เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 6 ปรมาจารย์เสวี่ย

ตอนที่ 6 ปรมาจารย์เสวี่ย

ตอนที่ 6 ปรมาจารย์เสวี่ย


ตอนที่ 6 ปรมาจารย์เสวี่ย

แปล Tarhai

 

 

หลังจากทานอาหารเช้าแล้ว จี้เทียนซิงก็พาฮวนเอ๋อไปยังหอวิญญาณโอสถ

 

ทั้งคู่นั่งอยู่ในรถม้าและพูดคุยกันสัพเพเหระเกี่ยวกับโอสถตัวใหม่ที่ปรมาจารย์เสวี่ยปรุงออกมา

 

จี้เทียนซิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ฮวนเอ๋อ การไปหอวิญญาณโอสถวันนี้คงมิเรียบง่ายนัก เป็นไปได้ว่ามีตระกูลราชวงศ์อื่นๆมาด้วย”

 

ฮวนเอ๋อชม้ายตามองและถามว่า “คุณชายใหญ่ ท่านหมายถึง ?”

 

จี้เทียนซิงอธิบายว่า “เนื่องจากเม็ดยาระดับลมปราณที่ท่านปรมาจารย์เสวี่ยปรุงออกมาใหม่นั้นล้ำค่าเกินไป นับประสาอะไรกับผู้ฝึกยุทธ์เขตแดนต้นกำเนิดแท้จริง แม้กระทั่งยอดฝีมือเขตแดนเชื่อมลมปราณก็ยังอยู่ไม่สุขด้วยซ้ำ”

 

“หากคนผู้นั้นสามารถครอบครองเม็ดยาระดับลมปราณ ผู้ฝึกยุทธ์ในเขตแดนต้นกำเนิดแท้จริงก็จะมีความสามารถเพิ่มพูนสูงขึ้นและเข้าสู่เขตแดนเชื่อมลมปราณได้อย่างง่ายดายอีกด้วย”

 

“เท่าที่ข้าทราบมา โอสถแบ่งออกเป็นสามรูปแบบ โอสถทั่วไป, โอสถระดับต้นกำเนิด, โอสถระดับลมปราณ  แต่ละระดับยังแบ่งออกเป็นขั้นต่ำไปถึงจนถึงขั้นดีที่สุด เช่นเดียวกับข้า ข้ามักจะกินโอสถระดับต้นกำเนิดเป็นประจำ  ในทุกๆเดือนข้าใช้จ่ายร่วม 20000 เหรียญเงินเพื่อโอสถเหล่านั้น ส่วนโอสถระดับลมปราณนั้นยิ่งแพงกว่า  นอกจากนั้นมันยังเป็นโอสถที่ปรุงออกมาโดยท่านปรมาจารย์เสวี่ย ข้าเกรงว่าแม้จะยอมจ่าย 100,000 เหรียญเงินต่อเม็ด ท่านก็อาจจะไม่ยอมขายให้ข้าด้วยซ้ำ...”

 

“โอสถเม็ดเดียวกับมีมูลค่ามากกว่า 100,000 เหรียญเงิน ? ด้วยเงินจำนวนนี้สามารถซื้อบ้านในเมืองจักรวรรดิได้นับสิบหลังเลยนะคะคุณชายใหญ่ !”

ฮวนเอ๋ออุทานด้วยความตกตะลึง นางอ้าปากค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ

 

จี้เทียนซิงเพียงยิ้มบางและไม่กล่าวอันใด

 

 

หลังจากนั้นไม่นานรถม้าก็มาถึงที่หอวิญญาณโอสถและหยุดที่หน้าประตูทางเข้า

 

จี้เทียนซิงและฮวนเอ๋อยังไม่ทันลงจากรถม้าก็ได้ยินเสียงดังเอะอะพูดคุยกันที่หน้าประตูแล้ว

เขาเดินลงจากรถม้าและได้เห็นว่ามีคนมากกว่าสี่สิบคนที่อยู่ด้านนอกประตูหอวิญญาณโอสถ คนเหล่านี้ล้วนเป็นขุนนางตระกูลใหญ่ในเมืองจักรวรรดิ ทุกคนล้วนแต่งกายอย่างเลิศหรูงดงาม

