- หน้าแรก
- ยอดหมอเทพแห่งหมู่บ้านเร้นลับ
- บทที่ 71 แม่บอกว่าอย่าออกจากบ้านตอนดึกๆ
บทที่ 71 แม่บอกว่าอย่าออกจากบ้านตอนดึกๆ
บทที่ 71 แม่บอกว่าอย่าออกจากบ้านตอนดึกๆ
เวินจื้อเฉียงชี้ไปที่โต๊ะทำงานตัวหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใกล้ทางเดิน “นั่นไง ตรงนั้น”
“เราไปดูกัน” พูดจบ ไป๋อวิ๋นเฟยก็เดินตรงไปยังที่นั่งของเวินจื้อเฉียง เขาสังเกตดูฮวงจุ้ยของตำแหน่งที่นั่ง ดูบนโต๊ะ คีย์บอร์ด และลิ้นชัก จากนั้นก็ก้มตัวลง ดึงถาดคีย์บอร์ดออกมา หยิบคีย์บอร์ดวางบนโต๊ะ พลิกด้านหลัง เปิดฝาช่องใส่ถ่าน พบวัตถุทรงกระบอกสีดำซ่อนอยู่ข้างใน ไป๋อวิ๋นเฟยแกะวัตถุสีดำนั้นออก เผยให้เห็นยันต์สีดำแผ่นหนึ่งต่อหน้าทั้งสองคน
เวินจื้อเฉียงตกใจร้องลั่น “นี่มันอะไรเนี่ย? ดำปี๋เลย รูปที่วาดก็ดูน่ากลัวชะมัด”
ไป๋อวิ๋นเฟยพิจารณายันต์สีดำนั้น บนกระดาษมียันต์วาดรูปดอกท้อสีชมพู แต่มีเถาวัลย์และกิ่งไม้พันรัดดอกท้อนั้นไว้แน่น “นี่คือ 'ยันต์คานทอง' เอาไว้สาปแช่งให้คนต้องอยู่เป็นโสด ยันต์นี้อยู่กับนายทุกวัน ต่อไปนายจะได้อยู่เป็นโสดสมใจ อย่าว่าแต่แฟนหนีเลย ผู้หญิงหน้าไหนก็ไม่อยากเข้าใกล้”
เวินจื้อเฉียงโกรธจัด “ไอ้สารเลว! กล้าเอายันต์อัปมงคลมาทำของใส่ฉัน มิน่าช่วงนี้สาวๆ ในออฟฟิศถึงไม่ค่อยคุยกับฉันเลย ที่แท้ก็เพราะไอ้นี่เอง”
ไป๋อวิ๋นเฟยกล่าวต่อ “ยันต์พวกนี้มักจะมาเป็นคู่ คาดว่าน่าจะมีอีกอันอยู่ที่โต๊ะแฟนนาย ไปดูกัน”
“โต๊ะแฟนฉันอยู่ทางโน้น ไปกันเร็ว” ตอนนี้เวินจื้อเฉียงเชื่อไป๋อวิ๋นเฟยสนิทใจ และมั่นใจว่าเพื่อนช่วยแก้ได้แน่ จึงรีบพาไปที่โต๊ะแฟนสาว
ไป๋อวิ๋นเฟยหาที่คีย์บอร์ดไม่เจอ จึงลองเปิดลิ้นชักดู พบสมุดบันทึกเล่มใหม่เอี่ยมเล่มหนึ่ง เมื่อเปิดออกก็เจอยันต์สีแดงซ่อนอยู่ข้างใน บนยันต์วาดรูปดอกท้อสองดอก มีด้ายสีทองร้อยดอกท้อทั้งสองเข้าด้วยกัน
“ที่โต๊ะแฟนนายมียันต์ 'บุพเพสันนิวาส' วางไว้ ความหมายคือ เขียนชื่อวันเดือนปีเกิดของทั้งสองคนไว้หลังดอกท้อ แล้วทำพิธีลงยันต์ ทั้งคู่ก็จะค่อยๆ ใกล้ชิดกัน จนได้ครองคู่กันในที่สุด” ไป๋อวิ๋นเฟยอธิบาย
เวินจื้อเฉียงหยิบยันต์บุพเพสันนิวาสขึ้นมา แกะดอกท้อออกดู ด้านหลังมีชื่อและวันเดือนปีเกิดของแฟนสาวกับเพื่อนร่วมงานใหม่เขียนไว้อย่างที่คาด เขาพูดด้วยความแค้นเคือง “ไม่นึกเลยว่าจะเป็นฝีมือไอ้หมอนั่นจริงๆ นึกว่าเป็นแค่เพื่อนร่วมงานธรรมดา ที่แท้ก็แอบแทงข้างหลังจะแย่งแฟนชาวบ้าน”
“ไอ้ชั่วเอ๊ย!” เวินจื้อเฉียงเตะเก้าอี้ระบายอารมณ์ “ฉันไม่ปล่อยมันไว้แน่! ต่อหน้ายิ้มแย้ม ช่วยงานฉันดีนัก ลับหลังกลับทำแบบนี้กับฉันได้”
“เพื่อนร่วมงานนายเป็นใครมาจากไหน?” ไป๋อวิ๋นเฟยถาม
เวินจื้อเฉียงตอบ “มันเหรอ ได้ยินว่าเป็นญาติกับเจ้านาย”
ไป๋อวิ๋นเฟยฟังจบก็ถามต่อ “ญาติเจ้านายเหรอ? แล้วนายจะทำยังไง? จะไปอัดมันให้น่วมเหรอ?”
