เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 47 จางเทียน (กลบฝังสวรรค์)

ตอนที่ 47 จางเทียน (กลบฝังสวรรค์)

ตอนที่ 47 จางเทียน (กลบฝังสวรรค์)


ตอนที่ 47 จางเทียน (กลบฝังสวรรค์)

ถึงแม้ว่า ‘บ้าน’ ที่จี้เทียนซิงมอบให้เฉียนเยวี่ยจะหรูหราล้ำค่าเกินไป  แต่นี่นับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องสงสัย  เพราะมันทำให้เขาสามารถจับตามองมันได้ตลอดเวลา

ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นจิ้งจอกแสนเจ้าเล่ห์ที่ต้องคอยติดตามมันทุกฝีก้าว มิฉะนั้นมันคงหาเรื่องให้เขาไม่จบไม่สิ้น !

หลังจากจัดแจงที่อยู่อาศัยให้เฉียนเยวี่ยแล้ว จี้เทียนซิงก็เก็บถุงมิติไว้ที่เข็มขัดแล้วเข้าไปในห้องลับ

เขานั่งอยู่ในข่ายอาคมและขบคิดอย่างใจเย็นเกี่ยวกับการบ่มเพาะในขั้นตอนต่อไป

ตัวอ่อนกระบี่ควบแน่นเรียบร้อยแล้ว  และความแข็งแกร่งของข้าได้มาถึงเขตแดนต้นกำเนิดแท้จริงขั้นที่ 2

ต่อไปก็ถึงเวลาฝึกฝนและสะสมพลังต้นกำเนิดตามวิธีที่ศิลาจารึกแท่งที่ 2 เขียนไว้”

วิธีการที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาความแข็งแกร่งก็คือการฝึกฝนบ่มเพาะอย่างหนักและเปลี่ยนพลังงานของโลกให้กลายเป็นพลังต้นกำเนิดสะสมในร่างกาย

ยิ่งพลังต้นกำเนิดที่ตันเถียนแข็งแกร่งและทรงพลังมากเท่าไหร่ ผู้ฝึกก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น

ถึงแม้ว่าจี้เทียนซิงจะไม่มีตันเถียนไว้กักเก็บพลังเหมือนจอมยุทธ์คนอื่นๆ แต่เขามีวิธีการบ่มเพาะอีกสายหนึ่งที่ต่างออกไป

ตัวอ่อนกระบี่ก็คือตันเถียนของเขานั่นเอง ซึ่งเขาก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานของฟ้าดินในการขยายและเพิ่มพลังของตัวอ่อนกระบี่ได้เหมือนตันเถียน

คำจารึกในศิลาแท่งที่ 2 ของสุสานเทพกระบี่นั้นก็คือการบ่มเพาะวิถีดวงใจกระบี่ขั้นที่ 2 นั่นเอง

เขาจำเป็นต้องฝึกฝนวิถีทางเฉพาะเจาะจงและสะสมพลังงานที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาตัวอ่อน

นอกจากนี้เขายังจดจำจารึกที่เขียนไว้บนศิลาแท่งที่ได้ 3 อีกด้วย  มันเป็นทักษะบ่มเพาะของเขตแดนต้นกำเนิดแท้จริง

มันคือวิถีดวงใจกระบี่ขั้นที่ 3 มันกล่าวถึงเส้นเลือดทั้งเก้าและวิธีการทำให้เส้นเลือดดำของตัวอ่อนกระบี่เย็นลง

*จากที่เข้าใจ วิธีบ่มเพาะของพระเอกจะใช้ตัวอ่อนกระบี่แทนตันเถียนซึ่งมันจะเทียบได้กับทารกในครรภ์มนุษย์นับตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนถึงโตเต็มวัย ยิ่งโตก็ยิ่งเก่ง ประมาณนั้น*

นี่ค่อนข้างแตกต่างจากการฝึกฝนของจอมยุทธ์ในเขตแดนต้นกำเนิดแท้จริงโดยทั่วไป

จี้เทียนซิงครุ่นคิดเกี่ยวกับมันอยู่พักหนึ่งและตัดสินใจที่จะเข้าไปในสุสานเทพกระบี่อีกครั้งเพื่อดูว่าข้อความบนศิลานั้นมีการเปลี่ยนแปลงใดๆหรือไม่

เขาปิดตาลงและรวมสติดำดิ่งไปที่ตันเถียน

“วูบ !”

