- หน้าแรก
- ทะลุมิติแดนเซียน บำเพ็ญเพียรสองโลก
- บทที่ 1 เมื่อคนเราถูกบีบคั้นจนถึงที่สุด
บทที่ 1 เมื่อคนเราถูกบีบคั้นจนถึงที่สุด
บทที่ 1 เมื่อคนเราถูกบีบคั้นจนถึงที่สุด
บทที่ 1 เมื่อคนเราถูกบีบคั้นจนถึงที่สุด
ลมเหนือคมปานมีดกรีด ม้วนพัดกองหิมะมหึมา
เหมันต์อันโหดร้ายดุจคุกนรก หยาดน้ำค้างพลันจับตัวเป็นน้ำแข็ง
ท่ามกลางหิมะขาวโพลน ป่าไผ่สีเขียวมรกตกลับเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ ใบไผ่สีเขียวอมฟ้าดุจมณีมรกต เปล่งประกายแวววาวงดงาม บนใบไผ่มีหยาดน้ำเกาะพราวราวกับไข่มุกอันเจิดจรัส แต่ละเม็ดส่องแสงระยิบระยับ
สายหมอกสีขาวนวลลอยอ้อยอิ่งราวกับอยู่ในความฝัน ทำให้สถานที่แห่งนี้งดงามดุจแดนสวรรค์
บนพื้นดินในป่าไผ่ สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายจิ้งจกสี่ขาตัวหนึ่งคลานผ่านพงหญ้าอย่างรวดเร็ว เกล็ดบนหลังของมันทิ้งประกายสีสันประหลาดตาไว้เบื้องหลัง
ฉึ่ก!
พลันปรากฏไอเย็นสายหนึ่งพุ่งเข้าใส่ร่างของจิ้งจกสี่ขา
อุณหภูมิโดยรอบลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว จิ้งจกสี่ขาตัวนั้นถูกแช่แข็งติดกับพื้นในชั่วพริบตา กลายเป็นรูปสลักน้ำแข็งที่ดูราวกับมีชีวิต
“ในที่สุดก็จับเจ้าหัวขโมยตัวแสบที่น่าตายตัวนี้ได้เสียที”
ป่าไผ่ไหวเอนเล็กน้อย ก่อนที่เด็กหนุ่มผู้หนึ่งจะเดินออกมา
ฝีเท้าของเขาว่องไว รูปร่างสูงตระหง่านดั่งต้นสน ใบหน้าได้รูปหมดจด ดวงตาราวกับบ่อน้ำลึกที่ใสจนเห็นก้นบึ้ง เขาสวมเสื้อนวมหนาเตอะ บัดนี้บนใบหน้าปรากฏสีหน้าโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด
ฟางซีเดินมาหยุดอยู่หน้ารูปสลักน้ำแข็ง ยกมือหยิบจิ้งจกสี่ขาที่แข็งทื่อขึ้นมาโยนเล่นในมือ สีหน้าก็ค่อยๆ บูดบึ้ง ปากพึมพำไม่หยุด “ขาดทุนย่อยยับ!”
“แมลงอสูรไร้ระดับ—จิ้งเหลนศิลา มูลค่าหนึ่งผลึกวิญญาณ เพื่อที่จะจับมัน ไม่เพียงแต่ต้องเสียเวลาไปสามวัน ยังต้องสิ้นเปลือง ‘ยันต์น้ำแข็ง’ ไปหนึ่งแผ่น ยันต์แผ่นนี้แม้จะเป็นเพียงระดับหนึ่งขั้นต่ำ แต่ก็มีราคาเกือบครึ่งก้อนหินวิญญาณเชียวนะ!”
ใบหน้าของฟางซีเต็มไปด้วยความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่เรียกว่า ‘ผลึกวิญญาณ’ ก็คือเศษเสี้ยวของหินวิญญาณ โดยทั่วไปแล้ว ผลึกวิญญาณสิบเม็ดจึงจะสามารถแลกเป็นหินวิญญาณระดับต่ำได้หนึ่งก้อน
การค้าครั้งนี้ ขาดทุนเห็นๆ
แต่ครั้นจะไม่ทำก็ไม่ได้!
เพราะฟางซีคือเกษตรกรวิญญาณผู้ดูแลป่าไผ่แห่งนี้ ผลผลิตในปีหน้าจะดีหรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับการเจริญเติบโตของไผ่เหล่านี้ ดังนั้นจึงไม่อาจปล่อยให้แมลงอสูรมาทำลายได้
ฟู่ ฟู่!
