เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 8 จิตพิณ

ตอนที่ 8 จิตพิณ

ตอนที่ 8 จิตพิณ


แม้ว่าจะล้มเหลวในการโค่นศัตรู เสี่ยวเฉินนั้นรับได้สามกระบวนท่าจากชิ่นฉิว ผู้ที่ได้ดูการประลองสั้น ๆ ยังคงยืนนิ่งจนกระทั่งเสียงอันเยือกเย็นดังขึ้น

“ช้าก่อน…”

เสียงนี้ได้ปลุกทุกคนขึ้นจากภวังค์และมองไปทางต้นเสียงซึ่งคือเสี่ยวจางเฟิงผู้เป็นเจ้าตระกูลเสี่ยว ชิ่นฉิวหันไปมาหาเขาและถาม

“ท่านเจ้าตระกูลเสี่ยว มีสิ่งใดให้ข้ารับใช้หรือ? คิดจะประลองกับข้าด้วยรึ? ข้ายินดีที่จะได้ประลองกับท่าน”

“เก็บข้าวของเจ้าออกไป”

เสียงของเสี่ยวจางเฟิงระเบิดออกมา พลังจากตัวเขาดันกล่องจากโต๊ะลอยไปทางชิ่นฉิว เมื่อเห็นแล้วว่ามีบางอย่างผิดปก หวงฟูเจ๋อจึงพยายามจะเตือนชิ่นฉิว แต่มันสายไปแล้ว

ชิ่นฉิวยื่นแขนรับกล่องที่มาหาเขาแต่กลับได้พบว่าพลังที่ดันกล่องมานั้นรุนแรงดั่งขุนเขา กล่องซัดเข้าใส่เขาจนเขาเกือบยืนไม่อยู่และต้องฝืนพยุงตัวไม่ให้ล้ม เขาไถลกับพื้นจนไปถึงทางเข้าโถง ชิ่นฉิวรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกอันน่าสะพรึง เป็นไปได้หรือที่คนธรรมดาจะมีพลังอันรุนแรงถึงเพียงนี้?

เสี่ยวจางเฟิงมองเหยียดก่อนจะหันไปหาหวงฟูเจ๋อที่หน้าซีดด้วยความกลัวพร้อมกับเหงื่อเย็นที่ทะลักออกมา เจ้าตระกูลเสี่ยวได้พูดกับแขก

“ในความจริงแล้ว เรื่องงานแต่งงานนี้เป็นเพียงข้อตกลงที่เกิดจากเจ้าตระกูลสองคนเมื่อร้อยปีก่อน ไม่จำเป็นที่เราต้องจริงจังมากนัก ขอให้อย่าได้มีเรื่องเช่นนี้อีก”

เขาหันไปบอกสาวใช้

“ส่งแขก”

เสี่ยวเฉินเงยหน้ามองท่านปู่ เขารู้อยู่เต็มอกว่าปู่ของเขาทำไปเพื่อปกป้องชื่อเสียงของเขาเพื่อไม่ให้เขาต้องละอายใจจากการโดนปฏิเสธ

หวงฟูเจ๋อไม่รอช้า ชิ่นฉิวเองก็รีบเดินออกไปด้วย เมื่อพวกเขาเดินลงเขา หวงฟูเจ๋อรู้สึกถึงทั้งแผ่นหลังที่เปียกโชกเหงื่อจากความหวาดกลัวนั้น การมาเยือนตระกูลเสี่ยวเพื่อถอนหมั้นนั้นเป็นอุบายที่เขาคิดขึ้นมากับชิ่นฉิว ทั้งหวงฟูชิงเอ๋อและเจ้าตระกูลหวงฟูนั้นหาได้รับรู้ไม่ หวงฟูเจ๋อหวาดกลัวมาก

“ข้าทำให้ทั้งตระกูลเสี่ยวไม่พอใจเพื่อเจ้า สหายอายุน้อยเอ๋ย เรื่องราวจะเลวร้ายถ้าหากเจ้าตระกูลกับชิงเอ๋อรับรู้เรื่องนี้…”

