เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 27 แล้วเจ้าล่ะเป็นตัวอะไร ?

ตอนที่ 27 แล้วเจ้าล่ะเป็นตัวอะไร ?

ตอนที่ 27 แล้วเจ้าล่ะเป็นตัวอะไร ?


ตอนที่ 27 แล้วเจ้าล่ะเป็นตัวอะไร ?

 

 

ห้องโถงกลายเป็นเงียบสงบ แม้แต่ชายหนุ่มชุดขาวและชายหัวล้านที่กำลังสู้กันต่างก็หยุดมือ

 

สายตาของทุกคนตกอยู่ที่จี้เทียนซิงและมองเขาด้วยท่าทางงุนงง

 

ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีจอมยุทธ์หลายสิบคนอยู่ในห้องโถง ส่วนใหญ่แล้วไม่เคยเห็นใบหน้าของจี้เทียนซิงมาก่อน  แต่ทุกคนล้วนเคยได้ยินชื่อชายหนุ่มมาก่อน

 

ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ชื่อของเขาในนามอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองจักรวรรดิได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งรัฐนภากระจ่าง จนทำให้จอมยุทธ์แทบทุกคนล้วนเคยได้ยิน

 

แต่เมื่อสิบวันก่อน ชายหนุ่มผู้นี้กลับ ‘ประสบเหตุการณ์บางอย่าง’ จนระดับพลังตกลงไปอยู่ที่ปรับแต่งกายาขั้นที่ 3 และกลายเป็นเรื่องขบขันสมน้ำหน้าเรื่องใหญ่ที่สุดในรัฐ

 

เหตุการณ์นี้ทำให้ชื่อเสียงของเขายิ่งโด่งดังมากขึ้น ในช่วงนี้เอง ตามร้านอาหารและเหลาสุราต่างก็นำเรื่องชายหนุ่มอัจฉริยะที่ร่วงหล่นจากฟ้ามาเป็นหัวข้อพูดคุยและเรื่องตลกหลังอาหารไปเสียแล้ว

 

เหล่าจอมยุทธ์นับสิบคนในห้องโถงมองไปที่ชายหนุ่มและกระซิบกระซาบกัน

 

ชายหนุ่มเสื้อคลุมสีน้ำเงินในกลุ่มผู้สูงศักดิ์ทั้งสามกลัวทุกคนจะไม่รู้จักจี้เทียนซิง   มันตะโกนลั่นด้วยรอยยิ้มว่า

“ชายหนุ่มที่ทุกท่านได้เห็นอยู่นี้ก็คือคนของรัฐนภากระจ่างเรา จี้เทียนซิง !”

“ชายผู้นี้ไม่เพียงแค่เป็นขยะไร้ค่าในระดับปรับแต่งกายาขั้นที่ 3 เท่านั้น แต่มันยังถูกคุณหนูหลิงแห่งตระกูลหลิงบอกเลิกกลางที่สาธารณะ ! ที่น่าขันก็คือชายคนนี้ไม่กล้าแม้แต่จะผายลมต่อหน้านาง  ลูกหมาชัดๆ !”

 

ในระหว่างที่ชายหนุ่มชุดน้ำเงินกำลังพูด มันก็แสยะยิ้มไปหาจี้เทียนซิงและกล่าวต่ออย่างเย้ยหยันว่า

“คุณชายใหญ่จี้ เจ้าหลบๆซ่อนๆเข้ามาในเทือกเขาเย่ก็เพื่อดอกไม้ดาราแดงใช่ไหมเล่า ? เจ้าคิดจะใช้มันเพื่อฟื้นฟูพลังงั้นหรือ ?  ฮ่าๆๆ ฝันเฟื่อง !”

 

ชายหนุ่มชุดน้ำเงินพูดยังไม่ทันจบ ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าอุณหภูมิในห้องโถงลดลงเล็กน้อย

 

 

ฟุ่บ !

