เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 ชาวเมืองชิงเฉิงผู้สิ้นหวัง และการมาถึงของบิดามารดาจากตระกูลจักรพรรดิ!

บทที่ 8 ชาวเมืองชิงเฉิงผู้สิ้นหวัง และการมาถึงของบิดามารดาจากตระกูลจักรพรรดิ!

บทที่ 8 ชาวเมืองชิงเฉิงผู้สิ้นหวัง และการมาถึงของบิดามารดาจากตระกูลจักรพรรดิ!


บทที่ 8 ชาวเมืองชิงเฉิงผู้สิ้นหวัง และการมาถึงของบิดามารดาจากตระกูลจักรพรรดิ!

ด้วยความรักที่ซูเฉินเซียวมีต่อนาง หากนางยอมสารภาพผิดหลังจากที่เขาฟื้นขึ้นมา... เขาคงจะยอมให้อภัยนางใช่หรือไม่?

ซูเหยาหวงไม่อาจล่วงรู้ความคิดของหลินชิงหรานในยามนี้ได้

ในที่สุด ซูเหยาหวงก็กวาดสายตาเย็นชามองไปที่นาง ก่อนจะลุกขึ้นยืนและทอดสายตามองไปยังเหล่าผู้รอดชีวิตที่กำลังหวาดกลัวในเมืองชิงเฉิง

นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและมิอาจปฏิเสธได้

"ก่อนที่น้องชายข้าจะฟื้นขึ้นมา ห้ามผู้ใดก้าวออกจากที่นี่แม้แต่ครึ่งก้าว!"

นางสะบัดมือขวาเบาๆ

"ตูม!"

เปลวเพลิงทิพย์อันน่าสะพรึงกลัว ร้อนแรงจนสามารถเผาผลาญความว่างเปล่าได้ แผ่ขยายออกไปโดยรอบ

มันโอบล้อมลานประลองยุทธ์ไว้อย่างมิดชิดและแน่นหนา

เพียงแค่ยืนอยู่ภายในวงล้อมของเปลวเพลิงนี้ ก็ต้องทนทุกข์ทรมานจากความร้อนระอุที่น่าหวาดหวั่น

หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จ ซูเหยาหวงก็อุ้มร่างที่ไร้สติของซูเฉินเซียวตรงเข้าไปในเรือนพัก

นางเฝ้ารอการมาถึงของบิดามารดาอยู่ที่นั่นอย่างเงียบสงบ

ท่ามกลางทะเลเพลิงที่ร้อนระอุ ผู้คนในเมืองชิงเฉิงยังคงตกอยู่ในอาการตื่นตระหนกไม่หาย

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้มันกะทันหันเกินไป จนรู้สึกราวกับเป็นความฝัน

ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่า ซูเฉินเซียวที่ดูเหมือนจะไร้หัวนอนปลายเท้า แท้จริงแล้วจะมีผู้ยิ่งใหญ่จากโลกเบื้องบนหนุนหลังอยู่!

"ชิง... ชิงหราน..." ผู้อาวุโสตระกูลหลินคนหนึ่งที่รอดชีวิตมาได้ คลานเข้ามาหาด้วยร่างกายที่สั่นเทา

หัวใจของเขาเต้นแรงราวกับจะกระดอนออกมานอกอก ไม่อาจสงบลงได้ เขาเอ่ยถามด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

"เจ้าซูเฉินเซียวคนนั้น... เคยพูดบ้างหรือไม่ว่าเขามาจากโลกเบื้องบน?"

