- หน้าแรก
- ทะลุมิติแดนเซียน บำเพ็ญเพียรสองโลก
- บทที่ 29 แผนการ
บทที่ 29 แผนการ
บทที่ 29 แผนการ
บทที่ 29 แผนการ
เมืองเฮยสือ
ณ บริเวณรอยต่อระหว่างเมืองชั้นในและเมืองชั้นนอก
ฟางซีสาวเท้าเดินอยู่กลางถนน ราวกับเป็นตัวล่อสัตว์ประหลาดชั้นดี
ตึง ตึง!
เหล่าสัตว์ประหลาดที่อยู่ใกล้เคียงราวกับได้เห็นอาหารอันโอชะ พากันกรูเข้ามาหาเขาอย่างบ้าคลั่ง
“ตาย!”
ฟางซีซัดฝ่ามือออกไปอย่างไม่ใส่ใจ
ปัง!
คนต้องสาปที่ถูกโจมตี กระดูกสันหลังโค้งงอเป็นรูป ‘คันธนู’ อันน่าสยดสยอง แทบจะถูกซัดจนขาดเป็นสองท่อน กระเด็นลอยออกไปโดยตรง ล้มลงบนพื้นแน่นิ่งไม่ไหวติง
ต้องทราบว่า คนต้องสาปประเภทนี้นับเป็นตัวตนที่แม้แต่ศิษย์ยุทธ์ระดับปราณโลหิตขั้นสามยังยากที่จะรับมือ ร่างกายของมันแข็งแกร่งสุดยอด
ทว่ายามนี้ ในเงื้อมมือของฟางซีกลับเปราะบางราวกับท่อนไม้!
ฉัวะ!
เขาคว้าแขนของคนต้องสาปตนหนึ่งไว้ ฉีกออกเบาๆ แขนของอีกฝ่ายก็ขาดสะบั้นออกจากต้นแขน โลหิตสาดกระเซ็น
“ความรู้สึกคล้ายกับการฉีกไก่ขอทานด้วยมืออยู่บ้าง...”
ฟางซีขมวดคิ้ว หลบเลี่ยงคราบเลือด
แม้เขาจะไม่กลัวพิษจากพลังอาคมของมารอสูร แต่ก็รู้สึกว่ามันสกปรกอยู่บ้าง
“คนต้องสาปในมือข้ายังเป็นถึงเพียงนี้ คนธรรมดามิใช่ว่าจะเปราะบางราวกับกระดาษหรอกหรือ?”
เขาตวัดขาขวาออกไป เตะคนต้องสาปที่อยู่รอบๆ จนลอยกระเด็น
ในลมหานใจถัดมา เห็นคนไม้ตนหนึ่งพุ่งเข้าหา ใต้ผิวหนังของมันราวกับมีแมลงนับไม่ถ้วนกำลังเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก
ฟุ่บๆ!
ในขณะที่มันพุ่งมาถึงเบื้องหน้าฟางซี ผิวหนังของคนไม้ตนนี้ก็ปริแตกออกจากกัน จากมัดกล้ามเนื้อและทวารทั้งเจ็ดปรากฏรากไม้จำนวนนับไม่ถ้วนงอกออกมา ฟาดฟันเข้าใส่ฟางซี!
ท่ามกลางเงาแส้นับพัน ยังมีรากไม้สองสามเส้นที่ร้ายกาจอย่างยิ่ง พยายามจะชอนไชเข้าไปในร่างกายของฟางซี
เป๊งๆ!
พลันบังเกิดเสียงโลหะกระทบกัน!
รากไม้ที่แข็งแกร่งราวกับเพชรเหล่านี้ เมื่อแทงลงบนผิวหนังของฟางซี กลับทำได้เพียงทิ้งรอยจุดสีขาวไว้เท่านั้น แล้วจึงสลายไปอย่างรวดเร็ว
“พลังป้องกันของวิชาเกราะเหล็ก นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว!”
ฟางซีใช้มือเป็นสันมีด ตัดเถาวัลย์สองสามเส้นที่พันรอบตัวเขาออก
จากนั้น ยันต์แผ่นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือ
“อัคคี!”
เปลวเพลิงวิญญาณกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้น ตกลงบนร่างของคนไม้
คนไม้กรีดร้องอย่างโหยหวน กลายเป็นเถ้าถ่านไปในพริบตา
“วิชาอาคมของผู้บำเพ็ญเพียรเมื่อใช้กับบ่าวมาร พลังทำลายล้างยังนับได้ว่าไม่เลว!”
