”

นางเรียกคนคุ้มกันที่ยืนอยู่ด้านนอกเข้ามา

“พวกแก! พาตัวนายน้อยกลับไปที่เรือนเถาวัลย์ม่วง! ห้ามให้เขาออกไปไหนหนึ่งเดือน!”

ชายสองคนเข้ามาจากด้านนอก เสี่ยวยี่ฟานชี้พวกเขาทั้งสองและสั่ง

“หยุดเดี๋ยวนี้! ยืนอยู่ตรงนั้น!”

เขาจับตัวชูฉิงและค่อย ๆ พานางไปนั่งบนเก้าอี้ เขายิ้มอย่างอ่อนโยน

“เจ้าดูสิซูฉิง ลูกเราโตแล้วนะ เราต้องเข้าใจว่าเรายื้อเขาไม่ได้นาน เขาต้องออกไปเจอความยิ่งใหญ่ของโลกและใช้พรสวรรค์ของตัวเอง…”

ชูฉิงพูดโต้กลับตั้งแต่ที่เขายังพูดไม่จบ

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ข้าจะไม่มีวันยอมให้เขาจากเราไป”

เสี่ยวเฉินแทบไม่เชื่อหู ทำไมกัน? ทำไมแม่เขาจึงห้ามให้เขาศึกษาวิถีการเป็นเซียน? เขาจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อนและหาอาจารย์ของเขาได้อย่างไรถ้าหากเขาถูกห้ามเช่นนี้?

เขาคุกเข่าลง

“ท่านแม่ ข้าขอโทษ ข้าเตรียมใจมาแล้ว ข้าได้แต่ขอให้ท่านแม่ให้อภัยลูกอกตัญญูคนนี้ ถ้าท่านแม่ยังคงอยากจะหยุดข้…”

“เจ้า!”

ซูฉิงหน้าซีดยิ่งกว่าเดิม เสี่ยวยี่ฟานเศร้าหมอง

“อ๊ะ! เจ้าทำอะไรน่ะลูก! ลุกขึ้นมา!”

หลิวรั่วขมวดคิ้วด้วยความเศร้า

“นายน้อยลุกขึ้นเถอะ อย่าทำให้คุณผู้หญิงซูโมโหไปเลย”

แม้แต่นางเองก็ตกตะลึงกับความโมโหของซูฉิง

“ข้าขอโทษนะท่านแม่ แต่ข้าจะไม่ลุกจนกว่าท่านแม่จะยอมให้ข้าไป”

ชูฉิงในความโกรธเกรี้ยวคว้าไม้ปัดฝุ่นที่หลิวรั่วถืออยู่และเดินกระทืบเท้าไปหาเสี่ยวเฉิน

“เจ้าจะไม่ลุกขึ้นเรอะ?”

เสี่ยวเฉินเงียบ เสี่ยวยี่ฟานพูดกับคนเฝ้ายามสองคน

“พวกเจ้ามองอะไร! กลับไปประจำที่!”

“ครับใต้เท้า!”

พวกเขาทั้งสองตอบและเดินไปทันที

ชูฉิงอดกลั้นโทสะอันเข้มข้นและกำลังจะฟาดเสี่ยวเฉินด้วยไม้ปัดฝุ่น แต่หลิวรั่วเข้ามาขวางในทันทีและร้องไห้ นางพยายามปกป้องเสี่ยวเฉินจากการฟาดอันโกรธเกรี้ยว

“อย่านะคุณหญิงซู! ข้าขอร้อง!”

ชูฉิงชะมัดมือและโยนไม้ปัดฝุ่นทิ้งกับพื้นก่อนจะเดินจากไป นางกลับมาในอีกไม่นาน

“ฟังข้านะ การไล่ตามการเป็นเซียนมิใช่สิ่งที่เจ้าคิด เจ้าไม่รู้ว่ามันต้องแลกกับราคาที่น่ากลัวขนาดไห…”

เสี่ยวเฉิยเงยหน้า

“ข้ารู้ ท่านแม่ การเดินทางสู่วิถีเซียนนั้นมีอันตรายสูงสุดที่รออยู่ข้างหน้า แต่ข้ามีคำถามในหัวใจที่ต้องการคำตอบ คำถามที่ต้องตอบด้วยวิธีการนี้เท่านั้น ไม่อย่างนั้นข้าคงเสียใจไปตลอดชีวิต”

หลายชั่วโมงผ่านไป ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปทางตะวันตก ริมฝีปากซีดขาวของซูฉิงขยับในที่สุด

“ลุกขึ้นเถอะ…”

“ทะ ท่านแม่…อนุญาตข้าแล้วรึ?”