จิตสำนึกของเขาถูกกลืนหายไปทันทีโดยหลุมดำและเข้าไปในสุสานเทพกระบี่อีกครั้ง

มันยังคงเป็นพื้นที่มืดและเย็นเยือก รอบๆเต็มไปด้วยหมอก ท้องฟ้าเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย

จิตสำนึกของจี้เทียนซิงควบแน่นเป็นกายมนุษย์ที่โปร่งแสง เขามุ่งไปข้างหน้าและมุ่งตรงไปที่อนุสาวรีย์คล้ายกระบี่ยักษ์

ในเวลาไม่นานเขาก็มาถึงด้านบนของอนุสาวรีย์ที่มืดมิด

ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่เขารู้สึกว่าอนุสาวรีย์กระบี่ที่โอ่อ่านี้ดูเหมือนจะแข็งกร้าวมากขึ้น

เห็นได้ชัดว่าแรงกดทับและความแข็งแกร่งของมันเพิ่มขึ้นหลายเท่า เพียงแค่ยืนมองก็รู้สึกเหมือนถูกปกคลุมไปด้วยลมหายใจของกระบี่อันดุดันราวกับเข็มทิ่มแทง

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองอนุสาวรีย์กระบี่โดยไม่รู้ตัวและขมวดคิ้วทันที

ตัวอักษรขนาดใหญ่สี่ตัวยังคงเขียนไว้ว่า [สุสานเทพกระบี่] ด้วยสีแดงเลือด

อย่างไรก็ตาม เขาจดจำได้อย่างชัดเจนว่าสองครั้งก่อนหน้าที่เข้ามาในสุสานแห่งนี้ ตัวอักษรทั้ง 4 มันเป็นสีเทาและสีขาว !

ยิ่งไปกว่านั้นเขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามันเต็มไปด้วยรังสีกระบี่อันเย็นยะเยือกและกลิ่นอายแห่งความตายล้อมรอบ

แม้ว่ามันจะเป็นออร่าที่มองไม่เห็นและค่อนข้างอ่อนแอ แต่มันก็มีอยู่จริง

จี้เทียนซิงรู้สึกแปลกๆเล็กน้อยและอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? เป็นแบบนี้ได้อย่างไร  ดูเหมือนว่าอนุสาวรีย์กระบี่จะเปลี่ยนไปเล็กน้อย หรือว่ามันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตอนที่มันดูดกลืนพลังทั้งหมดของเฉียนเยวี่ยไปกันนะ ?”

 

ทันใดนั้นเขาก็จำได้ว่าตอนอยู่ในถ้ำน้ำแข็งทมิฬในเทือกเขาเย่  ตอนที่เฉียนเยวี่ยกำลังจะกินเขา จู่ๆสุสานเทพกระบี่ก็ปล่อยหลุมดำออกมาช่วยชีวิตและดูดกลืนพลังทั้งหมดของมันไปแทน

ในเวลานั้นเขาสับสนอยู่ไม่น้อยว่าความสามารถที่เฉียนเยวี่ยบ่มเพาะมานับร้อยปีหายไปไหน

ตอนนี้เมื่อได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอนุสาวรีย์กระบี่และสัมผัสได้ถึงรังสีกระบี่เบาบางที่มองไม่เห็นรอบๆก็ทำให้เขาพอคาดเดาได้อย่างคลุมเครือ

“ดังนั้นทักษะและพลังบ่มเพาะชั่วชีวิตของเฉียนเยวี่ยก็ถูกกระบี่เล่มนี้กลืนกินเข้าไป ?”