ฟางซีพยักหน้า แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไป
ภายใต้การช่วยเหลือของวิชาเนตรสวรรค์โสตปฐพี สายตาและหูของเขาได้รับการเสริมความแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก
ยามนี้สามารถรับรู้ได้ว่า บริเวณใกล้เคียงกำลังมีคนไม้หลายตนล้อมเข้ามา!
“การสิ้นเปลืองยันต์เป็นเรื่องน่าละอาย”
เขาได้ทดสอบพลังฝีมือของตนเองเสร็จสิ้นแล้ว กำลังจะจากไป ทันใดนั้นหางตาก็เหลือบไปเห็น ในกองเถ้าถ่านของคนไม้ กลับพบเมล็ดพันธุ์สีเทาหม่นเมล็ดหนึ่ง
“สามารถรอดชีวิตอยู่ได้ แม้ถูกเผาไหม้ด้วยเพลิงวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรหรือ?”
ฟางซีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ผนึกเมล็ดพันธุ์ไว้ในขวดหยก แล้วร่ายอาคมผนึกทับลงไปอีกหลายชั้น
เมื่อนั้น เขาจึงค่อยใช้เพลงเตะอสรพิษแดงจากไปอย่างไม่รีบร้อน ทิ้งให้คนไม้สองสามตนคำรามและไล่ตามอย่างเปล่าประโยชน์...
“ฟู่ ฟู่!”
หลังจากสลัดคนไม้หลุดแล้ว ฟางซีมองไปยังต้นไม้มารอสูรต้นนั้น สีหน้าค่อยๆ เคร่งขรึมลง “บ่าวมารของมารอสูรตนนี้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำพลังปราณยังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เกรงว่าคงใกล้จะเลื่อนระดับแล้วสินะ? อือ ข้าคงต้องออกจากที่นี่ก่อนที่มันจะเลื่อนระดับ!”
แต่การจะจากไปได้นั้น จำเป็นต้องมียันต์ทะลวงอาคมหนึ่งแผ่น ครั้งนี้ฟางซีได้ไปสืบข่าวในตลาดมาเป็นพิเศษ มีมูลค่าราวสามสิบห้าก้อนหินวิญญาณ!
นอกจากนี้ เขายังติดหนี้สหายเต๋าอีกห้าก้อนหินวิญญาณ ซึ่งเป็นหนี้ที่ดอกเบี้ยพอกพูนอย่างรวดเร็ว!
“เดิมทีคิดว่าจะขัดเกลาวิทยายุทธ์อีกสักหน่อย...”
“ดูจากตอนนี้แล้ว คงต้องรีบไปรวบรวมวิทยายุทธ์พลังแก่นแท้ ทะลวงสู่ขอบเขตบ่มเพาะกายเนื้อระดับสอง แล้วเริ่มการค้าขายระหว่างสองโลกเสียที...”
...
ประตูเมืองทิศตะวันออก
ที่ตั้งของสำนักยุทธ์เมฆขาว
“ศิษย์พี่ใหญ่กลับมาแล้ว!”
หลิวเทาเทาเห็นฟางซี ดวงตาพลันเป็นประกาย รีบเดินเข้ามาคารวะ
“อืม!”
ฟางซีโยนถุงข้าวสารถุงหนึ่งไปให้ตามสบาย พลันดึงดูดสายตาของทุกคน
ในยามที่เสบียงขาดแคลนลงทุกขณะเช่นนี้ ทุกครั้งที่เขาออกไปล้วนกลับมาพร้อมของเต็มไม้เต็มมือ แทบจะเลี้ยงดูคนในสำนักยุทธ์ได้กว่าครึ่ง
อันที่จริง หากมู่ชางหลงทราบว่าครั้งนี้ฟางซียังได้มอบข้าวสารเกือบหนึ่งพันจินให้แก่เจ้าอ้วนแซ่หานอีกด้วย คงจะต้องประหลาดใจยิ่งกว่านี้เป็นแน่
“ศิษย์พี่ใหญ่!”