ร่างของจี้เทียนซิงทะยานไปถึงเบื้องหน้าชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินและตามมาด้วยเสียง ‘เช้ง’ ของการชักกระบี่มังกรโลหิตออกจากฝัก จ้วงแทงออกไปใส่อีกฝ่าย

 

ชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินผงะถอยหลัง ใบหน้าเปลี่ยนเป็นซีดขาวด้วยความตระหนก

 

มันคาดไม่ถึงว่าจี้เทียนซิงที่มีพลังระดับปรับแต่งกายาจะกล้าลงมือใส่มันที่อยู่ในเขตแดนต้นกำเนิดแท้จริงขั้นที่ 1 !

 

แต่ทว่า มันก็ไม่ทันจะได้เยาะเย้ยความอวดดีของอีกฝ่าย เมื่อกระบี่ที่พุ่งออกมาของจี้เทียนซิงนั้นรวดเร็วเกินไปจนมันไม่อาจหลบหนีได้ทัน

 

เมื่อได้เห็นว่าตนเองกำลังจะถูกแทงด้วยกระบี่มังกรโลหิตอยู่ร่อมร่อ มันก็กรีดร้องขอความช่วยเหลือออกมาทันที

"ชะ ช่วยข้าด้วย !"

 

ทันใดนั้นเองจี้เทียนซิงก็หันด้านคมออกและใช้หน้ากระบี่ตบเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายแทน

 

ชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินรู้สึกเสียวซ่าบนแก้ม มันเอื้อมมือไปแตะที่แก้มและพบว่าใบหน้าครึ่งหนึ่งของมันบวมเป่งและมีเลือดท่วมปาก

 

ในเวลานี้เอง จี้เทียนซิงลงมืออีกครั้งและใช้ปลายกระบี่จี้ไปคอหอยของอีกฝ่าย

 

ชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินตัวแข็งทื่อและล้มลงกับพื้นไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย  มันเหม่อมองใบหน้าของจี้เทียนซิงด้วยความสยดสยอง

 

จี้เทียนซิงสาดแววตาเย็นชาและเย้ยหยันมองลงไปที่อีกฝ่ายอย่างเย็นชา มุมปากของชายหนุ่มโค้งขึ้นและหัวเราะเยาะ

 

“เจ้าบอกว่าข้าเป็นขยะไร้ค่า แล้วสภาพเจ้าตอนนี้ล่ะเป็นตัวอะไร ?”

ชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินโกรธเกรี้ยวและเต็มไปด้วยโทสะ  ใบหน้าม่วงคล้ำเป็นสีตับหมูแต่มันก็ไม่สามารถพูดอะไรได้แม้แต่คำเดียว

 

ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วห้องโถง ทุกคนจ้องมองไปที่จี้เทียนซิงและชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

 

ไม่มีผู้ใดสามารถทำใจเชื่อได้ว่า จี้เทียนซิงผู้ล่ำลือกันว่าสูญเสียระดับพลังและกลายเป็นขยะ จะสามารถเอาชนะชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินที่อยู่ในเขตแดนต้นกำเนิดแท้จริงได้ !

 

นี่มันช่างเหลือเชื่อจริงๆ !

 

หรือว่าข่าวซุบซิบจากในเมืองจักรวรรดิจะเป็นข่าวปลอม ?

 

หรือความแข็งแกร่งของจี้เทียนซิงกลับคืนมาแล้ว ?

 

การแสดงออกของจอมยุทธ์มากมายต่างเต็มไปด้วยความซับซ้อน

 

สหายทั้งสองคนของชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินก็ผวาต่อความแข็งแกร่งของจี้เทียนซิง พวกมันทั้งหมดยืนอึ้งตัวแข็งทื่ออยู่ที่จุดเดินและไม่กล้าแสดงอาการอะไรออกมา

 

"พล่ามเป็นวัน สุดท้ายก็งั้นๆ ขยะ !"