ผู้คนมากมายต่างก็มีความสงสัยเช่นเดียวกัน

ดูจากการกระทำของอีกฝ่าย ที่ยังไม่ลงมือสังหารพวกเขาในตอนนี้ ดูเหมือนกำลังรอให้ซูเฉินเซียวฟื้นขึ้นมาตัดสินชะตากรรม

อีกสองตระกูลในเมืองชิงเฉิงอาจจะพอมีทางรอด แต่ผู้ที่หวาดกลัวที่สุดย่อมเป็นคนของตระกูลเย่แห่งเมืองชิงเฉิง ใบหน้าของพวกเขาซีดเผือดราวกับคนตาย และทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง

เพื่อประจบสอพลอสำนักเทียนฉี พวกเขาคือกลุ่มคนที่ลงมือทรมานซูเฉินเซียวหนักที่สุด!

หลินชิงหรานชำเลืองมองผู้อาวุโสข้างกายแล้วส่ายหน้า

"ชิงหราน!" ผู้อาวุโสคว้าแขนนางไว้ พลางอ้อนวอนทั้งน้ำตา

"ข้ารู้ว่าปกติเจ้ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับซูเฉินเซียวผู้นั้น เมื่อเขาฟื้นขึ้นมา เจ้าต้องช่วยพูดให้ตระกูลหลินของเรานะ!"

"เจ้าก็รู้ว่าตระกูลหลินของเราไม่เคยทำสิ่งใดผิดต่อซูเฉินเซียว!"

"พวกเราเองก็ถูกบีบบังคับจากสำนักเทียนฉี ให้ทำในสิ่งที่ฝืนใจเช่นกัน!"

หากรู้ล่วงหน้าว่าจะเป็นเช่นนี้ มีหรือพวกเขาจะทำเรื่องโง่เขลาลงไป?

ถ้ารู้ว่าเบื้องหลังของซูเฉินเซียวจะน่าสะพรึงกลัวเพียงนี้ ใครจะยอมเข้าร่วมเพียงเพื่อเอาใจสำนักเทียนฉีกันเล่า?

คนของสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองชิงเฉิงต่างเต็มไปด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

แม้แต่ตัวหลินชิงหรานเองก็มีสีหน้าซับซ้อนยิ่งนัก นางขบเม้มริมฝีปากเบาๆ พลางกล่าวว่า

"ข้า... ข้าจะพยายามให้ถึงที่สุด"

เกี่ยวกับการตายของบิดา นางกลับรู้สึกสะเทือนใจน้อยมากอย่างน่าประหลาด

กลับกัน ตัวตนที่แท้จริงของซูเฉินเซียวต่างหากที่ทำให้หัวใจของนางเต้นรัวและความคิดปั่นป่วน...

อย่างแย่ที่สุด นางก็แค่ไปสารภาพผิดกับซูเฉินเซียว

นางจะบอกว่านางถูกศิษย์พี่ฟางหยวนไฉบังคับ

เมื่อเห็นหลินชิงหรานรับปาก เหล่าผู้อาวุโสตระกูลหลินต่างดีใจจนเนื้อเต้น พยักหน้าซ้ำๆ

"ดี! ดีมาก!"

"แบบนี้ดีที่สุด ดีที่สุดจริงๆ!"

แม้กระทั่งตอนนี้ พวกเขาก็ยังยึดเหนี่ยวความหวังอันริบหรี่เอาไว้

ในเมื่อญาติพี่น้องของซูเฉินเซียวเดินทางมาถึงแล้ว สถานะของเขาย่อมเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

หากตระกูลหลินของพวกเขาสามารถเกาะเกี่ยวเขาไว้ได้แม้เพียงเล็กน้อย ไม่แน่ว่า... พวกเขาอาจไม่จำเป็นต้องสนใจสี่มหาขุมกำลังแห่งเต๋าอีกต่อไป!

...

หนึ่งวันต่อมา

"เซียวเอ๋อร์ เซียวเอ๋อร์!"

ซูเฉินเซียวคล้ายได้ยินเสียงใครบางคนเรียกชื่อเขาอยู่ตลอดเวลา

ในห้วงนิทราอันมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด ความทรงจำในวัยเด็กมากมายดูเหมือนจะถูกปลดผนึกและผุดพรายขึ้นมา

ซูเฉินเซียวค่อยๆ ลืมตาขึ้น รู้สึกว่าภาพตรงหน้ายังคงพร่ามัวเล็กน้อย

"ที่นี่ที่ไหน..."