ถังเสวียนและคนอื่นๆ รีบรับถุงข้าวสารไป น้ำหนักที่ถ่วงมือนั้นทำให้ใบหน้าของทุกคนเปี่ยมไปด้วยความยินดี
ฟางซีสาดสายตามองไปรอบๆ กลับพบห่าวหลานอยู่ด้วย
เด็กหนุ่มผู้โชคร้ายคนนี้ บิดาซึ่งเป็นเจ้าสำนักยุทธ์ได้เสียชีวิตในวันแห่งภัยพิบัติมาร ส่วนสำนักยุทธ์ผาหินที่สังกัดอยู่ก็ถูกทำลายล้าง หลังจากได้กินข้าวฟรีที่สำนักยุทธ์เมฆขาวอยู่ช่วงหนึ่ง ก็ได้หน้าด้านขอเข้าเป็นศิษย์ของมู่ชางหลง กลายเป็นศิษย์น้องของฟางซีไป
ส่วนถังเสวียนนั้น ช่วงนี้กลับดูเบิกบานใจยิ่งนัก ใบหน้าแดงระเรื่อ เห็นได้ชัดว่าใช้ชีวิตอยู่กับแม่นางน้อยไป๋อย่างสุขสบาย
หลังจากทักทายกับไป่เหอ มู่เพียวเหมี่ยว และคนอื่นๆ ทีละคนแล้ว ฟางซีก็มาถึงลานฝึกที่เล็กลงไปมาก แล้วเริ่มฝึกยุทธ์
บนลานฝึก ยังมีเป้าฝึกที่ย้ายมาจากสำนักยุทธ์เมฆขาวอยู่บ้าง
หนึ่งในนั้นดูเทอะทะที่สุด กลับทำมาจากเหล็ก ด้านนอกยังพันด้วยเชือกป่านอีกชั้นหนึ่ง นี่เป็นเสาไม้สำหรับฝึกซ้อมส่วนตัวของมู่ชางหลงมาโดยตลอด
ทว่ายามนี้ ย่อมถูกฟางซีนำมาใช้อย่างไม่เกรงใจ
ปัง ปัง ปัง!
หมัดและฝ่ามือของเขาซัดลงบนเสาเหล็ก เกิดเสียงที่ชวนให้เสียวฟัน
ห่าวหลานมองดูภาพนี้ พลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ รู้สึกว่าก่อนหน้านี้ที่ตนเองกล้าท้าประลองกับศิษย์พี่ใหญ่นั้น นับว่าไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำโดยแท้ โชคดีที่ดวงยังดีอยู่...
“เดี๋ยวก่อนนะ นี่มัน...”
เขามองอยู่ครู่หนึ่ง พลันอ้าปากค้าง
เห็นเพียงภายใต้การโจมตีของฟางซี เชือกป่านที่พันรอบเสาเหล็กแต่เดิมได้ขาดสะบั้นออก เผยให้เห็นตัวเสาเหล็กสีดำทมิฬ
และในยามนี้ บนเสาเหล็ก กลับปรากฏรอยหมัดและรอยฝ่ามือขึ้นทีละรอยอย่างชัดเจน!
“ยังไม่พอ ยังไม่พอ!”
ทันใดนั้น ฟางซีก็ตะโกนก้อง มือข้างหนึ่งทำเป็นสันมีด
ฉัวะ!
ฝ่ามือของเขาราวกับศาสตราวุธเทวะอันใด สันมือฟาดฟันออกไป กระทบลงบนเสาเหล็ก กลับสามารถฟันเสาเหล็กที่หนาเท่าต้นขาของผู้ใหญ่จนขาดกระเด็นไปท่อนหนึ่งได้โดยตรง
ตึง!
เสาเหล็กขนาดใหญ่กระแทกเข้ากับกำแพง ทำให้กำแพงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ฝุ่นผงร่วงหล่นลงมามากมาย
ภาพนี้ถูกผู้คนจำนวนมากเห็นเข้า ต่างพากันอ้าปากค้าง
“ฟางซี...”
มู่ชางหลงมาถึงขอบลานฝึกตั้งแต่เมื่อใดมิทราบได้ เขามองดูเสาเหล็กที่หักโค่นด้วยสีหน้าตื่นเต้น “หรือว่า... เจ้าได้ทลายขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ กลายเป็นครูฝึกยุทธ์พลังแก่นแท้แล้ว?”
“ยังขาดอีกนิดหน่อย!”
ฟางซีเก็บสันมือกลับคืน สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
ด้วยความช่วยเหลือของโอสถปราณโลหิต การทลายขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ ก่อกำเนิดพลังแก่นแท้ ดูเหมือนจะไม่ไกลเกินเอื้อม
ด้วยขอบเขตพลังต้นกำเนิดหลอมไขกระดูกของเขาในปัจจุบัน เกรงว่าอีกเพียงไม่กี่เดือน อย่างมากที่สุดหนึ่งปี ย่อมสามารถก่อกำเนิดพลังแก่นแท้ ทลายอาถรรพ์ที่วิทยายุทธ์ชั้นสามของต้าเหลียงมิอาจก้าวหน้าต่อไปได้!
