- หน้าแรก
- ยอดหมอเทพแห่งหมู่บ้านเร้นลับ
- บทที่ 93 ในที่สุดก็ไม่ต้องโดนทุบตีแล้ว
บทที่ 93 ในที่สุดก็ไม่ต้องโดนทุบตีแล้ว
บทที่ 93 ในที่สุดก็ไม่ต้องโดนทุบตีแล้ว
ไป๋อวิ๋นเฟยปักเข็มเงินลงไปที่จุดชีพจรข้างกระดูกสันหลังของหวังเฉวียนผิงทันที
ไม่กี่วินาทีต่อมา หวังเฉวียนผิงรู้สึกเหมือนมีมดนับหมื่นตัวกำลังรุมกัดกินอยู่ภายในร่างกาย ทั้งเจ็บทั้งคันคะยือ แต่ร่างกายกลับขยับไม่ได้ ขยับได้เพียงแค่มือเท่านั้น เมื่อทนไม่ไหว หวังเฉวียนผิงก็เริ่มใช้มือทั้งสองข้างเกาไปทั่วตัวอย่างบ้าคลั่ง เล็บจิกทึ้งผิวหนังจนเลือดไหลซิบ แต่ยิ่งเกา ความเจ็บปวดและความคันก็ยิ่งทวีคูณ
เพียงครู่เดียว ทั่วร่างของเขาก็เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจนเลือดอาบ เขาอยากจะคุกเข่าอ้อนวอนขอให้ไป๋อวิ๋นเฟยปล่อยไป แต่ทำไม่ได้ แม้แต่เสียงจะเปล่งออกมาจากลำคอยังทำไม่ได้ สำหรับเขาตอนนี้ หนึ่งวินาทีช่างยาวนานเหมือนหนึ่งปี
ไป๋อวิ๋นเฟยก้มมองนาฬิกาในมือถือ ครบห้านาทีพอดี เขาจึงดึงเข็มออก ความรู้สึกเจ็บปวดและคันคะยือทรมานจึงค่อยๆ จางหายไปจากร่างของหวังเฉวียนผิง
“อาเฉวียนผิง สบายตัวไหมครับ?” ไป๋อวิ๋นเฟยยิ้มเยาะ
“ไอ้บ้า! แกมันบ้าไปแล้ว!” หวังเฉวียนผิงกระถดตัวถอยหนีด้วยความหวาดกลัว เขาเข็ดขยาดกับความทรมานเมื่อครู่จนไม่อยากจะลิ้มลองเป็นครั้งที่สอง
“ผมไม่ได้บ้า คนที่บ้าคืออาต่างหาก อาคิดได้ยังไงจะยกผู้หญิงของตัวเองให้ผู้ชายคนอื่น”
“เอาล่ะ เดี๋ยวให้สบายตัวต่ออีกสักสิบนาทีแล้วกัน” ไป๋อวิ๋นเฟยแกว่งเข็มเงินไปมาต่อหน้าหวังเฉวียนผิง
“ไม่เอา! ไม่เอา! ไม่สบายเลยสักนิด!”
หวังเฉวียนผิงตะโกนลั่น “เสี่ยวเฟย อาผิดไปแล้ว อาขอโทษ อาจะไม่ต่อกรกับเธออีกแล้ว อย่าแทงอาอีกเลยนะ”
หวังเฉวียนผิงพูดไปถอยกรูดไป ราวกับหนอนที่กำลังดิ้นหนี
ไป๋อวิ๋นเฟยเก็บเข็มเงินอย่างใจเย็น แล้วหยิบมือถือออกมาเปิดแอปบันทึกเสียง “ได้ ไม่มีปัญหา ผมจะไม่ฝังเข็มให้อาอีก แต่อาต้องสารภาพเรื่องชั่วๆ ที่เคยทำมาทั้งหมด อย่าคิดโกหกผมเชียว ไม่งั้นคราวหน้าจะไม่ใช่แค่สิบนาทีแน่”
หวังเฉวียนผิงไม่อยากเจอความทรมานแบบนั้นอีก จึงยอมสารภาพความผิดที่เคยทำมาทีละเรื่องทั้งน้ำตา
ก่อนหน้านี้ไป๋อวิ๋นเฟยยังไม่ได้โกรธเท่าไหร่ แต่พอได้ฟังคำสารภาพจบ เขาแทบอยากจะฆ่าไอ้เดรัจฉานตัวนี้ให้ตายคามือ
เพื่อเงิน หวังเฉวียนผิงถึงขั้นเคยทำเรื่องค้ามนุษย์ แค่คดีนี้คดีเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เขาต้องไปกินข้าวแดงในคุกหลายปีแล้ว
หลังจากอัดเสียงเสร็จ ไป๋อวิ๋นเฟยก็โทรแจ้งหลี่จวิน ไม่ถึงสิบนาทีรถตำรวจก็มาถึง เมื่ออธิบายสถานการณ์เรียบร้อย ตำรวจก็คุมตัวหวังเฉวียนผิงขึ้นรถไป คาดว่าชีวิตที่เหลือของเขาคงต้องจบลงในคุก
เมื่อตำรวจกลับไปแล้ว ไป๋อวิ๋นเฟยก็ปิดวิทยุแล้วเดินขึ้นไปชั้นสอง เคาะประตูห้อง “อาสะใภ้เซียงอวี้ เปิดประตูหน่อยครับ”
เซียงอวี้เปิดประตู เห็นไป๋อวิ๋นเฟยเดินเข้ามา ก็รีบถาม “หวังเฉวียนผิงล่ะ? เขาเป็นอะไรไหม?”
