- หน้าแรก
- ระบบอัญเชิญพลิกชะตา ครองหล้าด้วยขุนพลเทพ
- บทที่ 19 - ปัญหามาเยือน
บทที่ 19 - ปัญหามาเยือน
บทที่ 19 - ปัญหามาเยือน
บทที่ 19 - ปัญหามาเยือน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"สิบยอดอัจฉริยะแห่งต้าชาง!" หวังอวี่อดทอดถอนใจเงียบๆ ไม่ได้
ตอนที่เพิ่งมาจุติที่โลกใบนี้ เขาหลงคิดว่าการได้เป็นหนึ่งในสิบยอดอัจฉริยะแห่งต้าชางนั้นช่างยอดเยี่ยมเกรียงไกร
แต่ภายหลังถึงได้รู้ความจริงว่าเมื่อเทียบกับทำเนียบมังกรพยัคฆ์ ทำเนียบบุปผางาม ทำเนียบกระบี่ หรือทำเนียบศาสตรา ที่จัดอันดับโดยสำนักปราชญ์และหอลิขิตสวรรค์แล้ว ฉายาสิบยอดอัจฉริยะแห่งต้าชางที่ไม่มีหน่วยงานทางการรองรับนี้ ดูจะมีน้ำเนื้อน้อยไปสักหน่อย
ไอ้ที่เรียกว่าสิบยอดอัจฉริยะแห่งต้าชาง ไม่ได้จัดอันดับจากพลังฝีมือล้วนๆ แต่เป็นการวัดผลรวมจากชาติตระกูล ความรู้ความสามารถ วรยุทธ์ อายุ และความสำเร็จที่ผ่านมา
ดังนั้นการมีชื่อในสิบยอดอัจฉริยะ จึงไม่ได้การันตีว่าหวังอวี่คือหนึ่งในสิบคนหนุ่มที่เก่งที่สุดในต้าชางจริงๆ และไม่ได้แปลว่าเขาจะเก่งกว่าคนอื่นในทุกๆ ด้าน
"ถูกต้อง ข้าคือหวังอวี่!" หวังอวี่ยิ้มตอบอย่างถ่อมตนพลางเอ่ยเสียงเรียบ
"เป็นคุณชายอวี่จริงๆ ด้วย!" พอหวังอวี่ยอมรับฐานะของตัวเอง รอบข้างก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นทันที แม่นางน้อยหลายคนถึงกับจ้องมองเขาตาเป็นมัน
แม้หวังอวี่จะเริ่มไม่ค่อยอินกับฉายาสิบยอดอัจฉริยะนี่เท่าไหร่ แต่สำหรับคนอื่น โดยเฉพาะเหล่าวัยรุ่นที่อยู่ในเหตุการณ์ ฉายานี้ยังคงทรงอิทธิพลและน่าเกรงขามอยู่มาก
"ไม่ทราบว่าพี่เซียวรู้จักข้าได้อย่างไร" หวังอวี่ถามด้วยความสงสัย แม้จะไม่รู้จุดประสงค์ที่อีกฝ่ายเรียกเขาไว้ในวันนี้ แต่หวังอวี่ก็ต้องเล่นตามน้ำไปก่อน หากอีกฝ่ายมีจุดประสงค์แอบแฝง ไม่ช้าก็เร็วจะต้องเผยหางออกมาแน่
แถมอุตส่าห์เจอคนที่มีความเกี่ยวข้องกับกองทหารรักษาพระองค์ทั้งที จะปล่อยไปง่ายๆ ได้อย่างไร หวังอวี่ยังไม่ลืมว่าเขายังไม่ได้เริ่มทำภารกิจสืบหาตัวการผู้อยู่เบื้องหลังเลย
"ตอนเด็กข้าเคยมีวาสนาได้ติดตามท่านพ่อไปชายแดนบูรพา จึงมีโอกาสได้เห็นคุณชายจากไกลๆ ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะมีโอกาสได้พบคุณชายอีกครั้งกลางเมืองหลวง!" เซียวปู้ยวี่ทำท่าเหมือนกำลังรำลึกความหลัง
"คุณชาย ข้ามีเรื่องบังอาจอยากจะขอร้อง ไม่ทราบว่าคุณชายจะอนุญาตหรือไม่" จู่ๆ เซียวปู้ยวี่ก็เปลี่ยนน้ำเสียง ทำทีเป็นลำบากใจที่จะพูด
"ในที่สุดก็เผยหางจิ้งจอกออกมาแล้วสินะ!" หวังอวี่เริ่มรู้สึกตื่นเต้นปนระแวดระวังขึ้นมาในใจ
"พี่เซียว เชิญพูดมาตามตรงเถิด!" หวังอวี่ตบไหล่เซียวปู้ยวี่อย่างเป็นกันเอง แสดงท่าทีประหนึ่งคนใจกว้าง