น่าเสียดายที่ความเร็วนี้ยังคงช้าเกินไปอยู่บ้าง
‘ดังนั้น... ข้ายังต้องการวิทยายุทธ์พลังแก่นแท้อีกหนึ่งแขนง’
แววตาของฟางซีเป็นประกายขึ้นมา มองไปยังมู่ชางหลง “ท่านอาจารย์ ช่วงนี้เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือไม่?”
“เรื่องอื่นยังพอไหว ข้าจัดการได้”
มู่ชางหลงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคงกล่าวออกมา “เพียงแต่ว่าช่วงนี้ คนของภูเขาหยวนเหอจากประตูเมืองทิศใต้ส่งคนมาแจ้งข่าว ขอให้พวกเราเชื่อฟังคำสั่ง บอกว่าผู้บัญชาการรักษาการณ์ของพวกเขา อาจจะมีหนทางออกไปได้...”
“หนทางออกไปหรือ?”
ฟางซีพลันรู้สึกสนใจขึ้นมา “รายละเอียดเป็นอย่างไร?”
“รายละเอียดเป็นเช่นไรนั้นไม่ทราบ แต่ภูเขาหยวนเหอขอให้พวกเราเชื่อฟังคำสั่ง รวมทั้งส่งมอบเสบียงอาหาร... เช่นนี้ก็จะมอบตำแหน่งออกไปให้พวกเราสองสามที่” สีหน้าของมู่ชางหลงดูสับสนอย่างยิ่ง
เห็นได้ชัดว่า เขาคิดว่าความเป็นไปได้ของเรื่องนี้มีไม่มากนัก แต่ก็ไม่อยากที่จะยอมแพ้
คนที่กำลังจะจมน้ำ ย่อมไม่ยอมปล่อยแม้กระทั่งความหวังเพียงน้อยนิดดั่งฟางเส้นเดียว
“เรื่องนี้ สำนักยุทธ์ของเราจะยังไม่เข้าร่วม รอดูสถานการณ์ไปอีกสักพักก่อนค่อยว่ากัน”
ฟางซีตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
และภายในสำนักยุทธ์เมฆขาว การตัดสินใจที่เขาได้กระทำลงไป แม้แต่มู่ชางหลงก็มิอาจล้มล้างได้ง่ายๆ
ยามนี้ เขารับผ้าเช็ดหน้าที่ไป่เหอยื่นให้มาเช็ดมือทั้งสองข้าง แล้วกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ยังมีอีก... ข้าเตรียมจะออกไปข้างนอกสักพักหนึ่ง”
“ออกไปอีกแล้วหรือ?” มู่เพียวเหมี่ยวรู้สึกเศร้าใจอยู่บ้าง “เสบียงอาหารของเราก็พอจะกินไปได้อีกหลายวันอยู่นะ...”
“มิใช่เรื่องเสบียงอาหาร... ส่วนภายในสำนักยุทธ์ หากมีศัตรูมาถึงหน้าประตู ก็ให้พวกเขาดูเสาเหล็กต้นนี้”
ฟางซีตัดสินใจที่จะออกไปข้างนอก ย่อมตั้งเป้าหมายไปที่ภูเขาหยวนเหอโดยธรรมชาติ
ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของต้นไม้มารอสูร หรือแรงกดดันจากหนี้สินห้าก้อนหินวิญญาณ ล้วนบีบบังคับให้เขาต้องรีบนำเสบียงจากต้าเหลียงไปขายในโลกบำเพ็ญเพียรหนานหวงโดยเร็วที่สุด เพื่อแลกเปลี่ยนเป็นหินวิญญาณ
และหากจะทำเช่นนั้น อย่างน้อยก็ต้องมีพลังฝีมือเทียบเท่าขอบเขตหลอมลมปราณช่วงกลาง
ในระยะเวลาอันสั้น ฟางซีคาดว่าเคล็ดวิชาฉางชุนของตนเองคงมิอาจทะลวงสู่ระดับที่สี่ได้อย่างแน่นอน
เช่นนั้นก็เหลือเพียงวิถียุทธ์ ที่สามารถยกระดับได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น
น่าเสียดายที่แม้ว่าวิถียุทธ์ของเขาจะมีความก้าวหน้าอย่างมหาศาล แต่ก็ยังห่างไกลจากการก่อกำเนิดพลังแก่นแท้อยู่ช่วงหนึ่ง
“ทั่วทั้งเมืองเฮยสือ เกรงว่าจะมีเพียงวิทยายุทธ์ลับที่สืบทอดกันมาของภูเขาหยวนเหอเท่านั้น ที่บรรลุถึงระดับพลังแก่นแท้ มันย่อมต้องสามารถผลักดันความก้าวหน้าของข้าได้อย่างรวดเร็วเป็นแน่”
แววตาของฟางซีลึกล้ำ เขาเดินออกจากที่ตั้งของสำนักยุทธ์เมฆขาว หายลับไปในถนนที่รกร้างอย่างรวดเร็ว
...