 

จี้เทียนซิงเพียงจ้องมองอย่างสบายๆเล็กน้อยและได้เห็นลูกหลานตระกูลขุนนางจำนวนมากที่รู้จักกัน พวกเขาต่างถือกล่องของขวัญหรูหราเอาไว้ในมือ

 

ถึงแม้ว่าประตูทางเข้าหอวิญญาณโอสถจะเปิดอยู่ แต่ก็ยังมีชายชุดดำสองคนยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูทำให้ผู้คนนับสี่สิบคนที่มาออกันต่างกล้าเข้าไปข้างในอย่างผลีผลาม พวกเขาทั้งหมดทำได้เพียงยืนรอคิวที่ประตูเท่านั้น

 

เมื่อจี้เทียนซิงลงจากรถม้าและพาฮวนเอ๋อไปที่ประตู ทันทีที่ฝูงชนได้เห็นภาพนี้ต่างก็หันศีรษะไปมองอย่างเย้ยหยัน

 

“ฮ่าๆๆ…ทุกคนดูนั่นสิ คุณชายใหญ่สกุลจี้อยู่นี่ !”

“เหอเหอ อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองจักรวรรดิกลับกลายเป็นคนไร้ค่าในชั่วข้ามคืนแถมยังถูกสกุลหลิงปฏิเสธ เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน”

“หากเป็นข้าคงฆ่าตัวตายหนีความอัปยศไปแล้ว !”

"เจ้าโง่หรือไง ? ทำไมต้องฆ่าตัวตาย  ด้วยความงามของแม่นางน้อยฮวนเอ๋อ เจ้าสามารถมีความสุขกับการปรนนิบัติบนเตียงของนางได้ทุกค่ำคืนไปจนตาย !”

 

เหล่าชนชั้นสูงต่างก็พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องจี้เทียนซิงและเยาะเย้ยเขา ยามมีพลังอำนาจพวกมันจะเคารพนอบน้อมและนับหน้าถือตาท่าน แต่ยามที่ท่านตกระกำลำบาก พวกมันจะยิ่งซ้ำเติมท่าน !  พวกมันมีความสุขในความทุกข์ของผู้อื่น

 

จี้เทียนซิงยังคงสงบนิ่งและไม่สนใจเสียงนกเสียงกา เขาเดินไปที่ประตูโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนและกล่าวกับยามเฝ้าประตูในชุดดำว่า “รบกวนพี่ท่าน  ช่วยแจ้งต่อท่านปรมาจารย์เสวี่ยได้หรือไม่ว่าจี้เทียนซิงมาเยี่ยมเยียน”

 

ยามชุดดำจ้องมองไปที่เขาและกล่าวอย่างไร้อารมณ์ว่า “รอซักครู่” จากนั้นก็หันกลับไปที่หอวิญญาณโอสถเพื่อรายงาน

 

 

ในขณะเดียวกันที่ห้องโถงรับรองของหอวิญญาณโอสถ

ปรมาจารย์เสวี่ยผู้สวมเสื้อคลุมสีม่วงกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หลักขณะจิบชาสนทนากับแขกคนหนึ่ง

 

ปรมาจารย์เสวี่ยมีอายุประมาณหกสิบปี ผมเผ้าหนวดเคราเป็นสีขาว เคราของเขายาวห้อยจนถึงหน้าอก ถึงแม้ว่าเขาจะมีอายุมากแล้ว แต่ก็มีพลังในขั้นเขตแดนเชื่อมลมปราณ นอกจากนี้เขามักจะกินโอสถบำรุงเป็นประจำจนทำให้ใบหน้ายังเป็นสีแดงดั่งดอกกุหลาบและดูเหมือนชายกลางคนที่มีอายุเพียง 40 ปีเท่านั้น

 

แขกที่นั่งถัดจากเขาเป็นดรุณีน้อยในชุดสีขาว รูปลักษณ์งามสง่าดั่งนางอัปสร ท่วงท่าการเคลื่อนไหวดูเรียบร้อยเป็นกุลสตรีที่อ่อนโยน

 