จี้เทียนซิงพึมพำขึ้น แต่นี่ก็เป็นเพียงการคาดเดาที่ยังไม่แน่ว่าจะถูกต้องทั้งหมด

“ช่างมัน สักวันหนึ่งก็จะรู้เอง ข้าลองดูวิธีบ่มเพาะในจารึกแท่งอื่นๆก่อนดีกว่า…”

เขาหันกลับมาและเดินไปที่ศิลาจารึกทั้งเก้าที่อยู่ทางด้านซ้ายของอนุสาวรีย์กระบี่

ศิลาจารึกอันดำมืดทั้งเก้าที่อยู่ทางซ้ายนั้นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ มันยังคงตั้งตะหง่านอยู่ในพื้นดินรกร้างราวกับอยู่มาตั้งแต่สมัยโบราณ

อย่างไรก็ตาม จี้เทียนซิงพบว่าศิลาจารึกที่ 2 นั้นกลับว่างเปล่าและคำจารึกก็หายไปด้วยเช่นกัน

“เทคนิคการบ่มเพาะของวิถีดวงใจกระบี่ขั้นที่ 2 หายไปแล้ว  ดังนั้นความเข้าใจของข้าควรจะถูกต้อง มันจะหายไปก็ต่อเมื่อข้าฝึกสำเร็จขั้นตอนนั้นๆไปแล้ว”

“ต่อไปนี้ข้าจะเดินไปตามเส้นทางสายนี้อย่างขยันขันแข็ง และสะสมพลังต้นกำเนิดเพื่อเพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้มากที่สุด”

เขาเบนสายตาจ้องมองไปที่ศิลาจารึกอันที่ 3

สำหรับศิลาจารึกอันที่ 3 นี้ยังคงมีถ้อยคำแกะสลักเอาไว้อยู่ มันเป็นเคล็ดบ่มเพาะวิถีดวงใจกระบี่ขั้นที่ 3

จี้เทียนซิงศึกษามันอยู่พักหนึ่งและคิดว่าหากเขาเข้าใจไม่ผิด  ขั้นตอนนี้ต้องใช้พลังต้นกำเนิดจากเส้นเลือดหลักทั้งเก้าเพื่อบรรเทาไปยังเส้นเลือดกระบี่

หลังจากบ่มเพาะขั้นตอนนี้สำเร็จ เขาน่าจะตัดผ่านไปยังเขตแดนต้นกำเนิดแท้จริงระดับปลายๆไม่ก็เขตแดนเชื่อมต่อพลังปราณ

แน่นอนว่าควรจะเป็นหลังจากนี้อีกนานพอดู

เขาทบทวนความจำเกี่ยวกับศิลาจารึกอันแรกที่เกริ่นนำเกี่ยวกับความสามารถที่จะได้รับจากการฝึกฝนวิถีดวงใจกระบี่ และกระซิบกับตัวเองว่า

ถึงแม้นข้าจะฝึกฝนวิถีดวงใจกระบี่ถึงขั้นตอนที่ 2 แล้ว  แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ข้าถึงจะสามารถเข้าถึงเขตแดนในระดับไร้กระบี่เสมือนมีกระบี่....”

 

ทันใดนั้นเองเองก็มีน้ำเสียงหนักแน่นแต่เรียบง่ายดังขึ้น

มนุษย์ผู้ต้อยต่ำ..... กระทั่งคิดฝึกปรือวิถีใจกระบี่เชียวหรือ ?

มันเป็นเสียงหนาของบุรุษเพศ และน้ำเสียงนี้ยังแฝงไปด้วยความประหลาดใจ

จี้เทียนซิงสะดุ้งโหยงและหันไปมากวาดสายตาไปรอบๆอย่างรวดเร็ว

“นั่นใคร ? เสียงผู้ใดกำลังพูดอยู่ ?  สำแดงตัวตนออกมาซะ !”