ประตูเมืองทิศใต้
“ท่านผู้บัญชาการ... ข้าได้ติดต่อกับเจ้าสำนักยุทธ์เหล่านั้นทีละคนแล้ว สำนักยุทธ์หินแดง สำนักยุทธ์สามบุปผา ล้วนตอบตกลงตามข้อเรียกร้องของเราแล้ว พวกเขาจะนำเสบียงจำนวนมาก กำลังคน และวิทยายุทธ์ประจำสำนัก พร้อมด้วยแผนภาพเจตจำนงเทวะมาส่งมอบให้ในภายหลัง!”
เฉียวอู่ชางโค้งคำนับรายงาน
เบื้องหน้าของเขา คือลิ่งหูหยางที่บัดนี้มีกลิ่นอายสูงส่งลึกล้ำยิ่งขึ้น ราวกับเทพและมารในร่างเดียวกัน
“ข้ารู้แล้ว” หลิ่งหูหยางพยักหน้า
“ท่านผู้บัญชาการ...” เฉียวอู่ชางกัดฟัน “เพียงแต่... เรื่องที่เราสัญญาว่าจะให้ตำแหน่งออกจากเมืองแก่พวกเขานั้น...”
เขามีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้าง
แม้ว่าในฐานะคนของตนเอง เฉียวอู่ชางจะรู้ดีว่า ในแดนมารนั้น แม้แต่ภูตผีเทวดาก็มิอาจหนีรอด!
“เจ้ากำลังสงสัยข้างั้นรึ?”
หลิ่งหูหยางจ้องมองเฉียวอู่ชางอย่างเย็นชา
“บ่าวหาได้กล้าไม่” แม้จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตยอดฝีมือระดับพลังต้นกำเนิดแล้ว แต่เฉียวอู่ชางก็ไม่สงสัยเลยว่า ลิ่งหูหยางสามารถสังหารตนเองได้อย่างง่ายดาย เมื่อได้ยินดังนั้นจึงรีบคุกเข่าลงกับพื้น “ท่านผู้บัญชาการ ขอท่านโปรดเห็นแก่ความทุ่มเทแรงกายแรงใจของข้า... ชี้แนะหนทางรอดให้สักทางเถิด!”
“หนทางรอด... ย่อมมีอยู่”
หลิ่งหูหยางหลับตาลง “ข้าบรรลุพลังแก่นแท้ขั้นสมบูรณ์แล้ว... ต่อไป ก็คือการทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์ ตราบใดที่บรรลุเป็นปรมาจารย์ได้ ก็อาจจะออกไปได้...”
“ปรมาจารย์?” เฉียวอู่ชางเบิกตากว้าง
ขอบเขตเช่นนี้ ทั่วทั้งภูเขาหยวนเหอ เกรงว่าจะมีเพียงบรรพชนในตำนานเพียงท่านเดียวเท่านั้นที่บรรลุถึง
ยิ่งไปกว่านั้น...
เป็นดังคาด ในลมหายใจถัดมา หลิ่งหูหยางก็กล่าวว่า “น่าเสียดาย... หัตถ์ห้าอัสนีหยวนเหอของสำนักถ่ายทอดให้ข้าเพียงส่วนของครูฝึกยุทธ์ สำหรับวิธีการบรรลุเป็นปรมาจารย์ ข้ายังคงมีข้อสงสัยอยู่บ้าง...”
“สมกับเป็นท่านผู้บัญชาการ”
ดวงตาของเฉียวอู่ชางเป็นประกายขึ้นมา จากนั้นจึงแฝงแววเหี้ยมโหด “ดังนั้นท่านจึงได้สั่งให้เจ้าสำนักยุทธ์เหล่านั้นส่งมอบวิทยายุทธ์ออกมา? เพื่อที่จะหยิบยืมจุดแข็งของร้อยสำนักหรือขอรับ?”
“เหอะๆ... วิทยายุทธ์ชั้นสามจะมีสิ่งใดควรค่าแก่การเรียนรู้กัน?”
หลิ่งหูหยางส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้าเพียงแค่จะมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้พวกเขา จากนั้น... ก็ให้พวกเขาใช้เลือดเนื้อ ปูทางสู่การเป็นปรมาจารย์ของข้าเท่านั้นเอง... ข้ามีภารกิจให้เจ้า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้ไปจับคนมาให้ข้า จับพวกยอดฝีมือที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี!”