นางถือกล่องของขวัญหยกสีขาวหรูหราเอาไว้ในมือและส่งไปที่หน้าปรมาจารย์เสวี่ย  นางยิ้มด้วยรอยยิ้มอันเฉิดฉายและกล่าวว่า “ท่านปรจารย์เสวี่ย หยุนเฟยทราบว่าท่านเพิ่งออกจากการเก็บตัวเมื่อคืนนี้จึงรีบร้อนมาเยือนเพื่อแสดงความยินดีแต่เช้า”

“ผลบัวหยกพันปีทั้งสองนี้ขอมอบเป็นของขวัญเล็กน้อยให้ท่านปรมาจารย์”

 

ปรมาจารย์เสวี่ยเลิกคิ้วขึ้นในฉับพลัน ดวงตาของเขาส่องประกายด้วยสีสันแปลกตาและรับกล่องหยกมาด้วยรอยยิ้ม

“ไอหยา, หลานหยุนเฟยช่างเป็นเด็กสาวที่จิตใจงดงามจริงๆ !”

“ผลบัวหยกพันปีเป็นวัตถุดิบปรุงยาชั้นสูงที่ได้มาด้วยโชคเท่านั้น มิอาจหาพบได้ง่ายๆ หลานหยุนเฟยยังสามารถมีถึงสอง โชควาสนาของหลานหยุนเฟยทำให้ข้าอิจฉานัก”

 

หลิงหยุนเฟยยิ้มจางๆและกล่าวว่า “มีคำกล่าวว่ามือกระบี่คือวีรบุรุษ แต่นักปรุงโอสถระดับสูงที่สมเป็นวีรบุรุษก็มีเพียงปรมาจารย์เสวี่ยเท่านั้น ท่านปรมาจารย์เสวี่ยกับสกุลหลิงของพวกเรามีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเสมอมา หยุนเฟยมาเยือนผู้อาวุโสในนามของท่านพ่อด้วย ดังนั้นของขวัญเล็กน้อยนี้ ท่านมิต้องเกรงใจ”

 

“ฮ่าๆๆ… เช่นนั้นตาแก่ผู้นี้ก็ไม่เกรงใจแล้ว  ขอบใจหลานหยุนเฟยมาก”

 

ปรมาจารย์เสวี่ยหัวเราะเสียงดังด้วยความอิ่มอกอิ่มใจและหยิบขวดหยกสีขาวออกจากแขนเสื้อ

“หลานหยุนเฟย นี่คือเม็ดยาสะสมวิญญาณสองเม็ดที่ตาแก่คนนี้ปรุงขึ้นเมื่อคืน ด้วยเม็ดยาพวกนี้เจ้าจะสามารถเพิ่มพูนทักษะของเจ้าได้อย่างแน่นอนและช่วยให้เจ้าได้เข้านิกายหนุนสวรรค์ได้สำเร็จ”

 

หลิงหยุนเฟยเผยยิ้มอันอ่อนหวานและรับของขวัญมาจากปรมาจารย์เสวี่ย

นางรับขวดหยกสีขาวมาและกล่าวขอบคุณ

 

ในเวลานี้เอง ยามเฝ้าประตูชุดดำก็เดินเข้ามาในห้องโถง หลังจากทำความเคารพต่อปรมาจารย์เสวี่ยแล้วก็รายงานว่า “เรียนท่านปรมาจารย์, คุณชายใหญ่สกุลจี้ จี้เทียนซิงมาขอพบท่านขอรับ”

 

“จี้เทียนซิง ?”

ปรมาจารย์เสวี่ยเลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงน “เขามาด้วยกิจธุระอันใด ?”

 

จากนั้นก็หันไปมองที่หลิงหยุนเฟย

 

หลิงหยุนเฟยหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อยและดวงตาของนางก็พาดผ่านไปด้วยอาการสบประมาท

 

นางเผยยิ้มอย่างรวดเร็วและอธิบายต่อปรมาจารย์เสวี่ยว่า “ท่านปรมาจารย์เสวี่ย ท่านเก็บตัวมาสามเดือนและเพิ่งออกมาเมื่อคืน บางทีท่านอาจจะไม่รู้จักจี้เทียนซิง...”