"ข้าได้ยินกิตติศัพท์มานานว่าวรยุทธ์ของคุณชายล้ำเลิศนัก อายุสิบสามก็ทะลวงเข้าสู่ระดับหนึ่งได้แล้ว ในบรรดาคนรุ่นใหม่ยากจะหาใครมาเทียบเคียงคุณชายได้ ไม่ทราบว่าข้าพอจะขอคำชี้แนะจากคุณชายสักเล็กน้อย เพื่อเป็นการตรวจสอบข้อบกพร่องของตัวเองได้หรือไม่" เซียวปู้ยวี่ประสานมือคารวะ กล่าวด้วยท่าทีนอบน้อมถ่อมตน
'ยากจะหาใครมาเทียบเคียง' พอได้ยินประโยคนี้ หวังอวี่ก็แอบปรายตามองเซียวปู้ยวี่อย่างลึกซึ้ง
ประโยคนี้ดูเผินๆ เหมือนจะยกย่องว่าหวังอวี่เก่งที่สุดในรุ่น แต่ความจริงนี่ไม่ใช่คำชม แต่มันคือการสร้างศัตรูให้เขาทางอ้อมชัดๆ
ขืนคำพูดนี้ลอยไปเข้าหูคนเด่นดังอีกไม่กี่คน มีหวังได้เรื่องแน่ ต่อให้รู้ว่าเป็นการยุแยง แต่คนพวกนั้นก็คงต้องมาหาเรื่องลองของหวังอวี่สักวันจนได้
อีกอย่าง ไอ้หมอนี่คงไม่ได้มีเจตนาแค่นั้นแน่
"ได้ข่าวว่าเซียวปู้ยวี่ก็นับเป็นยอดฝีมือในรุ่นเยาว์ของเมืองหลวง ด้วยอายุของคุณชายอวี่ตอนนี้ เกรงว่าจะยังไม่ใช่คู่มือของเขาน่ะสิ" ฝูงชนที่มุงดูเริ่มกระซิบกระซาบวิจารณ์กัน
จริงอยู่ที่ตอนนี้เซียวปู้ยวี่อายุเกือบจะสิบแปดปีแล้ว ส่วนหวังอวี่เพิ่งจะสิบห้า แต่ความห่างของอายุแค่สองสามปีในช่วงสิบหกถึงยี่สิบปี ถือเป็นช่วงทองของการพัฒนาฝีมือ
โดยเฉพาะผู้ฝึกยุทธ์สายภายนอก ช่วงอายุยี่สิบถึงยี่สิบห้าปี ร่างกายจะเจริญเติบโตเต็มที่ พลังฝีมือก็จะพุ่งถึงจุดสูงสุดในช่วงนี้เช่นกัน
ยิ่งเป็นสายภายนอก ช่วงเวลานี้ยิ่งสำคัญมาก หากเป็นสายลมปราณยิ่งอายุมากพลังยิ่งแกร่งกล้า แต่สายภายนอกเมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะเริ่มถดถอย พลังฝีมืออาจตกลงได้
ดังนั้นสำหรับผู้ฝึกสายภายนอก ช่วงวัยรุ่นจึงเป็นช่วงที่ฝีมือพัฒนาแบบก้าวกระโดด เซียวปู้ยวี่ที่มาจากตระกูลทหาร คงเน้นฝึกสายภายนอกเป็นหลัก ต่อให้มีลมปราณ ก็คงเทียบกับความแข็งแกร่งของร่างกายไม่ได้ ต่างจากหวังอวี่ที่ฝึกทั้งภายในและภายนอกควบคู่กันตามแบบฉบับตระกูลใหญ่
"ด้วยวรยุทธ์ระดับคุณชาย คงไม่กลัวคนอย่างข้าหรอกกระมัง" พอเห็นหวังอวี่เงียบไปครู่หนึ่ง เซียวปู้ยวี่ก็เริ่มใช้วิธียั่วยุ
"คิดจะฉีกหน้าข้าสินะ" หวังอวี่คิดในใจ
ด้วยชื่อเสียงสิบยอดอัจฉริยะที่ค้ำคออยู่ การประลองครั้งนี้ถ้าเขาแพ้ ก็จะยิ่งเจ็บหนัก ยิ่งยืนสูงเท่าไหร่ เวลาตกลงมาก็ยิ่งเจ็บเท่านั้น
"น่าขัน!" หวังอวี่แค่นยิ้มเยาะในใจ ถ้าเป็นเมื่อก่อน เซียวปู้ยวี่อาจจะทำสำเร็จ แต่ตอนนี้เขาเพิ่งได้ทักษะที่สองมาครอง พลังฝีมือเพิ่มขึ้นมหาศาล
"ระบบ ตรวจสอบค่าสถานะของหมอนี่!" เพื่อความไม่ประมาท หวังอวี่ขอเช็คให้ชัวร์ก่อน
"ติ๊ง เซียวปู้ยวี่ ค่าการบัญชาการ 62 ค่าพลังยุทธ์ 94 ค่าสติปัญญา 71 ค่าการเมือง 58 ค่าเสน่ห์ 79 หมายเหตุ: ค่าสถานะปัจจุบันยังไม่ถึงจุดสูงสุดของตัวละคร"
"ระบบ ตรวจสอบค่าสถานะจุดสูงสุดไม่ได้หรือ" หวังอวี่ถามต่อ
"ติ๊ง นับตั้งแต่โฮสต์กับระบบเดินทางมาถึงโลกนี้ ชะตากรรมของทุกคนก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน!"
