- หน้าแรก
- ระบบอัญเชิญพลิกชะตา ครองหล้าด้วยขุนพลเทพ
- บทที่ 9 - ปรมาจารย์ปรากฏกาย
บทที่ 9 - ปรมาจารย์ปรากฏกาย
บทที่ 9 - ปรมาจารย์ปรากฏกาย
บทที่ 9 - ปรมาจารย์ปรากฏกาย
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"หน้าไม้กลยักษ์!" หวังอวี่มองสถานการณ์นอกกระโจม สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันตา
มหาทวีปเทียนฉี่ แม้จะไม่ได้มีผู้ฝึกยุทธเดินกันเกลื่อนเมือง แต่เหล่ายอดฝีมือก็ถือเป็นกำลังสำคัญของโลกใบนี้ ดังนั้นการควบคุมอาวุธจึงไม่ได้เข้มงวดนัก ในฐานะชาวยุทธ์ การพกดาบพกกระบี่เดินร่อนไปทั่วเมืองไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร
ทว่านั่นใช้ได้กับอาวุธทั่วไปอย่างดาบหรือหอกเท่านั้น สำหรับหน้าไม้ถือเป็นอาวุธควบคุมพิเศษ ยิ่งเป็นหน้าไม้กลยักษ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงยิ่งไม่ต้องพูดถึง แม้แต่ทหารม้าทมิฬหนึ่งร้อยนายที่ติดตามหวังอวี่มา ก็ยังพกพาเพียงหน้าไม้กลขนาดมาตรฐานเท่านั้น
การจะจัดหาหน้าไม้กลยักษ์จำนวนมากขนาดนี้ แถมยังเคลื่อนย้ายกองทหารชั้นยอดมาได้ถึงขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้บงการเบื้องหลังต้องมีอิทธิพลมหาศาล วินาทีนี้หวังอวี่เริ่มอยากรู้เสียแล้วว่าใครกันแน่ที่เป็นคนชักใยอยู่เบื้องหลัง
ไม่ใช่แค่หน้าไม้กลยักษ์ แม้แต่ชุดเกราะเหล็กที่พวกมันสวมใส่ ก็ไม่ใช่ของที่กองทหารทั่วไปจะมีได้
และการปรากฏตัวของกองกำลังชุดนี้ ทำให้หวังอวี่มั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าการลอบสังหารครั้งนี้ไม่ได้มาจากคนในตระกูลแน่นอน
ตอนนี้เขาอยู่ในเขตมณฑลเหอเป่ย ไม่ใช่ถิ่นฐานหลักอย่างมณฑลเยี่ยนเป่ย ผู้ที่มีอิทธิพลมากพอจะสั่งการข้ามถิ่นได้ขนาดนี้ แม้แต่ในตระกูลหวังเองก็มีอยู่ไม่กี่คน
และคนเหล่านั้น ต่อให้ฆ่าหวังอวี่ได้ ก็ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรตกถึงมือ ตำแหน่งผู้นำตระกูลก็ใช่ว่าจะตกไปเป็นของพวกเขา
ในเมื่อฆ่าไปก็ไม่ได้อะไร พวกเขาคงไม่โง่พอที่จะเสี่ยงทำเรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้ เพราะหากเรื่องแดงขึ้นมา ไม่ใช่แค่ตัวคนทำ แต่จะซวยกันทั้งสายตระกูล
จากการคาดเดาของหวังอวี่ ในเมื่อไม่ใช่คนในตระกูล และไม่น่าใช่พวกเผ่าต่างแดน เป้าหมายจึงพุ่งเป้าไปที่จุดหมายปลายทางของเขาในครั้งนี้ นั่นคือผู้มีอำนาจสักคนในเมืองหลวง
