- หน้าแรก
- ยอดช่างสัก เริ่มต้นด้วยการผูกมัดแผนภาพเทพมาร
- บทที่ 120 เก็บตัวฝึกฝน
บทที่ 120 เก็บตัวฝึกฝน
บทที่ 120 เก็บตัวฝึกฝน
บทที่ 120 เก็บตัวฝึกฝน
ในขณะที่เย่เฉินกำลังทะลวงขีดจำกัดพลังจิตวิญญาณของตัวเอง โรงประมูลของตระกูลซูก็ได้กระจายข่าวเรื่องแกนผลึกสัตว์อสูรล็อตใหม่ที่เพิ่งมาถึงออกไปแล้ว
พร้อมทั้งประกาศว่าจะเริ่มทำการประมูลในคืนนี้เลย ขอให้ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมประมูลรีบมาจับจองพื้นที่ล่วงหน้า
และก่อนที่จะเริ่มการประมูล เจ้าหน้าที่จากหน่วยบังคับใช้กฎหมายก็ได้ติดต่อกับโรงประมูลของตระกูลซูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เจ้าหน้าที่หน่วยบังคับใช้กฎหมายพากันเปลี่ยนไปใส่ชุดพนักงานของโรงประมูล แล้วแฝงตัวอยู่ตามมุมต่างๆ ของโรงประมูลอย่างเงียบเชียบ
ทุกคนต่างกำลังเฝ้ารอการปรากฏตัวของใครบางคน
หัวหน้าลี่และซูเหยียนเทียนยืนอยู่บนชั้นบนสุดของลานประมูล สายตาจับจ้องไปที่ทุกคนที่เดินผ่านประตูทางเข้าอย่างไม่วางตา
ในที่สุด เมื่อบุคคลที่มีลักษณะตรงตามข้อมูลของตระกูลซูปรากฏตัวขึ้น หัวหน้าลี่และซูเหยียนเทียนก็เริ่มลงมือพร้อมกัน
ชายคนนั้นเพิ่งจะก้าวเข้าไปในห้องวีไอพี ไม่ทันไรก็มีคนสองคนเดินตามเข้าไปติดๆ
"ช่วงสามเดือนที่ผ่านมา คุณซื้อแกนผลึกสัตว์อสูรจากโรงประมูลตระกูลซูไปไม่น้อยเลยนะ"
"พวกเราอยากจะรู้สักหน่อย ว่าคุณเอาแกนผลึกสัตว์อสูรพวกนี้ไปใช้ทำอะไรบ้าง?"
"หวังว่าคุณจะยอมพูดคุยกับพวกเราดีๆ นะ"
เมื่อเห็นซูเหยียนเทียนและหัวหน้าลี่เดินเข้ามา สีหน้าของชายคนนั้นก็มืดครึ้มลงทันที
แต่เขาก็ไม่ได้รีบร้อนพูดอะไรออกมา
ทำเพียงแค่กวาดสายตามองทั้งสองคนตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วจึงเอ่ยปาก
"ไม่มีอะไรจะบอก"
"ที่นี่คือโรงประมูลตระกูลซู พวกคุณน่าจะรู้กฎดีนะ"
"อย่ารอให้ฉันต้องเรียกคนมาไล่พวกคุณสองคนออกไป ถึงตอนนั้นค่อยยอมไปมันจะดูไม่จืดเอาเปล่าๆ!"
พูดจบ ชายคนนั้นก็เตรียมจะกดกริ่งที่อยู่ใกล้มือ หวังจะเรียกพนักงานของโรงประมูลตระกูลซูให้เข้ามา
ซูเหยียนเทียนและหัวหน้าลี่ย่อมไม่มีความคิดที่จะเข้าไปขัดขวางเขาเลยแม้แต่น้อย
ไม่นาน เสียงกริ่งก็ดังขึ้น พนักงานของโรงประมูลตระกูลซูก็พากันเดินเข้ามาในห้อง
"ไล่สองคนนี้ออกไปให้พ้นหน้าฉันที"
ชายคนนั้นชี้หน้าหัวหน้าลี่และซูเหยียนเทียน พลางออกคำสั่งด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด
ทว่าพนักงานที่เพิ่งเดินเข้ามา กลับเดินตรงหรี่เข้าไปหาชายคนนั้นแทน
"พวกแกจะทำอะไร?"
"ฉันเป็นถึงแขกวีไอพีของโรงประมูลตระกูลซูเชียวนะ!"
"ตระกูลซูของพวกแกไม่อยากจะทำมาหากินในเมืองเซนต์โดแล้วหรือไง?"