"เซียวเอ๋อร์! เซียวเอ๋อร์ เจ้าฟื้นแล้ว?!" เสียงที่เปี่ยมด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุดดังขึ้น

ข้างเตียง สตรีโฉมงามที่มีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนใบหน้ากำลังแสดงอาการดีใจอย่างสุดขีด นางรีบเข้ามาประคองให้ซูเฉินเซียวลุกขึ้นนั่ง

และซูอู๋เต้า ซึ่งเดินกระวนกระวายไปมาอยู่ภายในห้อง ตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง เขารีบเดินเข้ามาหาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

"เซียวเอ๋อร์!"

ซูเฉินเสียวมองดูคนสองคนตรงหน้า รูปลักษณ์ของพวกเขาค่อยๆ ซ้อนทับกับความทรงจำที่เพิ่งตื่นขึ้นในสมอง

เขาเผลอเรียกออกมาโดยไม่รู้ตัว "ท่านพ่อ... ท่านแม่?"

ความทรงจำที่ถูกผนึกไว้ก่อนอายุสิบสองปีได้รับการปลดปล่อยทั้งหมด เขาคือบุตรชายของประมุขตระกูลจักรพรรดิซูแห่งโลกเบื้องบน

และสองท่านนี้คือบิดามารดาผู้ให้กำเนิดเขา

ดวงตาคู่สวยของเฉินหว่านเยว่ไม่อาจซ่อนความตื้นตันใจไว้ได้ นางยกมือปปิดปากและสะอื้นเบาๆ

"เซียวเอ๋อร์ลูกแม่ ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นเสียที เจ้าทำเอาแม่ตกใจแทบตาย!"

แม้ซูอู๋เต้าจะไม่ได้แสดงอารมณ์ทางสีหน้ามากนัก แต่แววตาของเขากลับอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด

เขาค่อยๆ นั่งลง ยื่นมือใหญ่ไปลูบศีรษะของซูเฉินเซียวอย่างแผ่วเบา และกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

"เด็กดี ยังจำพ่อได้หรือไม่?"

"เซียวเอ๋อร์ พ่อทำให้เจ้าต้องตกระกำลำบากในโลกเบื้องล่างเสียแล้ว..."

ซูเฉินเซียวมองดูบุคคลตรงหน้า ศีรษะยังคงรู้สึกมึนงงเล็กน้อย เขาพยักหน้าตอบรับ

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเฉินหว่านเยว่ก็พลันเย็นชาขึ้นทันที นางตวัดสายตาคมกริบมองซูอู๋เต้าและเอ่ยขึ้น

"ซูอู๋เต้า ท่านยังกล้าพูดเช่นนั้นอีกหรือ?"

"หากไม่ใช่เพราะกฎตระกูลเฮงซวยของตระกูลซู เซียวเอ๋อร์ของข้าจะต้องมาประสบเคราะห์กรรมหนักหนาเช่นนี้หรือ?"

นับตั้งแต่มาถึงแดนชางซื่อและได้เห็นสภาพอันน่าเวทนาของซูเฉินเซียว เฉินหว่านเยว่ก็ไม่ยอมทำหน้าดีใส่ซูอู๋เต้าเลยแม้แต่น้อย

ซูอู๋เต้ารู้สึกตำหนิตนเองอย่างยิ่ง เขาพยักหน้ารับผิดและไม่คิดปฏิเสธ

"เจ้าพูดถูก... กฎเกณฑ์คร่ำครึและโหดร้ายพวกนี้สมควรต้องแก้ไขเสียที"

"ฮูหยิน ตอนนี้เซียวเอ๋อร์น่าจะปลอดภัยแล้ว"

"ข้าได้นำโอสถกำเนิดอมตะติดตัวมาด้วย"

"ไม่เพียงแต่เซียวเอ๋อร์จะได้รับโชคจากเคราะห์ร้ายด้วยการตื่นรู้ของกายาเทพโกลาหลบรรพกาล แต่ด้วยโอสถกำเนิดอมตะ ต่อให้เป็นยอดฝีมือที่เท้าข้างหนึ่งก้าวลงหลุมไปแล้ว ก็ยังสามารถดึงกลับมาจากประตูนรกได้!"