ชิ่นฉิวเหยียดแขนขณะที่คิดถึงท่าทีของเสี่ยวจางเฟิงเมื่อครู่

“อย่าได้กลัวไปเลยลุงหวงฟู ศิษย์น้องชิงเอ๋อมีพรสวรรค์หกเส้นปราณ อาจารย์ข้าจะต้องส่งต่อตำแหน่งมาให้ข้าแน่ถ้าข้าได้แต่งงานกับนาง ข้าจะมีอำนาจมากพอและกำลังสนับสนุนให้ลุงขึ้นเป็นเจ้าตระกูลคนถัดไป! ส่วนเสี่ยวเฉินนั้น…”

ในตอนนั้น ความอาฆาตได้แสดงผ่านแววตาเขาในช่วงสั้น ๆ ชิ่นฉิวหันไปหาสาวใช้ที่เดิมตาม

“เจ้าคงรู้นะว่าต้องทำตัวเช่นไรต่อหน้าศิษย์น้องชิงเอ๋อ ไม่อย่างนั้น…”

สาวใช้ตัวสั่นด้วยความกลัว นางมิอาจเงยหน้ามองตาชิ่นฉิว หวงฟูเจ๋อหัวเราะเบา ๆ ความคิดของเขาย้อนกลับไปถึงการประลองเมื่อครู่ที่เสี่ยวเฉินใช้พลังที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขารู้สึกเศร้าในใจตอนนี้ เขาหยุดและพูดกับชิ่นฉิวและประสานมือคารวะ

“ข้าคงต้องขอขอบคุณที่เจ้าจะช่วยให้ข้าได้สิ่งที่ต้องการในวันข้างหน้า”

โถงเมฆบินในตระกูลเสี่ยวยังคงเต็มไปด้วยเสียงกระซิบหลังจากส่งแขกออกไปแล้ว เสี่ยวจางเฟิงพูดกับหลานชาย

“เจ้าคงเหนื่อยเต็มทีแล้วเฉินเอ๋อ กลับไปพักเถอะ”

เสี่ยวเฉินยกเท้า เขายังคงเศร้าใจกับความพ่ายแพ้

“ครับ…”

เขาหันเดินออกจากโถงด้วยกระบี่หักที่ยังกำไว้แน่น เสียงรอบด้านที่ตื่นเต้นและสงสัยดังขึ้นอีกครั้งท่ามกลางหนุ่มสาวที่ดูอยู่ด้านนอก

“จะ เจ้า เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?”

หญิงสาวท่าทางดูดีสวมชุดเขียวยืนที่ด้านหน้าเขา

หากอยู่ตรงนี้จะได้เห็นสายตาเร่าร้อนนับไม่ถ้วนที่มองนาง นางคือเสี่ยวหวังเอ๋อ เป็นหญิงสาวชั้นดีที่มีพลังชั้นสามในอายุสิบห้าปี นั่นทำให้นางเป็นที่รักและความงามของนางยังทำให้ชายหนุ่มในตระกูลเสี่ยวประทับใจ

แต่เสี่ยวเฉินแทบจะไม่สังเกตเห็นนาง เขายังคงเดินต่อ ฝีเท้าหนักอึ้งของเขาค่อย ๆ ย่างกรายออกไป ภาพเขาเดินออกไปอย่างหม่นหมองท่ามกลางสายลมพัดหวน เฉกเช่นเดียวกับเงากระบี่หักที่เขาถือจนเป็นเงาที่ค่อย ๆ เลือนหายไป

เสี่ยวหวังเอ๋อเกือบหลั่งน้ำตาเมื่อนึกถึงเด็กหนุ่มร่าเริงที่นางได้พบเมื่อหลายปีก่อน