เมื่อถูกพนักงานเหล่านั้นจับรวบแขนทั้งสองข้างไว้ ชายคนนั้นก็เริ่มลุกลี้ลุกลน
และเริ่มโวยวายใส่พนักงานที่อยู่รอบตัว
หัวหน้าลี่ขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีกต่อไป จึงหยิบบัตรประจำตัวของตัวเองขึ้นมาโชว์ให้ดู
"เบิกตาดูให้เต็มที่ ว่าฉันเป็นใคร"
"ในเมื่ออยู่ที่นี่แล้วไม่อยากคุยกันดีๆ งั้นพวกเราก็เปลี่ยนที่คุยกันหน่อยก็แล้วกัน"
"เอาตัวไป!"
เมื่อรู้ว่าคนรอบตัวไม่ใช่พนักงานของโรงประมูลตระกูลซู แต่เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยบังคับใช้กฎหมาย
ชายคนนั้นก็รู้ตัวทันทีว่าคราวนี้เขาพลาดท่าเสียแล้ว
แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มสงสัยในตัวเขาได้อย่างไร
แต่เขาจะยอมถูกจับกลับไปง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
ชายคนนั้นปลดปล่อยพลังของตัวเองออกมาในพริบตา หมายจะอาศัยจังหวะที่เจ้าหน้าที่หน่วยบังคับใช้กฎหมายเผลอ พุ่งตัวหลบหนีออกไป
ในวินาทีที่เขาซัดเจ้าหน้าที่ที่กำลังจะสวมกุญแจมือให้จนล้มคว่ำ และกำลังจะพุ่งตัวออกไปด้านนอก ซูเหยียนเทียนก็ขยับตัว
ชายคนนั้นถูกแช่แข็งให้อยู่กับที่ในทันที
ทำได้เพียงเบิกตากว้างมองคนในนั้นคุมตัวเขาขึ้นรถของหน่วยบังคับใช้กฎหมายไป
นอกเมืองเซนต์โด ภายในถ้ำเร้นลับแห่งหนึ่ง
ชายร่างสูงใหญ่นั่งอยู่บนเก้าอี้หิน ในมือถือจดหมายข่าวกรองที่คนสนิทเพิ่งส่งให้
ทันใดนั้น เขาก็ซัดหมัดลงบนเก้าอี้ด้วยความโกรธเกรี้ยว
เก้าอี้ที่ทำจากหินแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ในพริบตา!
"ไอ้พวกหน่วยบังคับใช้กฎหมายบัดซบ!"
"ถึงกับกล้าจับตัวพี่รองไปเชียวรึ!"
"พี่สามกับคนอื่นๆ ออกไปล่าสัตว์ตั้งแต่เมื่อคืนป่านนี้ก็ยังไม่กลับมา! ไม่ได้การ จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว"
พูดจบ ชายคนนั้นก็ตวัดสายตาไปมองคนข้างกาย
"การทดสอบเจ็ดสถาบันในส่วนที่สอง จะเริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่กันแน่?"
"รีบไปเร่งให้พวกมันเริ่มได้แล้ว!"
"ฉันรอไม่ไหวแล้ว แผนการของพวกเราจะต้องเลื่อนขึ้นมาดำเนินการให้เร็วที่สุด!"
คนข้างกายได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้เอ่ยปากตอบอะไร ทำเพียงพยักหน้ารับเงียบๆ
ภายในวิทยาลัย เย่เฉินอาบน้ำชำระร่างกายจนสะอาดเอี่ยม เพิ่งจะเดินกลับเข้ามาในสตูดิโอของตัวเอง ก็เห็นเสิ่นเวยเวยนั่งรออยู่ข้างในแล้ว
เสิ่นเวยเวยในวันนี้ดูแปลกไปจากเมื่อก่อนเล็กน้อย
เย่เฉินเพียงแค่ปรายตามอง ก็รู้ได้ทันทีว่าน่าจะเกี่ยวพันกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้อย่างแน่นอน
"ป๋าเย่ คุณไปอาบน้ำมาเหรอคะ?"
เสิ่นเวยเวยสังเกตเห็นว่าเย่เฉินกลับมาแล้ว สายตาของเธอจับจ้องไปที่เขา ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
เย่เฉินพยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็ถามถึงเรื่องที่เธอกลับไปที่ตระกูลในวันนี้
"อย่าให้พูดเลยค่ะป๋าเย่ พอกลับไปฉันก็โดนสวดหูชาไปชุดใหญ่เลย"
"เอาเป็นว่าช่วงหลายเดือนต่อจากนี้ ฉันคงหมดสิทธิ์ออกนอกเมืองแล้วล่ะค่ะ ต่อให้เป็นเมืองชั้นในก็ออกไปไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่าการทดสอบเจ็ดสถาบันจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง"
"ที่ฉันมาหาคุณวันนี้ ความจริงก็แค่อยากจะมาบอกป๋าเย่ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน คุณไม่ต้องเก็บมาใส่ใจมากนักหรอกนะคะ"
"ต้องโทษที่พวกเรายังเก่งไม่พอ ไม่อย่างนั้นล่ะก็..."