 

จี้เทียนซิงเหลือบมองชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินด้วยความดูถูกเหยียดหยามและสอดกระบี่กลับเข้าฝัก จากนั้นก็หันหลังเดินออกไป

 

ทุกคนในห้องโถงต่างเหม่อมองไปที่เงาหลังของชายหนุ่มและไม่มีใครกล้าหยุดเขา

 

ชายหนุ่มชุดสีน้ำเงินตัวสั่นเทาด้วยความอัปยศอดสูอย่างรุนแรง เขาเกือบจะอาเจียนออกมาเป็นเลือดทันที

 

......

 

จี้เทียนซิงกลับถึงห้องแต่ก็ไม่มีอาการง่วงนอน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องโถงเป็นเพียงเรื่องเล็กๆที่มันไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

 

เขานั่งเงียบๆอยู่ที่ริมหน้าต่าง แอบมองสวนหลังโรงเตี๊ยมที่มืดมิด

 

สองชั่วโมงผ่านไปและไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆในสวนด้านหลังอีก

 

ในเวลานี้เป็นเวลาใกล้รุ่งสางแล้ว มันเป็นช่วงเวลาที่ง่วงเหงาหาวนอนที่สุดของวัน

 

จิตวิญญาณของชายหนุ่มเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย แต่เขาก็ยังคิดไม่ตกเกี่ยวกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในห้องอันมืดมิด  “หรือว่าคืนนี้พวกมันจะไม่ทำอะไรอีกแล้ว ?”

 

ในขณะนี้เองชายหนุ่มก็ได้เห็นเงาทั้งสองปรากฏขึ้นอีกครั้งและพวกมันก็ผลักประตูด้านหลังอย่างเงียบเชียบ

 

จี้เทียนซิงรู้สึกตื่นตัวขึ้นในทันควันและแอบลอบตามไปที่สวนด้านหลัง เขาลอบติดตามชายชุดดำทั้งสอง

 

ในไม่ช้าคนสวมชุดดำทั้งสองก็พุ่งเข้าไปในตรอกและยกกล่องใหญ่ออกจากห้องที่ทรุดโทรมห้องนั้น

 

เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนนี้แข็งแกร่งไม่น้อย พวกมันสามารถยกกล่องขนาดใหญ่และเดินเหินได้โดยไม่ชะงัก  จากนั้นพวกมันก็ออกไปนอกเมือง

 

จี้เทียนซิงรีบตามไปอย่างรวดเร็วโดยรักษาระยะห่างจากพวกมัน ทิศทางที่พวกมันมุ่งหน้าไปนั้นเป็นทิศตะวันออกของเมือง  ทางทิศนั้นเป็นภูเขาเตี้ยๆที่มีแม่น้ำขนาดใหญ่ ณ เชิงเขาที่ไหลไปสู่เมืองชางอวิ๋นที่อยู่ห่างออกไปร่วมหนึ่งร้อยไมล์

 

หลังจากครึ่งชั่วโมงผ่านไป รุ่งอรุณก็มาเยือนและท้องฟ้าเริ่มมีสีขาวของเมฆปรากฏขึ้น

 

ชายชุดดำทั้งสองคนออกจากเมืองไปยังภูเขาที่อยู่ทางทิศตะวันออกและมุ่งหน้าเข้าไปยังเทือกเขาลึก

 

จี้เทียนซิงตามติดอย่างไม่ห่างแต่ก็รักษาระยะเอาไว้ไม่ให้พวกมันรู้ตัว เขาตามพวกมันมานับสิบไมล์ก่อนที่จะหยุดอยู่ที่วิหารแห่งหนึ่งครึ่งทางของภูเขา

 

ในเวลานี้เองพระอาทิตย์ลอยขึ้นแล้วแต่ภูเขายังคงถูกปกคลุมไปด้วยหมอก

 

วิหารที่พวกมันมาถึงนั้นทั้งชำรุดทรุดโทรมและเงียบงัน ไม่ว่าจะเป็นประตูหรือกำแพงทั้งหมดล้วนทรุดโทรมลงแทบทั้งสิ้น หยากไย่เกาะ ไรฝุ่นเกาะเต็มไปทั่ว