“เขาถูกตำรวจจับไปแล้วครับ น่าจะต้องอยู่ในคุกไปตลอดชีวิต” ไป๋อวิ๋นเฟยเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้เซียงอวี้ฟัง โดยข้ามเรื่องที่เขาลงทัณฑ์หวังเฉวียนผิงไป
เมื่อเซียงอวี้ได้ยิน ก็เอามือปิดปากร้องไห้โฮ
“อาสะใภ้ ร้องไห้ทำไมครับ?” ไป๋อวิ๋นเฟยงง
เซียงอวี้ร้องไห้หนักกว่าเดิม โผเข้ากอดไป๋อวิ๋นเฟย ซุกหน้าลงกับอกเสื้อเขา ร้องไห้อยู่นานกว่าจะเอ่ยออกมา “เสี่ยวเฟย ขอบใจนะ ขอบใจจริงๆ ในที่สุดฉันก็ไม่ต้องโดนทุบตีอีกแล้ว”
ตั้งแต่จำความได้ เซียงอวี้ถูกทุบตีมาตลอด จนอายุสามสิบห้าปี ในที่สุดฝันร้ายก็จบลง วันเวลาอันแสนเจ็บปวดผ่านพ้นไปเสียที
ตอนนี้หวังเฉวียนผิงถูกจับและคงไม่ได้ออกมาอีกแล้ว เซียงอวี้รู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ ได้ใช้ชีวิตอย่างคนปกติเสียที
ไป๋อวิ๋นเฟยรู้สึกเห็นใจในชะตากรรมของเซียงอวี้ เขาค่อยๆ ลูบหลังปลอบโยนเธอ เมื่อเซียงอวี้สงบลง เธอก็ผละออกจากอ้อมกอดเขาด้วยความขัดเขิน “เสี่ยวเฟย ขอโทษนะจ๊ะ ฉันดีใจจนลืมตัวไปหน่อย”
“ไม่เป็นไรครับอาสะใภ้” ไป๋อวิ๋นเฟยยิ้ม
ไป๋อวิ๋นเฟยเหลือบไปเห็นหวังเสี่ยวเหมยกำลังนั่งหัวเราะคิกคักกับตุ๊กตาบนโต๊ะ ทันใดนั้นก็มีแสงสีเขียวเรืองรองออกมาจากตัวเธออีกครั้ง
ไป๋อวิ๋นเฟยขมวดคิ้ว ถามว่า “อาสะใภ้ เสี่ยวเหมยเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิดเลยเหรอครับ?”
“เปล่าจ้ะ ตอนเด็กๆ เสี่ยวเหมยเป็นเด็กฉลาดและน่ารักมาก ปกติดีทุกอย่าง จนกระทั่งห้าขวบ เธอตามหวังเฉวียนผิงเข้าป่า แล้วไปกินน้ำในบ่อ พอกลับมาก็หลับไปวันหนึ่งเต็มๆ พอตื่นมาก็กลายเป็นแบบนี้”
ไป๋อวิ๋นเฟยครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถาม “อาสะใภ้อยากให้เสี่ยวเหมยหายเป็นปกติไหมครับ? คงเคยได้ยินเรื่องที่ผมรักษาชิวจวี๋มาบ้างใช่ไหม?”