เสิ่นเวยเวยพูดค้างไว้แค่นั้น ก่อนจะถอนหายใจออกมา
"ป๋าเย่ คุณวางใจเถอะนะคะ ฉันจะพยายามฝึกฝนให้หนักขึ้นเป็นสองเท่าเลย"
"ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกในคราวหน้า ฉันขอรับรองเลยว่าจะปกป้องคุณให้ได้!"
"อย่างน้อยที่สุด ฉันก็จะต้องไม่ทำตัวเป็นตัวถ่วงของคุณให้ได้ค่ะ!"
เย่เฉินมองดูเสิ่นเวยเวยในเวลานี้ เขารู้ดีว่าทำไมเธอถึงพูดแบบนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะหลุดยิ้มออกมา
"โอเค งั้นผมจะตั้งตารอวันที่เวยเวยจะมาปกป้องผมก็แล้วกันนะ"
"ถึงตอนนั้น ผมคงต้องขอพึ่งใบบุญเดินตามหลังคุณเพื่อกินหรูอยู่สบายแล้วล่ะ!"
เสิ่นเวยเวยถึงค่อยเผยรอยยิ้มออกมาได้บ้าง
"แน่นอนอยู่แล้วค่ะ"
"เอาเป็นว่า ในอนาคตถ้าฉันมีของอร่อยตกถึงท้องเมื่อไหร่ ก็จะไม่มีทางขาดส่วนของป๋าเย่ไปได้หรอกค่ะ"
"เอาล่ะ สายมากแล้ว ฉันไม่รบกวนเวลาของคุณแล้วดีกว่า ฉันต้องไปฝึกฝนแล้วล่ะค่ะ" เสิ่นเวยเวยลุกขึ้นยืน
เย่เฉินย่อมไม่ได้รั้งตัวเธอไว้ ทำเพียงมองตามแผ่นหลังของเธอที่เดินออกจากสตูดิโอไป
เมื่อกลับมานั่งลงอีกครั้ง เย่เฉินก็เปิดหน้าต่างสถานะของตัวเองขึ้นมาดู
พบว่าค่าประสบการณ์ของเขากำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน ถึงแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นทีละไม่มากก็ตาม
บันทึกที่อยู่ด้านล่าง ล้วนเป็นชื่อของผู้มีอักขระเทพของเขาทั้งสิ้น
ดูเหมือนว่าทุกคนจะไม่ได้อยู่เฉยๆ กันเลย
โดยเฉพาะซูมู่ ดูเหมือนว่าเธอจะเริ่มฝึกฝนไปได้พักใหญ่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เป้าหมายที่เธอใช้ฝึกฝนดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนไม่น้อยเลยทีเดียว ดูท่า ซูมู่เองก็คงคิดแบบเดียวกับเสิ่นเวยเวย
จากเหตุการณ์เมื่อคืน ทำให้ตระหนักได้ว่าพลังของตัวเองยังไม่เพียงพอ
เย่เฉินถอนหายใจออกมา
แม้จะถอนหายใจ แต่ลึกๆ แล้วในใจเขากลับรู้สึกยินดี
อย่างน้อยถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป วันที่เขาจะสามารถทะลวงขีดจำกัดเลื่อนไปสู่ระดับต่อไปได้เร็วกว่ากำหนด ก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว!
เพิ่งจะได้พักผ่อนไปเพียงครู่เดียว เย่เฉินก็มองผ่านหน้าต่างสตูดิโอออกไป เห็นเงาร่างของซ่งอวี้
แน่นอนว่า ความจริงแล้วซ่งอวี้ในเวลานี้ยังอยู่ห่างจากสตูดิโอพอสมควร
แต่ด้วยพลังจิตวิญญาณของเย่เฉินที่เลื่อนระดับขึ้นมาจนเข้าสู่สภาวะการรับรู้ถึงระดับจุลภาคแล้ว ย่อมสามารถสัมผัสได้ก่อนล่วงหน้า
เมื่อรู้ว่าเป็นซ่งอวี้ที่กำลังมุ่งหน้ามาหา เย่เฉินก็พอจะเดาออกว่าอีกฝ่ายมาด้วยเรื่องอะไร
ซ่งอวี้เดินมาถึงหน้าประตูสตูดิโอ พอเห็นประตูยังคงปิดสนิท ก็ลังเลอยู่นานสองนาน ไม่รู้ว่าตัวเองสมควรจะเคาะประตูดีหรือไม่