ลมหนาวพัดมาวูบหนึ่ง ทำให้ฟางซีหนาวจนตัวสั่น
เขาเงยหน้าขึ้น มองท้องฟ้าที่หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะกระชับเสื้อนวมตัวน้อยบนร่าง พลางถอนหายใจในใจ “ไม่รู้ตัวเลยว่าทะลุมิติมาครบหนึ่งปีแล้วหรือนี่? ถ้าไม่ใช่เพราะทะลุมิติมาด้วยตัวเอง ข้าคงไม่เชื่อเด็ดขาดว่าผู้ฝึกตนก็กลัวหนาวเป็นด้วย...”
ใช่แล้ว ฟางซีคือผู้ทะลุมิติ!
การทะลุมิติของเขาหากจะให้พูดก็คงต้องบอกว่าธรรมดาสามัญอย่างยิ่ง ไม่ได้มีสิ่งใดพิเศษเลยสักนิด ชาติก่อนเขาขยันหมั่นเพียร แต่หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็กลับตกต่ำย่ำแย่ ละทิ้งการเรียน หางานดีๆ ทำไม่ได้ พอเรียนจบยังถูกพ่อแม่พร่ำบ่นไม่หยุดหย่อน ถูกผลักให้เข้าร่วมกองทัพผู้เข้าสอบข้าราชการ จากนั้นก็ถูกโจทย์คณิตศาสตร์ในข้อสอบวัดความถนัดเล่นงานจนแทบกระอักเลือด
ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์แล้วว่า เมื่อคนเราถูกบีบคั้นจนถึงที่สุด ก็ยังคงทำโจทย์คณิตศาสตร์ไม่ได้อยู่ดี!
น่าเสียดายที่ยังไม่ทันรอให้ผลสอบข้าราชการประกาศออกมา ฟางซีดันทะลุมิติกลางห้องสอบเสียก่อน!
พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตนเองมาอยู่ในโลกที่มีผู้ฝึกตน อีกทั้งยังเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มที่ชื่อฟางซีเช่นเดียวกัน
เด็กหนุ่มนามฟางซีผู้นี้มีระดับบ่มเพาะขอบเขตหลอมลมปราณขั้นสาม ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว ซ้ำยังเป็นเพียงเกษตรกรวิญญาณคนหนึ่งในสังกัดตลาดเขาไผ่เขียวแห่งแคว้นเยว่ ณ หนานหวง(รกร้างแดนใต้)ของโลกแห่งผู้ฝึกตน!
เดิมทีฟางซียังไม่ค่อยเชื่อเรื่องการทะลุมิติเท่าใดนัก แต่หลังจากวุ่นวายอยู่หลายชั่วยาม เมื่อเขาลองทำตามความทรงจำของร่างกาย ร่ายคาถาเล็กๆ บทแรกในชีวิตออกมาได้อย่างทุลักทุเล เขาจึงเชื่อมั่นในที่สุดว่าตนเองได้ครอบครองพลังเหนือธรรมชาติ และได้กลายเป็นเซียนผู้สูงส่งไปแล้ว!
แน่นอนว่าผู้ฝึกตนยังไม่นับว่าเป็นเซียน พวกเขายังคงมีส่วนที่เป็นปุถุชน ต้องเผชิญกับความร้อนความหนาว ไปจนถึงการเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ทว่าฟางซีก็รู้จากความทรงจำเช่นกันว่า เมื่อพลังของผู้ฝึกตนเพิ่มพูนขึ้น และระดับขอบเขตสูงขึ้น ก็จะสามารถยืดอายุขัย ป้องกันได้สารพัดโรค รวมไปจนถึงการมีชีวิตอมตะอย่างแท้จริงได้
ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือตระกูลซือถูผู้ควบคุมตลาดเขาไผ่เขียว ว่ากันว่าในตระกูลมี ‘ยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐาน’ มากกว่าหนึ่งคน!
ในฐานะผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐาน พวกเขาช่างสอดคล้องกับจินตนาการของปุถุชนคนธรรมดาโดยแท้ อย่างน้อยที่สุด อายุขัยก็ยืดออกไปหนึ่งเท่าตัว สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้เกินสองร้อยปีอย่างสบายๆ!
สองร้อยปี! ในชาติก่อน นั่นเป็นเวลาที่ยาวนานพอจะได้เห็นความรุ่งเรืองและล่มสลายของราชวงศ์ส่วนใหญ่แล้ว
ด้วยเหตุนี้ ฟางซีจึงเลือกที่จะสืบทอดทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้าของร่างเดิม เป็นเกษตรกรวิญญาณของตลาดต่อไป และเริ่มต้นเส้นทางบำเพ็ญเพียรของตนเอง
ณ ขณะนี้
แม้ปากจะบ่นอุบอิบ แต่หลังจากระบายความในใจไปพักหนึ่ง ฟางซีก็ยังคงเก็บจิ้งเหลนศิลาไว้อย่างระมัดระวัง อย่างไรเสียมันก็มีค่าถึงหนึ่งผลึกวิญญาณ!