“เอาให้ตายไปเลย แม่มันเอ๊ย! อย่างมากก็แค่ลาออก” เวินจื้อเฉียงพูดด้วยความโมโหสุดขีด
ไป๋อวิ๋นเฟยตบไหล่เพื่อนเบาๆ แล้วยิ้ม “ใจเย็นๆ ไม่ต้องใช้ความรุนแรงขนาดนั้น ฉันมีวิธีแก้เคล็ดแบบเงียบๆ รับรองว่ามันไม่มีทางรู้หรอกว่าเป็นฝีมือนาย”
เวินจื้อเฉียงมองไป๋อวิ๋นเฟยราวกับเป็นพระมาโปรด “เสี่ยวเฟย นายต้องช่วยฉันนะ ความสุขทั้งชีวิตฉันฝากไว้ที่นายแล้ว”
วงการออกแบบช่วงนี้ซบเซา การหางานใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งคู่มาจากครอบครัวธรรมดา ฐานะทางบ้านไม่ได้ร่ำรวย ตอนไปพบพ่อแม่แฟน แม่ยายก็ไม่ค่อยปลื้มที่เวินจื้อเฉียงจน ขืนตกงานตอนนี้ อย่าว่าแต่โดนแย่งแฟนเลย แฟนคงทิ้งไปเองแน่ๆ
“เสี่ยวเฉียง วางใจเถอะ ฉันไม่ปล่อยให้นายขึ้นคานหรอก” ไป๋อวิ๋นเฟยรับปาก
ไป๋อวิ๋นเฟยวางยันต์บุพเพสันนิวาสลงบนโต๊ะ หยิบพู่กันลงยันต์สีดำออกมา วาดเครื่องหมายกากบาททับลงไปบนยันต์หลายที จากนั้นหยิบยันต์ขึ้นมาส่ายไปทางหน้าต่าง ปากท่องคาถาขมุบขมิบ แล้วหย่อนยันต์ลงในแก้วน้ำ ไม่นานกระดาษยันต์ก็ละลายหายไป มีเพียงควันสีแดงจางๆ ลอยขึ้นจากปากแก้วแล้วสลายไปในอากาศ
เวินจื้อเฉียงชะโงกหน้าดูในแก้ว ร้องอุทาน “เสี่ยวเฟย หายไปหมดแล้ว? มหัศจรรย์จริง!”