เสี่ยวเฉินเคยเป็นหนุ่มน้อยร่าเริง เขามีพรสวรรค์ในตระกูล สติปัญญาเป็นเลิศและจิตใจแจ่มใส ไม่มีสิ่งใดที่เขามิอาจเรียนรู้ ประกอบกับตำแหน่งยนายน้อยสี่แห่งตระกูล นั่นทำให้เขาเป็นที่นิยมชมชอบในหมู่หญิงสาว แต่เรื่องราวทั้งหมดกลับกลายเป็นยเลวร้ายสำหรับเขาเมื่อทุกคนรู้ในภายหลังว่าเสี่ยวเฉินมิอาจฝึกวิชายุทธได้ ผู้คนเริ่มปฏิบัติต่อเขาดั่งคนพเนจร นั่นรวมถึงเสี่ยวหวังเอ๋อด้วย

หลิวรั่วกำลังง่วนอยู่กับการเก็บกวาดตำราของเสี่ยวเฉินในเรือนเถาวัลย์ม่วง นางได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา นางเดินไปทางประตูและเห็นนายน้อยกลับมาในเวลาไม่นาน นางรีบเดินไปหาเขาทันทีที่เห็นสีหน้าซีด

“เกิดอะไรขึ้นรึนายน้อย? ทำไมถึงกลับมาเร็วนักล่ะ? ท่านลืมอะไร…”

เสี่ยวเฉินกระอักเลือดออกมาตอนที่นางพูดไม่ทันจบ กระบวนท่าสุดท้ายของชิ่นฉิวนั้นีพลังมหาศาลจนหัวใจเขาแทบสลาย

หลิวรั่วหวาดผวา นางรีบพยุงเขาด้วยใบหน้าที่น้ำตาเกือบไหล

“เกิดอะไรขึ้นรึนายน้อย?”

เสี่ยวเฉินส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง

“ไม่มีอะไร…”

เขาเห็นรอยบาดบนมือนางและถาม

“มือเจ้าโดนอะไรมา?”

มีความกลัวและกังวลในดวงตาของนางซึ่งแดงรื้น หลิวรั่วรีบตอบ

“ข้าไม่เป็นไรนายน้อย มันแค่แผลเล็ก ๆ ตอนที่ข้าเช็ดพิณของท่าน”

เสี่ยวเฉินขมวดคิ้ว

“ข้าพูดตั้งหลายครั้งแล้วไม่ใช่รึว่าอย่าแตะต้องพิณตัวนั้น?”

“นะ นายน้อย ข้าจะไม่เข้าใกล้พิณนั่นอีกแล้ว นายน้อยให้ข้าพยุงเข้าเรือนเถอะ”

หลิวรั่วพูดด้วยความวิตกกังวล

เสี่ยวส่ายหน้าและจับมือนางออกจากตัวเขา

“ไม่จำเป็นหรอก ข้าอยากอยู่คนเดียว ไปหาแม่ข้าเถอะ”

นางรู้จักนิสัยใจคอนายน้อยของนางดี หลิวรั่วไม่กล้าปฏิเสธเขาจึงพยักหน้าตอบ

“ค่ะ…”

นายน้อยของนางต้องอยู่คนเดียวทุกครั้งเมื่อเขาพูดว่าต้องการเวลาส่วนตัวเพื่อไม่ให้เขาโกรธ

เสี่ยวเฉินรอจนกระทั่งหลิวรั่วเดินไปและเดินกะเผลกไปที่ต้นไทรในสวน มือข้างหนึ่งค้ำต้นไว้และกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง เขาซัดกำปั้นใส่ลำต้นมันอย่างแรงและเริ่มร้องคำรามกับแหงนหน้าหัวเราะ

“เสี่ยวเฉิน เสี่ยวเฉิน! หลายพันปีผ่านไปแล้ว และเจ้ายังพ่ายแพ้แม้กระทั่งคนขอบเขตตั้งฐานเรอะ!”

ในตอนนั้น ที่ด้านหลังของเขาได้มีเสียงเด็กชายร่าเริงเรียก

“ความมั่นใจในตัวข้าของเจ้าคงหายไปแล้ว ถ้าเจ้ารับความทุกข์ยากแค่นี้ไม่ได้”

“ใครกัน!”

เสี่ยวเฉินเหมุนตัวอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกถึงสายลมเย็นยะเยือกที่พัดผ่านเส้นผมของเขาแต่ไม่มีผู้ใดให้เห็น เขาเร่งความเร็วเข้าไปในเรือนแต่ก็ไม่พบอะไรเช่นเดียวกัน เว้นเสียแต่พิณหยกม่วงอมแดงบโต๊ะ

พิณหยกนี้เป็นของเก่าแก่ ซึ่งเป็นของขวัญจากซูฉิงผู้เป็นมารดาของเขาในตอนที่เขาเจ็ดขวบ เขามองมันเมื่อได้เจอมันในตลาดและน่าแปลกที่เขาไม่ยอมไปไหนจนกว่าจะได้มันมา

ยิ่งไปกว่านั้น พิณนี้ยังไม่ยอมให้ใครนอกจากเขาเล่นมันได้ และยังมีคนที่นิ้วโดนบาดเมื่อลองเล่นมันอีกด้วย

เสียงเด็กชายดังขึ้นอีกครั้ง

“เจ้าจะมองไปที่ไหน ข้าอยู่นี่ ข้าคือจิตพิณโบราณกาล”

เสียงดังมาจากพิณ

เสียงจากพิณดังถึงหูเขาอย่างหนักแน่น มันเป็นเสียงที่เขาไม่มีวันลืม เขาอยากจะหลั่งน้ำตาออกมา

“เจ้าไม่ต้องมองหาอะไรแล้ว ข้าคือจิตพิณ”

เสียงอันคุ้นหูดังก้องสวนอันว่างเปล่าดึงความทรงจำของเสี่ยวเฉินในอดีตในขณะที่เขายังเป็นศิษย์นิกายครามพิสดารเมื่อหลายพันปีก่อน หลิงหยินให้พิณหยกนี้กับเขา มันคือพิณหยกโบราณศักดิ์สิทธิ์ พิณเจ็ดสาย ภายในพิณนั้นมีจิตพิณนามว่ารัตติกาลผู้ที่กลายเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเขา

เขาเห็นร่างชายหนุ่มก่อตัวขึ้นกลางอากาศที่เปล่งแสง ชายหนุ่มผมสีเงินเท้าลอยอยู่เหนือพื้นดิน เขาสวมชุดสีอ่อนที่คล้ายสีของจันทราอย่างประหลาด มีอักษรโบราณนับไม่ถ้วนประทับชุดประหลาด ดวงตาสีม่วงเข้มและสีหน้าของเขานั้นขัดกับประสบการณ์โชกโชนในชีวิต

“เป็นเจ้าจริง ๆ รัตติกาล…”

เสี่ยวเฉินมิอาจอดกลั้นความรู้สึกที่เอ่อล้นได้อีก เขาไม่เคยคิดเลยว่าพวกเขาจะได้พบกันอีกครั้งในโลกใบที่ไม่คุ้นเคยหลังการแยกจากหลายพันปี

แต่สิ่งที่ตอบกลับเขามานั้นกลับกลายเป็นความเย็นชา เป็นความเยือกเย็นของหลายพันปี

“มีมารยาทหน่อยเจ้าโง่! ข้าเป็นจิตพิณโบราณนะ!”

รอยยิ้มบนใบหน้าเสี่ยวเฉินเลือนหาย เขามีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับชาติที่แล้ว แล้วใยรัตติกาลถึงจะเขาไม่ได้เล่า? ไม่เพียงแต่รัตติกาลจะจำเขาไม่ได้ เขารัตติกาลยังสูญเสียความทรงจำไปหมดแล้วด้วย

รัตติกาลนั้นเป็นจิตที่อยู่ในพิณเจ็ดสาย เป็นตัวตนที่ต้องมีชีวิตไปตลอดกาลในพิณเจ็ดสายนี้ เขาไม่สามารถออกจากพิณได้ยกเว้นว่าตัวตนจะหายไป แต่ปริศนาของการหายไปยังพิณเจ็ดสายตัวนี้นั้นยังไม่คลาย เขาทำได้แค่อยู่ในพิณตัวอื่นและประวิงเวลาการตาย

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อนในช่วงที่เหล่าราชาเซียนและเหล่าเทพหายไปไหนเล่า? แม้แต่รัตติกาลที่เป็นอิสระจากโซ่ตรวนของวัฎสงสารหกวิธียังต้องอยู่ในสภาพอ่อนแอน่าเวทนาเช่นนี้

“บอกข้าเถอะรัตติกาล เกิดอะไรขึ้นเมื่อหลายปีก่อน? เจ้ามาอยู่ในพิณธรรมดาได้อย่างไร? อาจารย์ข้าอยู่ที่ไหน?”