เพียงแต่หวังอวี่เองก็ยังงงเป็นไก่ตาแตก ว่าเขาไปเหยียบหางเสือตอนไหน หรือว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือตระกูลของเขากันแน่
"บุกเข้าไป!" ในบรรดาทหารเกราะหนักสามร้อยนาย ผู้นำทัพขี่ม้าศึกรูปร่างกำยำ ร่างกายแผ่รัศมีสีแดงจางๆ ออกมา
นี่คือสัญลักษณ์ของผู้ฝึกวิชาสายกำลังภายนอกที่ฝึกฝนจนเลือดลมในกายแข็งแกร่งถึงขีดสุด แสงสีแดงจางๆ นี้บ่งบอกว่าแม้ระดับลมปราณภายในจะไม่ชัดเจน แต่พลังภายนอกของคนผู้นี้ก้าวเข้าสู่ระดับฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หากแสงสีแดงนี้เข้มจนกลายเป็นสีเลือดและปกคลุมไปทั่วร่าง นั่นหมายถึงผู้ฝึกยุทธคนนั้นได้ก้าวเข้าสู่ระดับเทพ ยามต่อสู้สามารถใช้พลังเลือดลมเคลือบอาวุธ เพิ่มพลังทำลายล้างให้รุนแรงขึ้นอีกหลายเท่าตัว
"ท่านอาวุโสถง ลำพังจื่อหลงคนเดียวคงรับมือคนผู้นี้ไม่ไหวแน่" หวังอวี่หันไปกล่าวกับถงหยวน
"คุณชายไม่ต้องกังวล เดี๋ยวตาแก่ผู้นี้จะออกไปรับมือมันเอง" ถงหยวนประสานมือคารวะ ก่อนจะคว้าทวนยาวพุ่งตัวออกไปนอกกระโจม
จ้าวยุนเป็นศิษย์รัก ย่อมเป็นธรรมดาที่อาจารย์อย่างถงหยวนจะเป็นห่วงความปลอดภัยมากกว่าหวังอวี่เสียอีก
"ระบบ ตรวจสอบค่าสถานะของหมอนั่นที"
"ติ๊ง เจิ้งเจิ้น : ค่าการบัญชาการ 62 ค่าพลังยุทธ์ 101 ค่าสติปัญญา 58 ค่าการเมือง 52 ค่าเสน่ห์ 60"
"น่าสนุกดีนี่ ดูท่าจานหลักของค่ำคืนนี้เพิ่งจะเริ่มเสิร์ฟสินะ" หวังอวี่มองสถานการณ์ด้านนอกด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
มีจ้าวยุนกับถงหยวนอยู่ด้วย แค่ยอดยุทธ์ระดับฟ้าขั้นต้นคนเดียว ไม่มีทางสร้างปัญหาใหญ่โตได้หรอก
แม้จะมีศัตรูระดับฟ้าโผล่มา แต่หวังอวี่ก็ไม่ได้โลกสวยคิดว่าเรื่องจะจบลงแค่นี้ ยอดยุทธ์ระดับฟ้า แถมยังไม่ใช่ระดับพีค ย่อมไม่มีค่าพอที่จะแลกกับรางวัลภารกิจที่เป็นถึงการ์ดอัญเชิญระดับเทพ
และในขณะที่หวังอวี่กำลังวิเคราะห์สถานการณ์ ด้านนอกกระโจมก็ได้เปิดฉากการต่อสู้ระยะประชิดอย่างดุเดือด ถงหยวนพุ่งเข้าใส่แม่ทัพระดับฟ้านามเจิ้งเจิ้นอย่างไม่รีรอ ส่วนจ้าวยุนก็นำทหารม้าทมิฬที่เหลือเข้าปะทะกับทหารเกราะหนักที่ดาหน้าเข้ามา
อนาคตของจ้าวยุนอาจจะเก่งกว่าเจิ้งเจิ้นแน่นอน แต่ในเวลานี้จ้าวยุนยังเด็กเกินไป ประสบการณ์ยังน้อยเกินกว่าจะรับมือยอดฝีมือระดับนี้ได้ แม้แต่ถงหยวนที่มีระดับปรมาจารย์ขั้นกลาง ก็ยังไม่อาจเอาชนะเจิ้งเจิ้นได้ในเวลาสั้นๆ
"ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!"