เฉินหว่านเยว่ไม่กล่าวสิ่งใด นางหันไปมองซูเฉินเซียว และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเปี่ยมด้วยความรักของมารดา

"เซียวเอ๋อร์ ร่างกายของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ดีขึ้นหรือไม่?"

ซูเฉินเซียวสำรวจร่างกายปัจจุบันของตน ดวงตาของเขาเป็นประกาย

เสื้อผ้าที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดถูกใครบางคนเปลี่ยนให้ใหม่แล้ว

ตอนนี้ เขารู้สึกได้ถึงลมปราณและเลือดลมในกายที่พลุ่งพล่าน ทะเลวิญญาณเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ บาดแผลทั้งหมดหายสนิทเป็นปลิดทิ้ง

ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่รากฐานและวรยุทธ์ที่เคยถูกทำลายไปก่อนหน้านี้ ก็ได้รับการฟื้นฟูจนกลับมาสมบูรณ์ดังเดิม!

เขายังข้ามผ่านขอบเขตใหญ่ได้โดยตรง! ขอบเขตทลายห้วงขั้นเก้า!

เขาสัมผัสได้ถึงพละกำลังอันมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่าง รู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!

เมื่อมองดูบิดามารดาที่มีสีหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใย กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวใจของซูเฉินเซียว

"ข้าดีขึ้นมากแล้วขอรับ..."

"เพียงแต่ยังปวดหัวนิดหน่อย" ซูเฉินเซียวพึมพำพลางแตะที่หน้าผาก

เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าที่เคร่งขรึมของซูอู๋เต้าก็คลี่ยิ้มออกมาในที่สุด เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

"เซียวเอ๋อร์ เจ้าเพิ่งฟื้นความทรงจำก่อนอายุสิบสองปี จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัวสักหน่อย"

"ฮูหยิน เซียวเอ๋อร์เพิ่งฟื้น ร่างกายเขาก็ปกติดีแล้ว พวกเราออกไปข้างนอกสักครู่เถอะ ให้เขาได้พักผ่อนเงียบๆ คนเดียวสักพัก"

เฉินหว่านเยว่เองก็รู้ดีว่าลูกรักพลัดพรากจากพวกเขาไปหลายปี อาจจะรู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้างในช่วงแรก

ดังนั้น นางจึงประคองใบหน้าของซูเฉินเซียวไว้อย่างอาลัยอาวรณ์

ด้วยความปวดใจและรักใคร่ นางจูบที่หน้าผากของเขาและกล่าวว่า

"เซียวเอ๋อร์ เจ้าลำบากในโลกเบื้องล่างมาหลายปี"

"ตอนนี้ผนึกความทรงจำของเจ้าถูกปลดออกแล้ว แม่รู้ว่าเจ้าอาจจะยังปรับตัวได้ยาก..."

"พ่อกับแม่จะออกไปก่อน ต้องการอะไรก็เรียกหาพวกเราได้ตลอดเวลา เข้าใจไหม?"

สัมผัสอุ่นวาบประทับลงบนแก้ม

ความอบอุ่นจากมารดาทำให้ซูเฉินเซียวพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว และเอ่ยเสียงเบา

"ขอรับ ข้าทราบแล้ว"

บิดามารดาเดินออกจากห้องไป

ไม่นานนัก เสียงของพี่รอง ซูเหยาหวง ก็ดังมาจากด้านนอกเรือน

"ท่านแม่ น้องเล็กตื่นแล้วหรือ?"