"ระบบ แล้วค่าสถานะในอนาคตของตัวละครที่อัญเชิญมาจะเปลี่ยนแปลงด้วยไหม" หวังอวี่อดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ ในเมื่ออนาคตของคนในโลกนี้เปลี่ยนไป แล้วตัวละครจากระบบล่ะ
"ติ๊ง หลังจากตัวละครจากระบบถือกำเนิด หากผ่านการขัดเกลาและฝึกฝนมากพอ ก็มีโอกาสทะลวงขีดจำกัดเดิมได้ แต่ยิ่งค่าสถานะสูง การทะลวงขีดจำกัดก็ยิ่งยาก โดยเฉพาะหลังจากระดับเทพขึ้นไป ยิ่งยากราวกับปีนป่ายขึ้นสวรรค์!"
ข้อนี้หวังอวี่เข้าใจได้ ยกตัวอย่างค่าพลังยุทธ์ คนที่มีพื้นฐาน 80 กับคนที่มีพื้นฐาน 100 ความยากในการพัฒนาย่อมต่างกันคนละชั้น ยิ่งถ้าเกิน 105 ขึ้นไปคงยิ่งยากมหาโหด ไม่อย่างนั้นโลกนี้คงเต็มไปด้วยคนที่มีพลัง 110 กันหมดแล้ว
ดูจากค่าสถานะของเซียวปู้ยวี่ ก็พอจะเห็นแววว่าหมอนี่มีพรสวรรค์ไม่เลว ตอนนี้เมิ่งเถียนมีค่าพลังยุทธ์พื้นฐาน 95 จุดสูงสุดคือ 103 ส่วนจ้าวยุนตอนนี้ 97 จุดสูงสุด 104
เมิ่งเถียนกับจ้าวยุนตอนนี้ก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเซียวปู้ยวี่ ดูจากตรงนี้ อนาคตเซียวปู้ยวี่ก็น่าจะมีโอกาสก้าวเข้าสู่ระดับฟ้าได้เหมือนกัน
"พี่เซียว หากเป็นการประลองแลกเปลี่ยนวิชาข้าย่อมไม่ขัดข้อง เพียงแต่หมัดเท้าไร้ตา หากพลาดพลั้งทำให้พี่เซียวบาดเจ็บคงดูไม่ดีแน่" หวังอวี่ยังคงรักษรอยยิ้มบางๆ และท่าทีถ่อมตนไว้เช่นเดิม แต่คำพูดกลับเริ่มมีความนัยท้าทาย
"คุณชายเกรงใจไปแล้ว การประลองยุทธ์ย่อมมีการบาดเจ็บเป็นเรื่องธรรมดา เรื่องแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก!" เซียวปู้ยวี่ทำเป็นไม่ใส่ใจ แต่หวังอวี่สังเกตเห็นประกายตาอำมหิตที่วูบผ่านดวงตาของอีกฝ่าย
เห็นสายตาอันตรายแบบนั้น หวังอวี่ก็ได้แต่สมเพชในใจ อย่าว่าแต่อีกฝ่ายไม่มีความสามารถจะทำร้ายเขาเลย ต่อให้มี ก็คงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามกลางวันแสกๆ แบบนี้หรอก
[จบแล้ว]