- หน้าแรก
- ยอดหมอเทพแห่งหมู่บ้านเร้นลับ
- บทที่ 41 คนเดียวระวังตัวด้วยนะ
บทที่ 41 คนเดียวระวังตัวด้วยนะ
บทที่ 41 คนเดียวระวังตัวด้วยนะ
ชิวจวี๋มองไปยังทิศทางที่ไป๋อวิ๋นเฟยชี้ หากเป็นเวลาปกติ หญิงสาวผู้ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมอย่างเธอคงไม่มีทางยอมแน่ แต่ทว่า... สามีของเธอจากโลกนี้ไปนานแล้ว ร่างกายที่ไม่ได้รับการเติมเต็มมาเนิ่นนานเมื่อมาเจอบรรยากาศกลางป่าเขาแบบนี้ ก็ทำให้เธอเกิดความรู้สึกวาบหวามและคาดหวังขึ้นมาอย่างประหลาด เธอจึงพยักหน้าตอบรับด้วยความเขินอาย
ทั้งสองเดินลึกเข้าไปในป่าละเมาะ จนพบต้นไม้เตี้ยๆ ต้นหนึ่งที่ลำต้นเอนเอียงพอดี
ไป๋อวิ๋นเฟยประคองชิวจวี๋ให้พิงกับต้นไม้ต้นนั้น แล้วโน้มตัวลงทาบทับ ไม่นานนัก ต้นไม้ต้นน้อยก็เริ่มสั่นไหวตามจังหวะรัก ใบไม้ร่วงกราวลงมา ราวกับป่าทั้งป่ากำลังเต้นรำไปพร้อมกับพวกเขา
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ไป๋อวิ๋นเฟยเดินออกมาดูลาดเลา เมื่อเห็นว่าปลอดคน ชิวจวี๋จึงเดินตามออกมา ทั้งคู่กลับขึ้นรถ แล้วไป๋อวิ๋นเฟยก็ขับรถมุ่งหน้ากลับหมู่บ้าน
เมื่อใกล้ถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ชิวจวี๋ขอลงเดิน
“เสี่ยวเฟย พี่ขอลงตรงนี้นะ” ชิวจวี๋พูดเสียงเบา
“ครับ ระวังตัวด้วยนะครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยเข้าใจดีว่าเพิ่งผ่านเหตุการณ์วาบหวามมา เธอคงยังเขินอายอยู่ และกลัวว่าคนในหมู่บ้านจะเห็นจนเกิดข่าวลือเสียหาย เขาจึงจอดรถให้เธอลง
ไป๋อวิ๋นเฟยรอจนเธอก้าวเดินไปได้ระยะหนึ่ง จึงค่อยสตาร์ทรถขับกลับบ้าน
ชิวจวี๋เดินมาถึงริมแม่น้ำตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน นั่งยองๆ ลงล้างมือ พลางบ่นพึมพำ “เสี่ยวเฟยคนบ้า ทำเอาปากพี่เมื่อยไปหมดเลย” พูดจบเธอก็วักน้ำขึ้นมาบ้วนปาก
“อ้าว ชิวจวี๋ หิวน้ำเหรอ?” ชาวบ้านคนหนึ่งเดินถือตะกร้าผ้าผ่านมาพอดี
“อุ๊ย! ป้าเองเหรอคะ... อ๋อ... เปล่าค่ะ พอดีมือเปื้อนเลยมาล้างมือน่ะค่ะ” ชิวจวี๋รีบแก้ตัว ลุกขึ้นบอกลาแล้วรีบเดินหนีไป
ไป๋อวิ๋นเฟยขับรถมาถึงหน้าบ้าน จอดรถแล้วเดินไปอุ้มลูกหมาสองครอกลงจากท้ายรถ พวกมันหิวโซจนร้องระงม
“ตายจริง! เจ้าตัวเล็กพวกนี้คงหิวแย่แล้ว เดี๋ยวแม่ไปเอาน้ำข้าวมาป้อนให้นะ” หลี่ชิ่วหลานได้ยินเสียงลูกหมาก็รีบวิ่งออกมาอุ้มไปครอกหนึ่ง
“แม่ครับ อย่าเพิ่งให้น้ำข้าว ผมซื้อนมผงมาด้วย” ไป๋อวิ๋นเฟยหยิบกระป๋องนมผงออกมาจากท้ายรถ
“หมาแค่กินน้ำข้าวก็พอแล้ว จะซื้อนมผงมาทำไมให้เปลืองเงิน” หลี่ชิ่วหลานบ่นตามประสาคนมัธยัสถ์
“แม่ครับ หมาพวกนี้ต้องเอาไว้เฝ้าฟาร์ม ต้องเลี้ยงให้ร่างกายแข็งแรง ลูกหมาลำไส้ยังไม่ดี กินนมผงจะช่วยให้โตไวและแข็งแรงกว่าครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยอธิบายอย่างใจเย็น
“เอ้าๆ แม่ไม่รู้เรื่องหรอก พ่อคนมีตังค์ อยากให้กินนมผงก็ตามใจ เดี๋ยวแม่ไปชงให้” หลี่ชิ่วหลานยอมแพ้ เดินถือกระป๋องนมผงเข้าบ้านไป
ไป๋อวิ๋นเฟยแอบหยดน้ำทิพย์ลงไปในขวดนมหนึ่งหยด หลังจากป้อนนมลูกหมาทั้ง 13 ตัวจนอิ่มหนำ ครอบครัวไป๋ก็นั่งล้อมวงทานมื้อเย็น