น้ำเสียงแก่ๆจากระยะไกลดังขึ้นอีกครั้ง มันเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสและดูแคลนทุกสรรพสิ่ง

“เจ้าหนูเผ่าพันธุ์มนุษย์ ด้วยพรสวรรค์แต่กำเนิดของเจ้า คิดจะฝึกฝนวิถีใจกระบี่เก้าชั้นฟ้า  ชั่วชีวิตนี้คงไม่มีหวัง    อยากจะบรรลุขีดขั้นใจกระบี่ยิ่งฝันเฟื่องเข้าไปใหญ่ !”

จี้เทียนซิงไม่โกรธต่อคำดูถูกเหยียดหยามจากเจ้าของเสียง ดวงตาของเขาจับจ้องมองไปที่ด้านบนของอนุสาวรีย์กระบี่สีดำ

คราวนี้เขาได้ยินอย่างชัดเจนว่าเสียงนี้ดังมาจากอนุสาวรีย์กระบี่สีดำนั่นเอง

“เป็นเจ้านั่นเองที่กำลังพูด ! เจ้าเป็นใครกัน ?”

เสียงจากของอนุสาวรีย์กระบี่ดำเงียบไป ดูเหมือนมันกำลังครุ่นถึงอะไรบางอย่าง  จากนั้นเสียงของมันก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ข้าคือ…จิตกระบี่  ดวงจิตแห่งกระบี่เทวะ  ใช่แล้ว ข้าก็คือจิตกระบี่เทวะจางเทียน ! (มันแปลว่ากลบฝังสวรรค์  แต่ผมขอใช้ปิดสวรรค์นะครับ รู้สึกลื่นหูกว่า)”

จี้เทียนซิงดวงตาเบิกกว้าง  ทันใดนั้นเองในหัวใจเต็มไปด้วยความตื่นตกใจและไม่อยากเชื่อ

“จิตกระบี่ ?!  จางเทียน ?”

ตระกูลจี้เป็นตระกูลขุนนางผู้หลอมสร้างอาวุธมาหลายสิบปี แต่เขาก็ไม่เคยได้ยินจากบันทึกใดๆเกี่ยวกับจิตวิญญาณกระบี่มาก่อนเลย  นอกจากนี้มันยังสื่อสารได้อีกด้วย !

นี่เป็นเทพนิยายและตำนานชัดๆ !

ยิ่งไปกว่านั้น ชื่อของจิตกระบี่เล่มนี้ยังมีนามว่า จางเทียน อีกด้วย

.... มิใช่ว่าเป็นชื่อที่แข็งกร้าวท้าทายสวรรค์เกินไปหรือไม่ ?

สองครั้งก่อนหน้านี้ที่ข้าเข้ามา จิตกระบี่นี้ไม่เคยมีการตอบสนอง แต่ตอนนี้มันสื่อสารได้แล้ว เป็นไปได้สูงว่ามันได้รับพลังงานจากเฉียนเยวี่ยและถ้ำน้ำแข็งทมิฬในการฟื้นฟูจิตวิญญาณ…”

 

จี้เทียนซิงขบคิดในใจและถามว่า “จิตกระบี่จางเทียน ก่อนหน้าเจ้าหลับใหลมาโดยตลอดเลยใช่หรือไม่ ?  แล้ว.... เจ้าเพิ่งดูดกลืนพลังความสามารถของเฉียนเยวี่ยเข้าไปเลยตื่นขึ้น?”

จิตกระบี่จางเทียนประหลาดใจเล็กน้อยพลางกว่า “โฮ่ ?  มนุษย์ต้อยต่ำอย่างเจ้ากลับหลักแหลมเพียงนี้”

“เจ้าหนูมนุษย์ ข้าคาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะคาดเดาเช่นนี้   เหอเหอ เป็นหนุ่มน้อยที่น่าสนใจไม่เลว”

น้ำเสียงของอีกฝ่ายช่างอวดดีและหยิ่งผยองเป็นอย่างยิ่ง  มันฟังดูราวกับว่าไม่แยแสและดูหมิ่นทุกสรรพชีวิตทั่วหล้า

จี้เทียนซิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก

เพราะเขารู้ว่าจิตวิญญาณแห่งกระบี่ที่มีนามว่าจางเทียนผู้นี้ย่อมไม่ธรรมดา !