เขาสืบทอดเงินเก็บของเจ้าของร่างเดิมมา ตอนนี้ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีก็แค่ไม่กี่สิบผลึกวิญญาณเท่านั้น!
ส่วน ‘ป่าไผ่หยกมรกต’ ขนาดหกเฟินที่เขาดูแลอยู่นั้น ในแต่ละปีเมื่อข้าวไผ่สุกงอม หลังจากหักภาษีไปครึ่งหนึ่งแล้ว ก็จะเหลือเพียงหนึ่งร้อยจิน หรือประมาณหนึ่งสือ ซึ่งมีมูลค่าเพียงสามสิบผลึกวิญญาณเท่านั้น...
ตรากตรำทำนาหนึ่งปีเต็ม มีรายได้เพียงหินวิญญาณระดับต่ำสามก้อน...
“เฮ้อ บำเพ็ญเพียรก็ยาก เอาชีวิตรอดกลับยากยิ่งกว่า!”
ฟางซีถอนหายใจ ปัดเกล็ดหิมะบนตัวออก แล้วเริ่มกำจัดวัชพืชในป่าไผ่
วัชพืชเหล่านี้ก็ได้รับการบำรุงจากปราณวิญญาณเช่นกัน จึงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง หากไม่ระวังเพียงเล็กน้อย พวกมันก็จะแย่งสารอาหารกับไผ่หยกมรกต และส่งผลกระทบต่อผลผลิต
ดังนั้น หากต้องการเป็นเกษตรกรวิญญาณ วิชาเล็กๆ น้อยๆ อย่างวิชาลมวสันต์โปรยพิรุณ และกระบี่ตัดหญ้าโลหะเกิง ย่อมจำเป็นต้องฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ
แม้ฟางซีจะสืบทอดความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมา แต่งานเกษตรก็ยังคงเป็นเรื่องยากลำบาก และชีวิตนับได้ว่าทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง
หลอมลมปราณขั้นสามเป็นเพียงระดับต้นในขอบเขตหลอมลมปราณเท่านั้น ในตลาดเขาไผ่เขียว ผู้ฝึกตนระดับกลางหลอมลมปราณขั้นสี่ขึ้นไปมีให้เห็นอยู่ไม่น้อย บางครั้งยังมีสุดยอดฝีมือระดับหลอมลมปราณขั้นเจ็ดขึ้นไปปรากฏตัว อีกทั้งในโลกของผู้ฝึกตน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เรื่องราวการชิงทรัพย์ปล้นสะดมมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
กระทั่งผู้ฝึกตนสายมารระดับสูง เพื่อที่จะหลอมสร้างวิชาอาคมหรือศาสตราวิเศษอันทรงพลัง โศกนาฏกรรมการสังเวยเลือดในรัศมีร้อยลี้แม้จะเกิดขึ้นน้อยมาก แต่ก็มีบันทึกไว้ในตำราอย่างชัดเจน
บางครั้งฟางซีถึงกับคิดที่จะละทิ้งเส้นทางบำเพ็ญเพียร กลับไปใช้ชีวิตในอาณาจักรของปุถุชนคนธรรมดา เป็นเศรษฐี มีภรรยาน้อยเป็นฝูง ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างนั้นก็คงไม่เลว
แต่ในไม่ช้า ความคิดนี้ได้ถูกเขาสลัดทิ้งไป
เพราะหากพูดถึงความสุขสบายแล้ว แม้แต่จักรพรรดิในสมัยโบราณก็อาจจะสู้คนธรรมดาในยุคปัจจุบันไม่ได้
สิ่งเดียวที่สามารถเอาชนะคนยุคปัจจุบันได้ ก็คือความเย้ายวนของพลังเหนือธรรมชาติและชีวิตอันเป็นนิรันดร์!
ดังนั้น แม้ว่าวันเวลาจะยากลำบากเพียงใด แต่ฟางซีก็ยังคงกัดฟันทนต่อไป
...