เสี่ยวเฉินพูดด้วยความดีใจ

ซูฉิงไม่ตอบ เสี่ยวยี่ฟานมองหลิวรั่วที่เข้าใจสัญญาณท่าทางของเขาและเข้ามาช่วยพยุงนายน้อยขึ้น เสี่ยวยี่ฟานหัวเราะ

“คืนนี้ข้าจะทำกับข้าว”

จากนั้นเขาจึงเตรียมกับข้าวเต็มโต๊ะ แต่ไม่มีใครหยิบตะเกียบขึ้นมากินได้ น้ำตาไหลอาบแก้มซูฮิงเงียบ ๆ นางฝืนใจอดทนต่อความเศร้าในการที่จะต้องเห็นลูกชายจากไป

… …

ในคืนนั้น จันทราสีเงินอยู่บนนภา เสี่ยวเฉินมองพระจันทร์กลมสว่าง เขานอนไม่หลับเพราะคิดถึงสาเหตุที่แม่ของเขาไม่ยอมอนุญาตให้เขาเข้าสู่วิถีเซียน และจู่ ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่ามู่เจิงเสวี่ยเคยบอกเขาว่ามีคนที่จงใจผนึกเส้นปราณของเขาโดยใช้พลังที่แข็งแกร่งและเปลี่ยนชะตาของเขา

ความคิดนั้นทำให้เขาลุกขึ้นจากพื้น หรือว่าจะเป็นฝีมือของแม่เขา? ไม่สิ เป็นไปไม่ได้ที่แม่ของเขาจะมีพลังมหาศาลอย่างนั้น แต่จะมีเหตุผลเบื้องหลังการปฏิเสธของแม่ล่ะ? นางเป็นใครกันแน่…

เสี่ยวเฉินนอนไม่หลับเพราะคิดถึงเรื่องนี้ตลอดคืน สองวันผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในวันที่สาม ศิษย์นิกายสามพิสุทธิ์ได้มาที่ตระกูลเสี่ยวเพื่อพาสามคนไปสู่นิกาย

ที่เรือนเซียนวารี ใบหน้าซูฉิงว่างเปล่าไร้อารมณ์ นางถามอีกครั้ง

“เจ้าแน่ใจแล้วใช่ไหม?”

เสี่ยวเฉินพยักหน้าไม่พูดอะไรแสดงความแน่วแน่ บนแผ่นหลังของเขามีกระเป๋าใส่พิณหยก

เสี่ยวยี่ฟานให้เครื่องรางนำโชคกับลูกชาย เขากระซิบ

“แม่ทำสิ่งนี้ให้เจ้า ภายในนั้นเสี้ยวหยกโลหิตที่เป็นมรดกตระกูลเรา มันถูกแบ่งเป็นสี่ส่วนและหนึ่งส่วนนี้เป็นของเจ้า”

เสี่ยวเฉินรับเครื่องรางจากพ่อ แต่ทันทีที่เขาสัมผัสมันเขาก็รู้สึกถึงสิ่งที่คุ้นเคยกับเขาที่สุด เขาใส่สัมผัสเทพลงไปและพบว่ามันคือเสี้ยวของหยกสังสารวัฏ!

หยกสังสารวัฏนั้นเป็นหยกโลหิตที่เก่าแก่เป็นอย่างยิ่ง เป็นสมบัติที่อยู่ได้หลายยุคสมัยเพื่อปกป้องดวงวิญญาณของผู้ครอบครอง ในยุคสมัยก่อน เป็นอาจารย์เขาที่ผนึกดวงวิญญาณของเขาเอาไว้ในหยกสังสารวัฏแต่เขาไม่เคยรู้ว่ามันแตกและมาอยู่ที่ตระกูลเสี่ยว!

แต่ในตอนนี้ เขารู้สึกหวาดกลัวและกังวล เกิดอะไรกับเขากันแน่? การตื่นขึ้นมาของเขาในยุคนี้จะต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องที่ถูกบงการเอาไว้โดยคนที่เขาไม่รู้!

จบบทที่ ตอนที่ 10 บงการ

คัดลอกลิงก์แล้ว