- หน้าแรก
- ในเมื่อจนนักก็วาดเทพเจ้าแห่งโชคลาภขึ้นมาซะเลย
- บทที่ 502 - ฟ้าดินใหม่ บรรยากาศใหม่
บทที่ 502 - ฟ้าดินใหม่ บรรยากาศใหม่
บทที่ 502 - ฟ้าดินใหม่ บรรยากาศใหม่
ทางฝั่งราชาเห็ดยักษ์ ปฏิกิริยาค่อนข้างรุนแรงเลยทีเดียว
วินาทีก่อนยังเพิ่งจะย่อยสลายพลังเนื้อเยื่ออยู่เลย วินาทีต่อมาผืนดินเนื้อเยื่อที่เส้นใยเห็ดหยั่งรากลงไปก็ถูกแทนที่ด้วยผืนดินที่แข็งแกร่งมั่นคง
"การสร้างฟ้าดินงั้นเหรอ" ราชาเห็ดยักษ์แอบตกใจ "แต่การสร้างฟ้าดินนี้ทำไมถึง..."
เมื่อสัมผัสได้ถึงผืนดินอันหนักแน่นและมั่นคง ภายในใจของราชาเห็ดยักษ์ก็ไม่อาจสงบลงได้เป็นเวลานาน
ผืนดินแห่งนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปอย่างมาก ไม่เหมือนกับผืนดินใดๆ ที่เคยสัมผัสมาก่อน
รู้สึกเหมือนกับว่าผืนดินตรงหน้าคือผืนแผ่นดินที่แท้จริง
ไม่ว่าจะเป็นผืนดินของโลกมนุษย์ในอดีต หรือผืนดินของมิติต่างๆ ล้วนดูขาดอะไรบางอย่างไป
"พระเจ้า พลังมารร้ายก็ถูกปัดเป่าไปด้วยงั้นเหรอ"
เมื่อมองไปที่พลังชั่วร้ายที่ตนเองขับถ่ายออกไป เห็ดพิษสีดำจำนวนมากก็เน่าเปื่อยและสลายหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
พลังชั่วร้ายทั้งหมดที่อยู่แนวหน้ามลายหายไปในพริบตา
ในจังหวะนี้เอง ฝูงชนจากฝ่ายต่างๆ ที่อยู่แนวหน้าต่างพากันยืนอึ้ง กวาดสายตามองฟ้าดินแห่งใหม่อย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
"ม้วนภาพฟ้าดิน นี่คือม้วนภาพฟ้าดิน!" ทางฝั่งทีมสำนักเติงเฟิง ไป๋สือฉีร้องอุทานด้วยความตกใจ "มีคนใช้ม้วนภาพฟ้าดินแทนที่เมืองเย่าหยาง"
"ไหนบอกว่าม้วนภาพฟ้าดินสร้างตามปกติไม่ได้ไง"
"ก็แค่พวกคนเบื้องล่างอย่างเราสร้างตามปกติไม่ได้เท่านั้นแหละ"
"ศิษย์พี่ไป๋หมายความว่า... คนเบื้องบนลงมือเองงั้นเหรอ"
"มีความเป็นไปได้สูงมาก"
"ก่อนหน้านี้ก็เคยได้ยินมาว่าคนเบื้องบนแอบต่อต้านการรุกรานของเทพมารอยู่ลับๆ ตอนนี้ฟ้าดินแห่งใหม่ผุดขึ้นมา ก็คงเป็นฝีมือคนเบื้องบนแน่ๆ"
"เอ่อ... พวกนายรู้สึกไหมว่า ไอวิญญาณในอากาศมันบริสุทธิ์และเข้มข้นมาก"
"จริงด้วย บริสุทธิ์กว่าไอวิญญาณที่ไหนๆ เลย"
ไป๋สือฉีลองสัมผัสดูอย่างละเอียด ก็รู้สึกคุ้นๆ ขึ้นมา "แปลกจัง ทำไมถึงรู้สึกคล้ายกับไอวิญญาณในแคปซูลฝึกฝนต้นกุ้ยฮวาเลยแฮะ"
"แคปซูลฝึกฝนต้นกุ้ยฮวาอะไร" หลิวเชาประหลาดใจ "แคปซูลฝึกฝนภูตของอู๋เสียนน่ะเหรอ"