ท้องฟ้ามืดครึ้มดั่งสีหมึก
ฟางซีเงยหน้ามองดูสีของท้องฟ้า แล้วเริ่มรีบกลับไปยังที่พัก
แม้ตลาดเขาไผ่เขียวจะมีค่ายกลพิทักษ์ภูเขา แต่โดยปกติเพื่อเป็นการประหยัดหินวิญญาณ ค่ายกลจะคุ้มครองเพียงถนนสายหลักของตลาดและร้านค้ารอบๆ เท่านั้น อย่าได้คิดฝันว่ามันจะครอบคลุมทั้งภูเขาไปจนถึงเขตนาวิญญาณเลย
ดังนั้นพื้นที่บริเวณนี้ พอตกกลางคืนจึงไม่ค่อยปลอดภัยนัก
แม้จะมีหน่วยบังคับใช้กฎหมายของตระกูลซือถูคอยลาดตระเวน แต่เรื่องราวของผู้ฝึกตนโจรที่ก่อคดีก็ยังคงเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แน่นอนว่าฟางซีย่อมไม่เอาชีวิตน้อยๆ ของตนเองไปเสี่ยง
เขตที่พักของเหล่าเกษตรกรวิญญาณอยู่ใกล้กับตลาดบนยอดเขา และยังเป็นที่ที่หน่วยลาดตระเวนผ่านบ่อยครั้ง จึงถือว่าค่อนข้างปลอดภัย
ฟางซีคาดเดาในใจอย่างร้ายกาจว่า คงเป็นเพราะพวกเกษตรกรวิญญาณอย่างตนเองนั้นยากจนข้นแค้น ผู้ฝึกตนโจรจึงไม่คิดชายตามอง
เดินขึ้นเขาไปได้สักพัก ชุมชนแออัดหลังคาเตี้ยๆ เริ่มปรากฏให้เห็นในสายตา แต่ละบ้านใช้รั้วไม้ไผ่กั้นอาณาเขต ได้ยินเสียงไก่ขันสุนัขเห่าดังขรม
เมื่อเห็นดังนั้น ฟางซีอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา
เดินไปได้ไม่ถึงสองก้าว ผู้ฝึกตนท่าทางเหมือนชาวนาชราคนหนึ่งก็เดินผ่านไปพลางยิ้มทักทาย “น้องชายฟาง สนใจไปหาที่สนุกๆ ผ่อนคลายสักหน่อยหรือไม่?”
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอย ยามยิ้มก็เผยให้เห็นฟันเหลืองซี่ใหญ่สองซี่ พลังปราณกลับต่ำกว่าฟางซีเสียอีก อยู่ที่ประมาณหลอมลมปราณขั้นสองเท่านั้น
นี่คือเพื่อนบ้านของฟางซี ผู้เฒ่าม่าย
ฟางซีไม่รู้ที่มาที่ไปของอีกฝ่าย แต่เพราะเจอกันทุกวัน จึงพอจะมีความสัมพันธ์กันอยู่บ้าง
เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายในตอนนี้ เขานึกรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังจะไปที่ใด
ในชุมชนแออัดที่ดูเหมือนสร้างขึ้นจากแผ่นไม้อย่างลวกๆ แห่งนี้ ยังมีผู้ฝึกตนหญิงอาศัยอยู่เช่นกัน พวกนางไม่ค่อยทำนา แต่ชีวิตกลับค่อนข้างสุขสบาย เพราะมีวิธีการหาเลี้ยงชีพในแบบของตนเอง
ผู้เฒ่าม่ายทำนามานานกว่าฟางซี แต่ชีวิตกลับขัดสนอย่างยิ่ง ถึงขนาดเคยมายืมผลึกวิญญาณ เงินเก็บของเขาหายไปไหนก็พอจะเดาได้
ฟางซีส่ายหน้าปฏิเสธ “ผู้เฒ่าม่าย คืนนี้ข้ายังต้องฝึกฝน...”
อันที่จริง ทันทีที่เริ่มคุ้นเคยกับร่างกายนี้ เขาก็เคยไป ‘หอเซียนเมามาย’ ในตลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง ใช้ทรัพย์สินไปเกือบครึ่ง สนุกสุดเหวี่ยงหนึ่งคืนเต็ม จนต้องเดินเกาะกำแพงออกมา...
ต้องยอมรับว่านางจิ้งจอกน้อยที่เชี่ยวชาญวิชามารยาเหล่านั้น ช่างสูบพลังคนเก่งกาจเสียจริง
และนับตั้งแต่นั้นมา ฟางซีที่อยู่ที่นี่ก็ทุ่มเทสมาธิทั้งหมดให้กับการทำนา ช่วยไม่ได้ ก็เพราะในกระเป๋ามันแบน...
‘หากไม่เก็บเงิน จะไปหาน้องนางชิมชาได้อย่างไร? ข้าไม่นิยมดื่มชาเก่าเสียด้วย...’