“ฮ่าๆ ฉันทำลายอาคมยันต์บุพเพสันนิวาสที่มันทำใส่แฟนนายเรียบร้อยแล้ว แถมยังใช้คาถาฮวงจุ้ยกลับผลของมันด้วย พรุ่งนี้นายไปทำงานรอดูผลได้เลย” ไป๋อวิ๋นเฟยหัวเราะ
“โอ้โห! สุดยอด!” เวินจื้อเฉียงปรบมือชอบใจ
“มา เดี๋ยวฉันทำของดีให้อีกอย่าง” ไป๋อวิ๋นเฟยหยิบยันต์คานทองแผ่นสีดำนั้นออกมา
เขาเทน้ำยาสีแดงลงในแก้วใบใหม่ แล้วใส่ยันต์ดำลงไป สักพักยันต์สีดำก็เปลี่ยนเป็นสีแดง เมื่อน้ำยาในแก้วระเหยแห้งไปหมด เขาจึงหยิบยันต์ที่กลายเป็นสีแดงส่งให้เวินจื้อเฉียง “เก็บอันนี้ไว้ให้ดี”
“ทำไมมันเปลี่ยนเป็นสีแดงได้ล่ะ?” เวินจื้อเฉียงจำได้แม่นว่าเมื่อกี้มันดำปี๋
“เพราะฉันปรับแก้เคล็ดนิดหน่อย ทำให้นายไม่มีวันขึ้นคานไปตลอดชีวิต แถมจะมีเสน่ห์ดึงดูดสาวๆ มากขึ้นด้วย แฟนนายก็จะกลับมาหา และจะดีกับนายมากๆ ด้วย” ไป๋อวิ๋นเฟยยิ้มบอก
“ศักดิ์สิทธิ์ขนาดนั้นเลย? งั้นต้องเก็บให้ดีๆ แล้ว” เวินจื้อเฉียงรีบเก็บยันต์ใส่กระเป๋าสตางค์อย่างทะนุถนอม
“เอาล่ะ เสร็จธุระแล้ว รีบไปกันเถอะ” ไป๋อวิ๋นเฟยเร่ง
“ใช่ๆ รีบไป” เวินจื้อเฉียงปิดล็อกประตูให้เรียบร้อย ทั้งสองรีบออกจากบริษัทออกแบบภูมิทัศน์จีจุ่น
เมื่อออกมาถึงถนนใหญ่ เวินจื้อเฉียงยังคงจ้องมองไป๋อวิ๋นเฟยด้วยสายตาเทิดทูนบูชา
“มองอะไร? หน้าฉันมีอะไรติดเหรอ?” ไป๋อวิ๋นเฟยลูบหน้าตัวเอง
“นายนี่มันสุดยอดจริงๆ ถ้าไม่ได้นาย ฉันคงต้องโสดไปตลอดชีวิต ขอบใจมากนะเสี่ยวเฟย” เวินจื้อเฉียงพูดด้วยความซาบซึ้ง
“พูดอะไรแบบนั้น เราเพื่อนซี้กันนะเว้ย” ไป๋อวิ๋นเฟยกอดคอเพื่อน
“ใช่ เพื่อนซี้ เพื่อนตายตลอดไป” เวินจื้อเฉียงยิ้มกว้าง
“ดึกแล้ว รีบกลับบ้านเถอะ มีอะไรก็โทรมานะ” ไป๋อวิ๋นเฟยบอก
“ไม่มีอะไรก็โทรหาไม่ได้เหรอ?” เวินจื้อเฉียงชกไหล่เพื่อนเบาๆ
“ได้อยู่แล้ว!” ไป๋อวิ๋นเฟยโบกมือลา แล้วกระโดดขึ้นรถ
ตอนนี้สี่ทุ่มแล้ว ไป๋อวิ๋นเฟยไม่อยากรบกวนที่โรงแรมเฟยเอ๋อร์เล่อ และยังไม่รู้สึกง่วง จึงขับรถตระเวนดูรอบๆ เมือง เผื่อเจอโรงแรมราคาถูกไว้นอนพักสักคืน แม้ตอนนี้จะเป็นถึงเถ้าแก่แล้ว แต่นิสัยประหยัดมัธยัสถ์ยังคงฝังลึก
ขับรถบรรทุกคันเก่าลัดเลาะไปตามถนน ชมแสงสียามค่ำคืนของเมือง ไป๋อวิ๋นเฟยรู้สึกผ่อนคลาย วิวทิวทัศน์ในเมืองกับชนบทต่างก็มีความงามคนละแบบ ทันใดนั้น หูของเขาก็แว่วเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
“ปล่อยฉันนะ! ช่วยด้วย!”
นับตั้งแต่ฝึกวิชา 'เซิงหยาง' (พลังสุริยัน) ประสาทสัมผัสของไป๋อวิ๋นเฟยก็เฉียบคมขึ้นมาก เสียงร้องนั้นดังมาจากรถเก๋งสีดำคันหนึ่งที่เพิ่งขับแซงรถเขาไป
“มิน่าล่ะ แม่ถึงบอกว่าอย่าออกจากบ้านตอนดึกๆ” ไป๋อวิ๋นเฟยบ่นพึมพำ เปิดเนตรทิพย์ส่องเข้าไปในรถคันนั้น เห็นอันธพาลหลายคนกำลังกดหัวใครคนหนึ่งที่ถูกคลุมด้วยถุงดำ คนคนนั้นพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่สู้แรงไม่ไหว และเป็นเจ้าของเสียงร้องขอความช่วยเหลือนั่นเอง