"ข้าอยากเข้าไปดูเขา!"

"เหยาหวง เชื่อแม่สิ พวกเราออกไปก่อนเถอะ ความทรงจำของน้องเจ้าเพิ่งกลับมา ให้เขาได้สงบจิตใจอยู่ลำพังก่อน"

"ก็ได้..."

...

เมื่อฟังเสียงความวุ่นวายจากภายนอกห้อง ซูเฉินเซียวก็ก้มหน้าลงและพึมพำกับตนเอง

"นี่หรือความผูกพันทางสายเลือด..."

"รู้สึกดีไม่เลวเลยแฮะ"

ในชาติก่อน พ่อแม่ทิ้งเขาไปตั้งแต่ยังเด็ก เขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตาพวกท่านด้วยซ้ำ

หมอดูยังเคยทำนายว่าเขาเกิดมาพร้อมดวงชะตาดาวหายนะที่โดดเดี่ยว

เขาคิดว่าโลกนี้ก็คงเหมือนเดิม ไม่นึกเลยว่าจะมีคนในครอบครัวที่ห่วงใยเขามากมายขนาดนี้

ซูเฉินเซียวยิ้มออกมา ก่อนจะดึงสติกลับมา

"ระบบ"

"ยังอยู่ไหม?"

【เจ้านาย ข้าอยู่นี่】

"ฉายภาพจำลองย้อนหลังที ข้าอยากเห็นชัดๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างที่กายาเทพโกลาหลบรรพกาลตื่นรู้" ซูเฉินเซียวกล่าวอย่างเรียบเฉย

【ตามบัญชาเจ้านาย ฟังก์ชันฉายภาพจำลองย้อนหลังต้องใช้แต้มวายร้าย 100 แต้ม ยืนยันที่จะดำเนินการหรือไม่?】

"ใช้เลย"

【ติ๊ง... การใช้จ่ายสำเร็จ แต้มวายร้ายคงเหลือ: 9,900 แต้ม】

【เริ่มการฉายภาพย้อนหลัง...】

...

ครึ่งก้านธูปต่อมา

"กำไลหยกวงนี้... ซูเฉินเซียวเป็นคนมอบให้ข้า!"

ซูเฉินเซียวมองดูหลินชิงหรานในหน้าจอภาพจำลอง นางสวมหน้ากากไร้เดียงสาราวกับดอกบัวขาวบริสุทธิ์ เขาแค่นหัวเราะเย็นชาไร้อารมณ์

"หึ..."

"เอาล่ะ หลินชิงหราน ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะรอดมาได้"

ผ่านภาพจำลองย้อนหลังของระบบ ซูเฉินเซียวได้รับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

ฟางหยวนไฉถือว่าโชคดีไปที่ตายง่ายๆ

แต่เขายังไม่ลืมตัวการอีกคน หญิงแพศยาหลินชิงหราน ผู้ที่บีบคั้นเขาจนตรอก!

หลินชิงหรานผู้นี้ช่างฉลาดเฉลียว รู้จักใช้ความสัมพันธ์คลุมเครือระหว่างพวกเขามาหลอกลวงผู้อื่น

ซูเฉินเซียวค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ประกายตาเย็นยะเยือกวาบผ่านดวงตา

"ไปกันเถอะ ในเมื่อข้าเป็นตัวร้ายที่เจ้าคิดเจ้าแค้นแม้เรื่องเพียงเล็กน้อย ก็ถึงเวลาต้องไปคิดบัญชีกับคนพวกนั้นให้สาสม!"

"ในเมื่อเป็นตัวร้าย ก็ต้องมีจิตสำนึกของตัวร้ายสิ!"

จบบทที่ บทที่ 8 ชาวเมืองชิงเฉิงผู้สิ้นหวัง และการมาถึงของบิดามารดาจากตระกูลจักรพรรดิ!

คัดลอกลิงก์แล้ว