ฟางซีกลับมาถึงกระท่อมของตนแล้วเปิดประตูเข้าไป
ห้องของเขาใหญ่โตมาก แบ่งเป็นห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องฝึกฝน และห้องเล็กๆ อื่นๆ... ผู้ฝึกตนหญิงบางคนยังปลูกผักวิญญาณ เลี้ยงสัตว์ปีกวิญญาณในรั้วบ้าน เรียกได้ว่าใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างเต็มที่ถึงขีดสุด
ฟางซีเดินไปยังห้องครัว หยิบข้าวสารวิญญาณที่ผสมกับธัญพืชหยาบออกมา ต้มโจ๊กให้ตัวเองหนึ่งหม้อ
ข้าวสารวิญญาณก็คือ ‘ข้าวไผ่หยกมรกต’ แต่ละเม็ดงามดุจหยกมรกต ส่งกลิ่นหอมจางๆ แม้จะผสมกับข้าวสารและธัญพืชหยาบของปุถุชน มันก็ยังคงอร่อยมาก รสชาติช่างหอมหวานน่ารับประทาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากกินเสร็จ ในท้องนอกจากจะรู้สึกอบอุ่นแล้ว ยังมีปราณวิญญาณสายหนึ่งก่อตัวขึ้นอย่างแผ่วเบา
ฟางซีฉวยโอกาสนี้รีบไปยังห้องฝึกฝน ปิดด่านฝึกฝนวิชาอย่างหนัก
ครึ่งชั่วยามต่อมา ฟางซีลืมตาขึ้นพร้อมกับยิ้มขื่น “‘เคล็ดวิชาฉางชุน’ นี้ยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ ฝึกฝนอย่างหนักมาหนึ่งปี เพิ่งจะควบคุมระดับพลังของเจ้าของร่างเดิมได้เท่านั้น แม้แต่จุดสูงสุดของขอบเขตหลอมลมปราณขั้นสามก็ยังมองไม่เห็น ไม่ต้องพูดถึงการทะลวงคอขวดสู่ขอบเขตหลอมลมปราณระดับกลางเลย... ยากเหลือเกิน...”
เขาถอนหายใจไปพลาง เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวรอบๆ ไปพลาง แล้วหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาแปะไว้บนผนังไม้ของห้องฝึกฝน
นี่คือ ‘ยันต์ป้องกันกาย’ ระดับหนึ่งขั้นต่ำ มีพลังป้องกันในระดับหนึ่ง แต่ที่สำคัญที่สุดคือสามารถป้องกันเสียงและคลื่นปราณวิญญาณได้!
ส่วนสัมผัสเทวะของขอบเขตสร้างรากฐานนั้น แม้มันจะป้องกันไม่ได้ แต่หากถูกสัมผัสเทวะตรวจสอบ มันก็จะระเบิดทันทีเพื่อเป็นการเตือนผู้ฝึกตน
หลังจากทำทั้งหมดนี้เสร็จ สีหน้าของฟางซีก็กลับมาสงบดังเดิม เขาดีดนิ้วหนึ่งครั้ง
แปะ!
ในชั่วพริบตา เขาก็มาปรากฏตัวในสถานที่อีกแห่งหนึ่ง
ภายในห้อง แสงสีหรูหรา อบอุ่นดั่งฤดูใบไม้ผลิ ในกระถางธูปทองคำม่วงกำลังเผาเครื่องหอมสงบจิตใจชั้นเลิศ
เก้าอี้นวมบุด้วยไม้จันทน์สีม่วงนั้นนุ่มสบายอย่างยิ่ง ฟางซีทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาในทันที
และพร้อมกับการโบกมือของเขา เครื่องปรับอากาศฉบับผู้ฝึกตนก็เริ่มทำงาน ทำให้ภายในห้องรักษาอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมอยู่เสมอ
หลังจากนอนจนพอใจ ฟางซีก็โยนเสื้อนวมเก่าๆ ทิ้งไป เปลี่ยนเป็นชุดผ้าไหมหรูหรา ยิ่งขับเน้นให้เด็กหนุ่มดูหล่อเหลาสง่างามดุจหยกสูงค่า แลดูอิสระเสรีไม่ผูกมัด
เขาเปิดประตูออก แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลงมา ที่ที่เขาอยู่นั้นคือคฤหาสน์หลังใหญ่ที่โอ่อ่าหรูหรา
ในพริบตาเดียว ราวกับเปลี่ยนไปอยู่อีกโลกหนึ่ง
และในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น!
มุมปากของฟางซียกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
เมื่อคนเราถูกบีบคั้นจนถึงที่สุดแล้ว ย่อมทำได้ทุกอย่าง... รวมถึงการทะลุมิติด้วย!!!