 

จี้เทียนซิงเห็นว่าพวกมันแบกกล่องใหญ่เข้าไปในวิหาร เขาจึงปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่นอกกำแพงอย่างเงียบเชียบ

 

เขาจ้องเขม็งเข้าไปในวิหารเพื่อตรวจสอบการกระทำของชายชุดดำผ่านพุ่มไม้อันหนาแน่นบนยอดต้นไม้

 

หลังจากนั้นไม่นานนักก็มีจอมยุทธ์อีก 3 คนวิ่งขึ้นมาที่เชิงเขาและมองเข้าไปในวิหารด้วยความระมัดระวัง

 

ผู้นำกลุ่มที่มาใหม่นี้คือชายหนุ่มที่มีรูปร่างผอมเพรียวดั่งต้นไผ่ เขามีผิวคล้ำและแก้มตอบ

 

ส่วนจอมยุทธ์อีกสองคนที่ตามหลังมานั้นสวมชุดสีดำลักษณะเหมือนผู้ติดตามหรือผู้พิทักษ์

 

หลังจากทั้งสามเข้าไปในวิหารแล้ว ชายชุดดำสองคนก่อนหน้าก็ปรากฏตัวขึ้นทันที

 

ทั้งสองฝ่ายกระซิบกระซาบกันอยู่หลายคำ จากนั้นชายหน้ายาวเหมือนม้าคนหนึ่งก็บอกให้ผู้ติดตามถือกล่องใหญ่ใบนั้นและรีบออกไปจากวิหาร

 

ถึงแม้ว่าจี้เทียนซิงจะอยู่ไกลจนไม่ได้ยินว่าพวกมันคุยอะไรกัน แต่ชายหนุ่มก็สามารถคาดเดาได้คร่าวๆว่า พวกมันกำลังทำข้อตกลงบางอย่างอยู่แน่นอน

 

เขาขมวดคิ้วด้วยความงุนงงและคิดคำนวณในใจอย่างลับว่าๆ พวกมันแลกเปลี่ยนซื้อขายอาวุธของตระกูลจี้ แล้วทำไมต้องทำลับๆล่อๆขนาดนี้ ? หรือพวกมันมีแรงจูงใจซ่อนเร้นบางอย่าง ?”

 

หลังจากนั้นครู่หนึ่งชายที่มีใบหน้ายาวเหมือนม้าก็เดินออกมา มันเดินไปหาชายสองคนที่แบกกล่องออกมารออยู่ก่อนแล้ว จากนั้นก็เตรียมที่จะออกเดินทาง

 

ดูเหมือนว่าการซื้อขายครั้งนี้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ชายชุดดำทั้งสองถอดหน้ากากออกและอยู่ในอารมณ์ที่ดีมาก  พวกมันเดินออกจากวิหารด้วยรอยยิ้มและพูดคุยกันด้วยเสียงต่ำ

 

ก่อนหน้านี้จี้เทียนซิงทำได้เพียงติดตามจากระยะไกลๆและเห็นเพียงด้านหลังของพวกมันเท่านั้น  แต่ชายหนุ่มก็รู้สึกคลับคล้ายคลับคลากับชายร่างสูงที่กำยำคนนั้นมาก

 

ในที่สุดเมื่อพวกมันเดินออกมาพร้อมกับถอดหน้ากากออก  ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่สาดส่องทำให้เห็นใบหน้าของพวกมันได้อย่างชัดเจน สีหน้าของจี้เทียนซิงกลายเป็นมืดมนไปในทันที

 

ทำไมถึงเป็นเขา ซวีจือเฟิ่ง คนสนิทของท่านลุงสอง... ?!”

 

จบบทที่ ตอนที่ 27 แล้วเจ้าล่ะเป็นตัวอะไร ?

คัดลอกลิงก์แล้ว