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองอนุสาวรีย์กระบี่สีดำและถามอีกครั้งว่า "จิตกระบี่จางเทียน  ก่อนหน้านี้เจ้าพูดเหมือนกับว่ามนุษย์ไม่สามารถฝึกฝนวิถีดวงใจกระบี่ได้ เจ้าช่วยบอกข้าเกี่ยวกับที่มาและความลึกลับของวิถีใจกระบี่ได้หรือไม่ ?”

จิตกระบี่จางเทียนเปล่งเสียงที่ดูไม่แยแสขึ้น “พลังของเจ้าจิ้งจอกน้อย 100 ปีตัวนั้นช่างอ่อนแอบัดซบเสียจริง มันทำให้ข้าตื่นขึ้นได้แค่ครู่เดียวเท่านั้น  ข้าไม่มีเวลามาสาธยายให้เจ้าฟังหรอกว่าวิถีใจกระบี่คืออะไร”

“จงทำความเข้าใจด้วยหัวใจของเจ้าเอง ขีดขั้นที่สามารถไปได้ถึงนั้นอยู่ที่ ‘การสร้าง’ ของเจ้าเอง  ข้าไปนอนต่อล่ะ”

หลังจากนั้นน้ำเสียงฟังดูเก่าแก่ก็เลือนหายไป

จี้เทียนซิงตะโกนเรียกอีกสองสามครั้งแต่ก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ

เขาทำได้เพียงยอมแพ้และออกจากสุสานเทพกระบี่เท่านั้น

“วูบ !”

พื้นที่ที่เต็มไปด้วยหมอกและสุสานเทพกระบี่หายวับไปในทันทีและสติของเขาก็กลับคืนสู่ร่าง

หลังจากสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พร้อมที่จะฝึกฝนวิถีใจกระบี่ชั้นที่ 2 ต่อไป

หลังจากเปิดใช้งานข่ายอาคม  พลังงานฟ้าดินจากทุกทิศทางก็ถูกดึงดูดโดยข่ายอาคมและมารวมกันในห้องลับ

ระหว่างนั้นจี้เทียนซิงก็หยิบกล่องใหญ่สี่กล่องที่วางตรงมุมของห้องลับออกมาและนึกถึงองค์หญิงน้อยเค่อเค่อ

ของเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่ใช้ในการบ่มเพาะและมีมูลค่าร่วม 5 ล้าน ไม่ว่าจะเป็นตำรายุทธ์ เคล็ดวิชากระบี่ตลอดจนโอสถและวัสดุอุปกรณ์อื่นๆอีกเป็นจำนวน

เขาหยิบโอสถแก่นกำเนิดออกมา 4 เม็ดจากในกล่องใบหนึ่ง

โอสถเม็ดนี้เป็นโอสถคุณภาพสูงและเหมาะที่สุดสำหรับจอมยุทธ์เขตแดนต้นกำเนิดแท้จริง

หลังจากจี้เทียนซิงกินโอสถทั้ง 4 เม็ดเข้าไป เขาก็เริ่มนั่งลงและบ่มเพาะวิถีใจกระบี่ขั้นที่ 2

พลังของโอสถแก่นกำเนิดถูกย่อยสลายอย่างรวดเร็วและวิ่งไหลผ่านไปทั่วร่าง

เขาชักนำพลังเหล่านั้นให้วิ่งผ่านเส้นชีพจรลมปราณทั่วร่างกายและสุดท้ายให้พวกมันไหลไปรวมกันสะสมไว้ที่ตัวอ่อนกระบี่ ณ จุดตันเถียน

ด้วยการบ่มเพาะอย่างมีประสิทธิภาพ มันทำให้ตัวอ่อนกระบี่เริ่มเติบโตขึ้น

จบบทที่ ตอนที่ 47 จางเทียน (กลบฝังสวรรค์)

คัดลอกลิงก์แล้ว