“รู้จ้ะ แน่นอนว่าฉันอยากให้ลูกหาย แต่พาไปหาหมอมาหลายคนแล้ว ทุกคนก็บอกว่าจนปัญญา” เซียงอวี้กลัวว่าจะผิดหวังอีก จึงไม่กล้าตั้งความหวังมากนัก แต่ลึกๆ ก็ยังแอบหวังปาฏิหาริย์
“อาสะใภ้ ให้ผมลองดูเถอะครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยพูดจริงจัง
“ได้จ้ะ ขอบใจมากนะเสี่ยวเฟย”
ไป๋อวิ๋นเฟยเดินเข้าไปหาหวังเสี่ยวเหมย เปิดเนตรทิพย์สังเกตดู ตอนแรกหวังเสี่ยวเหมยยังหันมาหัวเราะเล่นกับเขาอยู่ดีๆ แต่จู่ๆ สีหน้าเธอก็เปลี่ยนไป รีบถอยกรูดไปจนมุมห้อง
ไป๋อวิ๋นเฟยอาศัยจังหวะนี้คว้าแขนหวังเสี่ยวเหมยไว้ แล้วเพ่งมองดู ทันใดนั้นหวังเสี่ยวเหมยก็เริ่มกรีดร้องโวยวาย ผิดไปจากปกติอย่างสิ้นเชิง
เธอดิ้นรนขัดขืนสุดแรงเกิด พละกำลังมหาศาลจนน่าตกใจ แม้แต่ไป๋อวิ๋นเฟยยังต้องออกแรงจับไว้ให้มั่น
เซียงอวี้เห็นลูกสาวมีอาการแปลกไปก็ตกใจและเริ่มกังวล “เสี่ยวเฟย เธอจับลูกแรงไปหรือเปล่า? ลูกเจ็บนะ”
ไป๋อวิ๋นเฟยไม่ตอบ แต่กระชับมือจับแขนเสี่ยวเหมยแน่นขึ้น พร้อมถ่ายเทพลังปราณเข้าไปในร่างกายเธอ เสี่ยวเหมยดิ้นพล่านรุนแรงขึ้นจนแทบคลุ้มคลั่ง
ทันใดนั้น ใบหน้าของหวังเสี่ยวเหมยก็เริ่มบิดเบี้ยว เปลี่ยนรูปเป็นสัตว์ประหลาดขนสีขาวเต็มหน้า แววตาดุร้ายน่ากลัว นัยน์ตากลมโตสีเขียวส่องแสงวาบ อ้าปากกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคม พุ่งเข้าใส่ไป๋อวิ๋นเฟย
เซียงอวี้เห็นภาพสยองขวัญนั้นก็ช็อกจนเป็นลมล้มพับไป
ไป๋อวิ๋นเฟยหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมา แปะลงที่หน้าอกของหวังเสี่ยวเหมยอย่างรวดเร็ว ตวาดลั่น “ไอ้เดรัจฉาน! ยังจะกล้ากัดคนอีก!”
ยันต์เปลี่ยนเป็นแสงสีแดงพุ่งเข้าไปในร่างกายของหวังเสี่ยวเหมยทันที
ตอนนี้ใบหน้าของหวังเสี่ยวเหมยดูเหมือนมีภาพซ้อนทับกันสองชั้น ไป๋อวิ๋นเฟยรู้ว่าใกล้สำเร็จแล้ว จึงเร่งถ่ายเทพลังปราณเข้าไป พร้อมแปะยันต์เพิ่มอีกหลายแผ่น
สุดท้ายเขาปักเข็มลงกลางกระหม่อมของหวังเสี่ยวเหมย ไม่นานนัก ร่างวิญญาณของชายแก่หัวล้าน ตัวเล็กหัวโต สูงเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตร ก็ลอยออกมาจากกลางกระหม่อมของเธอ
เมื่อวิญญาณนั้นเห็นไป๋อวิ๋นเฟย ก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องฟ้า ไป๋อวิ๋นเฟยไม่เกรงกลัว ท่องคาถาอย่างต่อเนื่องและขว้าง 'ยันต์เพลิงกาฬ' ใส่ชายแก่หัวโต
วิญญาณร้ายเห็นท่าไม่ดี สู้ไม่ได้ จึงกลายร่างเป็นแสงสีเขียวพุ่งหนีออกทางหน้าต่างไป