กินข้าวไป ไป๋อวิ๋นเฟยก็นึกถึงสัมผัสอันนุ่มนวลของชิวจวี๋ขึ้นมา คืนนี้เขาจึงตั้งใจจะไปนอนเฝ้าที่ฟาร์มอีก
“คืนนี้จะกลับมานอนบ้านไหม? แม่จะได้ลงกลอนประตู” ประตูบ้านในชนบทส่วนใหญ่เป็นประตูไม้ลงกลอนจากด้านใน ถ้าล็อกแล้วคนข้างนอกจะเข้าไม่ได้ถ้าไม่มีคนมาเปิด
“แม่ครับ คืนนี้ผมไม่กลับนะ ต้องไปเฝ้าฟาร์ม” ไป๋อวิ๋นเฟยตอบ
“นั่นสินะ... ต้าจ้วง แกกับลูกสลับกันไปเฝ้าดีไหม ให้ลูกเฝ้าคนเดียวเหนื่อยแย่” หลี่ชิ่วหลานหันไปหารือสามีด้วยความเป็นห่วงลูก
“แม่ครับ ไม่ต้องหรอก แขนพ่อเพิ่งหายดี ให้แกพักผ่อนเยอะๆ เถอะ ขืนเป็นอะไรไปอีกจะแย่” ไป๋อวิ๋นเฟยรีบหาข้ออ้าง
“ก็ได้จ้ะ งั้นลูกอยู่คนเดียวระวังตัวด้วยนะ” หลี่ชิ่วหลานกำชับไล่หลัง
“ครับแม่” ไป๋อวิ๋นเฟยรับคำแล้วรีบวิ่งแจ้นไปที่บ้านพักริมฟาร์ม
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ความมืดเริ่มโรยตัวปกคลุม
เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ย่องเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เหลียวซ้ายแลขวาด้วยความระมัดระวัง
ไป๋อวิ๋นเฟยเห็นชิวจวี๋เดินมาแต่ไกล นึกสนุกอยากแกล้ง จึงย่องไปข้างหลัง แล้วรวบเอวเธอไว้แน่น มือหนาทาบทับลงบนยอดเขาคู่งาม
“ว้าย!” ชิวจวี๋กรีดร้องด้วยความตกใจ
“พี่ชิวจวี๋ อย่าร้องครับ ผมเอง” ไป๋อวิ๋นเฟยรีบเอามือปิดปากเธอ กลัวคนแถวนั้นจะได้ยิน
“โธ่... เสี่ยวเฟยเองเหรอ ตกใจหมดเลย!” ชิวจวี๋ใจหายใจคว่ำ ยกมือทาบอกที่ยังกระเพื่อมแรง
“ฮ่าๆๆ ใครใช้ให้ขวัญอ่อนล่ะ ผมเพิ่งจับปลากะพงมาได้ตัวนึง เดี๋ยวเราทำมื้อเย็นกินกันนะ” ไป๋อวิ๋นเฟยชูปลากะพงให้ดู แล้วเดินไปจัดการขอดเกล็ดปลาที่ริมแม่น้ำ
“งั้นเธอไปเดินตรวจฟาร์มเถอะ เดี๋ยวพี่ทำกับข้าวให้ แป๊บเดียวก็เสร็จ” ชิวจวี๋มองไป๋อวิ๋นเฟยด้วยความสุขใจ รู้สึกเหมือนได้ใช้ชีวิตคู่สามีภรรยากับเขา
ไม่นานอาหารก็เสร็จเรียบร้อย ทันทีที่ไป๋อวิ๋นเฟยเดินเข้าประตูมา ชิวจวี๋ก็จัดเตรียมถ้วยชามรอไว้แล้ว ทั้งสองนั่งทานข้าวด้วยกันอย่างมีความสุข
“โห ปลาอร่อยมาก! พี่ไม่เคยกินปลาที่ไหนอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย” ชิวจวี๋ลูบท้องที่เริ่มตึงด้วยความอิ่มเอม
“ไปเดินย่อยอาหารกันเถอะครับ”
หลังจากช่วยกันล้างจานเสร็จ ทั้งคู่ก็พากันออกมาเดินเล่นรับลม
สองหนุ่มสาวเดินเคียงคู่กันไปตามคันนา รอบกายมืดสนิท มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรขับขาน หิ่งห้อยเริ่มบินว่อน แสงจันทร์สาดส่องลงมาจากยอดไม้ สายลมพัดเอากลิ่นหอมของดอกไม้ยามค่ำคืนลอยมาแตะจมูก
“อุ๊ย!” ชิวจวี๋สะดุดก้อนหินริมทาง เกือบจะล้มหน้าคะมำ
“ระวังครับพี่!” ไป๋อวิ๋นเฟยคว้าตัวเธอไว้ได้ทัน
สายตาสองคู่สบประสาน หัวใจเต้นรัวแรง อุณหภูมิรอบกายดูเหมือนจะพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน ทั้งสองโผเข้ากอดกันด้วยความโหยหา เสื้อผ้าอาภรณ์หลุดร่วงลงพื้นราวกับใบไม้ร่วง โขดหินเรียบใหญ่ริมแม่น้ำกลายเป็นเตียงวิวาห์ธรรมชาติที่รองรับร่างของทั้งสอง
“เสี่ยวเฟย... ครั้งนี้พี่ขอนะ” ชิวจวี๋ใบหน้าแดงซ่าน แววตาฉ่ำปรือเปี่ยมด้วยราคะ
“ได้ครับ” ไป๋อวิ๋นเฟยตามใจเธอ แล้วเอนกายลงนอน...