ขณะที่การต่อสู้กำลังดุเดือด เงาดำสามสายก็ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน พุ่งตรงดิ่งมายังกระโจมของหวังอวี่
ทันทีที่เงาทั้งสามปรากฏตัว ถงหยวนก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตราย ในสามคนนี้ไม่มีใครมีพลังด้อยกว่าเขาเลย หนำซ้ำหนึ่งในนั้นยังมีพลังเหนือกว่าเขาเสียอีก
พูดง่ายๆ คือ สามคนที่โผล่มานี้ สองคนเป็นระดับปรมาจารย์ขั้นกลางเท่ากับถงหยวน ส่วนอีกคนน่าจะเป็นระดับปรมาจารย์ขั้นปลาย หรือไม่ก็ขั้นสูงสุด
เมื่อตระหนักได้ดังนั้น ถงหยวนก็ตกใจจนหน้าถอดสี เขาพยายามจะผละตัวออกไปขวางทาง แต่ติดที่เจิ้งเจิ้นคู่ต่อสู้ตรงหน้ากัดไม่ปล่อย ไล่ต้อนเขาอย่างบ้าคลั่งจนหาจังหวะปลีกตัวไม่ได้
ถงหยวนรู้ดีว่าในกระโจมตอนนี้เหลือเพียงหวังอวี่กับคนอีกหนึ่งคน ซึ่งในสายตาของถงหยวน คนผู้นั้นเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่มีวรยุทธ์ เท่ากับว่าตอนนี้หวังอวี่ไร้ซึ่งการป้องกันใดๆ
แม้ถงหยวนจะร้อนใจอยากจะเสี่ยงชีวิตฝ่าวงล้อมไปช่วยหวังอวี่หนี แต่เจิ้งเจิ้นก็เหมือนรู้ทัน รุกไล่จนเขาขยับตัวไปไหนไม่ได้
แต่ถึงแม้ถงหยวนจะมาไม่ทัน ก็ยังมีเงาดำอีกร่างหนึ่งพุ่งออกมาขวางหน้าประตูใหญ่ของกระโจมเอาไว้
"พวกเจ้าเป็นใคร กล้าดียังไงมาลอบสังหารบุตรชายแม่ทัพบูรพา!" ชายวัยกลางคนราวสี่สิบกว่าปีที่ปรากฏตัวขึ้น ยืนขวางทางสามเงาดำด้วยท่าทีระแวดระวัง พร้อมตะคอกถามเสียงแข็ง
"ติ๊ง เฉินจื่อซู ค่าการบัญชาการ 48 ค่าพลังยุทธ์ ระดับปรมาจารย์ขั้นปลาย ค่าสติปัญญา 62 ค่าการเมือง 58 ค่าเสน่ห์ 65"
"เฉินจื่อหลี่ ค่าการบัญชาการ 52 ค่าพลังยุทธ์ ระดับปรมาจารย์ขั้นกลาง ค่าสติปัญญา 60 ค่าการเมือง 60 ค่าเสน่ห์ 72"
"เฉินจื่ออี้ ค่าการบัญชาการ 50 ค่าพลังยุทธ์ ระดับปรมาจารย์ขั้นกลาง ค่าสติปัญญา 60 ค่าการเมือง 52 ค่าเสน่ห์ 78"
"หวังทง ค่าการบัญชาการ 78 ค่าพลังยุทธ์ ระดับปรมาจารย์ขั้นกลาง ค่าสติปัญญา 65 ค่าการเมือง 62 ค่าเสน่ห์ 72"
ดูเหมือนระบบจะเริ่มรู้ใจ ยังไม่ทันที่หวังอวี่จะเอ่ยปากถาม มันก็รายงานค่าสถานะของทุกคนให้ทราบโดยอัตโนมัติ
การปรากฏตัวของหวังทงไม่ได้ทำให้หวังอวี่แปลกใจนัก แม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่เขาก็เป็นว่าที่ผู้นำตระกูลคนต่อไปแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ การเดินทางไกลเช่นนี้ ตระกูลย่อมต้องส่งยอดฝีมือมาคุ้มกันในที่ลับอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะตอนอยู่เมืองเจิ้นตงหรือออกนอกเมือง นอกจากองครักษ์ในที่แจ้ง ก็ยังมีเงาคุ้มกันในที่มืดเสมอ
"ไอ้แก่ ในเมื่อเจ้าแส่หาเรื่องอยากขวางทาง งั้นพวกข้าสามพี่น้องจะสงเคราะห์ส่งเจ้าไปลงนรก จะได้ไปเป็นเพื่อนคุยกับไอ้เด็กนั่นในปรโลก!" เฉินจื่อซูผู้เป็นหัวหน้าเอ่ยขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว
การที่พวกเขาสามพี่น้องฝึกฝนจนถึงระดับปรมาจารย์ได้ ย่อมไม่ใช่คนโง่เง่าเต่าตุ่นที่จะบุกมาฆ่าใครโดยไม่สืบประวัติมาก่อน
แม้ชื่อเสียงของจวนแม่ทัพบูรพาจะน่าเกรงขาม และพวกเขาก็รู้ว่าตัวเองไม่อาจต่อกรกับแม่ทัพบูรพาได้ แต่คนที่สั่งการพวกเขามานั้น มีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเขาจะกล้าปฏิเสธ
[จบแล้ว]