 

หลิงหยุนเฟยใส่ร้ายจี้เทียนซิงทันทีและบอกว่าเขาเป็นขยะไร้ค่า อีกทั้งยังเป็นฝ่ายยกเลิกสัญญาหมั้นหมายกับนางก่อน

 

สีหน้าปรมาจารย์เสวี่ยแปรเปลี่ยนเป็นโกรธกริ้วในฉับพลันและตะโกนใส่ยามชุดดำว่า “เอามันออกไป ! ขยะไร้ค่าที่สูญเสียพลัง ยังมีหน้ามาขอให้ข้าช่วยอีกงั้นหรือ?”

 

“รับทราบขอรับ !”

ยามชุดดำป้องมือรับคำสั่ง และหันหลังเดินออกไปจากห้องโถงทันที

 

 

......

 

จี้เทียนซิงยืนรออยู่ที่ประตูทางเข้าหอวิญญาณโอสถอย่างสงบเสงี่ยมและอดทน

 

แม้จะยังคงมีเสียงกระซิบกระซาบอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ของผู้คนข้างๆ แต่เขาก็ทำหูทวนลมและพยายามระงับความโกรธในใจเอาไว้

 

เขารู้ดีว่าเมื่อตอนที่เขายังคงเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของจักรวรรดิ เหล่าชนชั้นสูงพวกนี้ทำได้เพียงชม้อยตามองเขาอย่างเทิดทูนและไม่กล้าหายใจแรงให้เขาขุ่นเคืองด้วยซ้ำ

 

ในอดีตเหล่ารุ่นเยาว์ผู้มีอำนาจในเมืองเหล่านี้ล้วนแต่โค้งคำนับและทักทายด้วยความปลื้มปิติ

แต่ตอนนี้เขาสูญเสียพลังบ่มเพาะและกลายเป็นขยะไร้ค่า พวกมันกลับหัวเราะเยาะและดูถูกเขา

 

นี่คือสัจจะธรรมและเป็นธรรมชาติของมนุษย์ !

 

ในเวลานี้เองยามชุดดำก็กลับมาที่ประตูทางเข้า เขามองไปที่จี้เทียนซิงอย่างเฉยเมยและกล่าวอย่างเหยียดหยามว่า “เจ้ามาทางไหนก็กลับไปทางนั้น ท่านปรมาจารย์ไม่อยากเสียเวลาพบเจ้า !”

 

เหล่าชนชั้นสูงที่อยู่รอบๆต่างก็ระเบิดเสียงหัวเราะและยินดีกับความโชคร้ายของผู้อื่น

 

ใบหน้าของจี้เทียนซิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย สองมือข้างกายกำหมัดไว้แน่นจนเล็บจิกเข้าไปในมือ

 

ใบหน้าที่น่ารักสดใสของฮวนเอ๋อกลายเป็นสีขาวซีดและตะโกนใส่ยามชุดดำว่า “เจ้า !  เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังพูดกับใคร ?! นี่คือคุณชายใหญ่สกุลจี้...”

 

ฮวนเอ๋อยังไม่ทันพูดจบ ยามชุดดำก็ส่งเสียงหัวเราะและกล่าวอย่างไม่แยแสว่า

“ทำไมข้าจะไม่รู้ คุณชายใหญ่สกุลจี้ จี้เทียนซิง”

“ตอนนี้ทุกคนทั่วทั้งเมืองจักรวรรดิต่างก็รู้จักเขา อัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองที่มีพลังในระดับปรับแต่งกายาขั้นที่สาม โอ้.....”

 

ฮวนเอ๋อตัวสั่นเทาในทันที นางขบกรามแน่นเดินไปเตรียมจะสั่งสอนยามชุดดำ

 

จี้เทียนซิงมีสีหน้าเย็นชาและกล่าวว่า “ฮวนเอ๋อ ช่างมันเถิด พวกเรากลับกันได้แล้ว”

 

ฮวนเอ๋อร่ำร้องใส่ยามชุดดำจากนั้นนางก็ตามหลังจี้เทียนซิงไป

 

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่จี้เทียนซิงเดินฝ่าฝูงชนก็มีชายหนุ่มเสื้อคลุมสีน้ำเงินที่ดูหรูหราขวางทางเอาไว้

 

จบบทที่ ตอนที่ 6 ปรมาจารย์เสวี่ย

คัดลอกลิงก์แล้ว