ไม่นานเสียงครวญครางแห่งความสุขก็ดังระงม จนดวงจันทร์ยังต้องหลบเข้ากลีบเมฆด้วยความขัดเขิน
...
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบสงบ
“เสี่ยวเฟย พี่ต้องกลับแล้วนะ” ชิวจวี๋ลุกจากอ้อมกอดของไป๋อวิ๋นเฟยอย่างอาลัยอาวรณ์
“เดี๋ยวผมไปส่ง”
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวคนเห็นจะไม่ดี พี่กลับเองได้จ้ะ” ชิวจวี๋ยิ้มหวาน แล้วรีบวิ่งหายไปในความมืด
ไป๋อวิ๋นเฟยมองตามหลังเธอจนลับสายตา ก่อนจะเดินตรวจตราฟาร์มอีกรอบ เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติ เขาจึงตั้งใจจะฝึกวิชา แต่กลับพบว่าลมปราณในจุดตันเถียนเต็มเปี่ยมจนไม่สามารถรับเพิ่มได้อีก
ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้ต้องไปช่วยไล่ผีให้เหยาอวี้หวน เขาไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน มีเพียงตำราเรื่องภูตผีปีศาจที่นักพรตเฒ่าทิ้งไว้ให้เท่านั้น
เขาจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ต พบแต่วิธีแก้เคล็ดสารพัดอย่าง ทั้งเครื่องรางของขลัง ยันต์ กระบี่ไม้ท้อ เลือดไก่ เลือดหมาดำ ชาดจอแส
กระบี่ไม้ท้อน่าจะหาได้ง่ายที่สุด ไป๋อวิ๋นเฟยจึงเดินไปตัดกิ่งต้นท้อริมไร่มาเหลาเป็นรูปทรงกระบี่อย่างง่ายๆ
เมื่อได้กระบี่ไม้ท้อแล้ว เขาก็เข้านอนแต่หัวค่ำ
รุ่งเช้าพระอาทิตย์สาดแสง ชาวบ้านมารวมตัวกันทำงานที่ฟาร์มแต่เช้าตรู่
ตอนนี้งานในฟาร์มเริ่มเข้าที่เข้าทาง จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องใช้คนงานเยอะขนาดนี้ แต่ไป๋อวิ๋นเฟยยังคงจ้างทุกคนไว้เหมือนเดิม หนึ่งเพราะเขามีเงินพอที่จะเลี้ยงดูทุกคนและต้องการสะสมน้ำทิพย์ สองเพื่อตัดกำลังโรงงานผักดองของผู้ใหญ่บ้านหวังเฉวียนผิง ให้เจ๊งไปข้างหนึ่ง
เดือนหน้าจะมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ ถึงตอนนั้นเขาจะโค่นหวังเฉวียนผิงลงจากตำแหน่งอย่างเปิดเผย
ชิวจวี๋ถือกล่องใบหนึ่งเดินเข้ามาหาไป๋อวิ๋นเฟยในห้องทำงาน
ไป๋อวิ๋นเฟยเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร พอเห็นหน้าชิวจวี๋เขาก็ต้องตะลึง
วันนี้ชิวจวี๋ดูมีน้ำมีนวลผิดหูผิดตา ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ราวกับผ้าเก่าหมองที่ถูกซักจนขาวสะอาด
“หรือว่าเป็นเพราะมีความสัมพันธ์กับผม ร่างกายของเธอเลยได้รับการชำระล้างไปด้วย?” ไป๋อวิ๋นเฟยคิดในใจ