“หลายปีก่อน…พิณเจ็ดสาย…อาจารย์เจ้า…”

รัตติกาลงุนงง สีหน้าเขาสับสนงงงวย

“ข้าจำอะไรไม่ได้แล้ว…ข้าจำได้แค่ว่าข้าเป็นจิตพิณโบราณ…”

สีหน้าเขาจริงจังขึ้น

“ข้ารับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเจ้าหนู ศัตรูของเจ้าเป็นขอบเขตตั้งฐาน แต่ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่มีพัฒนาการเลย”

เสี่ยวเฉินสั่นเบา ๆ เมื่อได้ยินคำพูดเสียดแทงของรัตติกาล เสี่ยวเฉินยังคงไม่หลับแม้ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น แต่ความพยายามทั้งหมดของเขากลับทำให้เขามีพลังแค่ขั้นหนึ่ง ราวกับว่ามีบางอย่างผิดปกติในเคล็ดบ่มเพาะครามพิสดาร

“ไม่มีทางที่เจ้าในสภาพนี่จะผ่านขอบเขตชำระปราณขั้นสามได้ในเวลาสามปี เจ้าอาจจะทำไม่สำเร็จต่อให้มีเวลาเป็นสิบปีด้วย เจ้าอาจจะอ่อนแอลงยิ่งกว่าเดิมและอยู่ในขอบเขตฝึกร่างกาย ข้าได้ยินว่าแม่นางหวงฟูมีหกเส้นปราณ ถ้านางได้เข้านิกายวายุนภา นางจะเป็นขอบเขตตั้งฐานในเวลาไม่ถึงปีแน่”

เสี่ยวเฉินตัวสั่นเมื่อได้รู้เรื่องนี้ นี่คือความหวาดกลัวที่ล้ำลึกที่สุดของเขา ถ้าหากเขาจะต้องมีพลังที่น้อยลงไปกว่านี้อีก

แม้จะมีศักยภาพ เคล็ดบ่มเพาะครามพิสดารนั้นจำเป็นต้องใช้พลังปราณปริมาณหนึ่งเป็นพื้นฐาน เหมือนดั่งเรือลำใหญ่ที่ต้องการน้ำทะเลเพื่อให้ลอยอยู่ได้ ในดินแดนที่มีพลังปราณจากฟ้าดินอย่างมากมายหลายพันปีก่อนนั้น วิชานี้ได้ช่วยเหลือเขาอย่างดี

แต่ในตอนนี้ พลังปราณมีเพียงแต่เศษเสี้ยวจากหลายพันปีก่อน

สิ่งนี้ทำให้เขานึกถึงคำพูดของมู่เจิงเสวี่ย ว่าวันหนึ่งให้เขาไปที่ตำหนักม่วง ในตอนนั้นเสี่ยวเฉินจึงได้ถาม

“ตำหนักม่วงอยู่ที่ใดรึ?”

รัตติกาลมองนอกหน้าต่าง

“เจ้าต้องรู้ว่าโลกนี้มีหลายดินแดน ถ้าดินแดนที่เราอยู่เป็นโลกมนุษย์ที่เป็นพื้นที่บ่มเพาะขั้นหนึ่ง เช่นนั้นตำหนักม่วงก็เป็นพื้นที่บ่มเพาะขั้นสองที่จะมีทรัพยากรเหนือกว่า ดินแดนเหล่านี้มีความเป็นตัวเองและมีถึงเก้าดินแดน เจ้าคิดว่าอย่างไร? เจ้าคิดว่าจะได้ท่องไปทั้งเก้าดินแดนนั้นหรือ?”

จบบทที่ ตอนที่ 8 จิตพิณ

คัดลอกลิงก์แล้ว