"ใช่แล้ว ไอวิญญาณที่เปลี่ยนมาจากวัตถุวิญญาณในนั้น มันคล้ายกับไอวิญญาณในตอนนี้มาก เพียงแต่ไอวิญญาณในตอนนี้เข้มข้นกว่าเท่านั้นเอง"
"เข้มข้นกว่านี้อีกเหรอ" หลิวเชาแอบตกใจ
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งบรรพบุรุษของแต่ละฝ่ายก็ยังคงตกอยู่ในความตกตะลึงอย่างหนัก
ต้องรู้ก่อนนะว่า สิทธิ์ในการสร้างม้วนภาพฟ้าดินถูกผูกขาดไว้ในมือคนเบื้องบนมาโดยตลอด พวกเขาใช้ชีวิตมาค่อนชีวิต นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นฟ้าดินแห่งใหม่ของมนุษย์ถูกสร้างขึ้นมากับตา
กระบวนการสร้างนั้นคล้ายคลึงกับอาณาเขตต่างมิติ แต่ความรู้สึกที่ส่งมาถึงพวกเขากลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ท้ายที่สุดแล้ว นี่คืออาณาเขตม้วนภาพที่เป็นของโลกมนุษย์ เป็นอาณาเขตฟ้าดินที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการอยู่อาศัยและการฝึกฝนของมนุษย์
เหล่าบรรพบุรุษต่างอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ ร่างกายอันชราภาพรู้สึกปลอดโปร่งและเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก
ถึงขั้นรู้สึกยอดเยี่ยมราวกับว่าจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกหลายวัน
"สถานที่ที่ดี เป็นสถานที่ที่ดีจริงๆ!" บรรพบุรุษต่างพากันถอนหายใจด้วยความตื้นตัน
"ในที่สุดคนเบื้องบนก็ลงมือแล้วสินะ"
เหล่าบรรพบุรุษต่างพากันนึกถึงคนเบื้องบนโดยสัญชาตญาณ
แต่กลับเห็นเฟิงซวี่มีสีหน้าตื่นเต้น ดวงตาจ้องเขม็งไปทาง "เมืองเย่าหยาง"
จากนั้น เซวียหลิงหลิงก็พึมพำด้วยความตื่นเต้น "สำเร็จแล้ว ทางฝั่งศิษย์รักทำสำเร็จแล้ว!"
"อาณาเขตภูเขาฮัวกั่วเหรอ" สวีชุ่นซินถามด้วยความสงสัย
"ใช่แล้ว ภูเขาฮัวกั่วนี่แหละ" เซวียหลิงหลิงกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ "รู้สึกว่าจะดีกว่าเมืองเย่าหยางเมื่อก่อนซะอีกนะเนี่ย"
บทสนทนาของทั้งสองคนทำให้เหล่าบรรพบุรุษที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับเหวอไปตามๆ กัน
"หมายความว่าไง ไม่ใช่ฝีมือคนเบื้องบนงั้นเหรอ"
"นี่คือฟ้าดินแห่งใหม่ที่พวกจิตรกรม้วนภาพระดับล่างอย่างเราสร้างขึ้นเองงั้นรึ"
"ล้อเล่นน่า สิทธิ์ในการสร้างม้วนภาพฟ้าดินอยู่ในมือคนเบื้องบนไม่ใช่หรือไง"
"ยัยหนูตระกูลเซวีย คำพูดเมื่อกี้ของเธอหมายความว่ายังไง การสร้างฟ้าดินครั้งนี้ไม่ใช่ฝีมือคนเบื้องบนงั้นเหรอ"
"คนเบื้องบนบ้าบออะไรกัน" เซวียหลิงหลิงแค่นเสียงดูแคลน "นี่คือม้วนภาพฟ้าดิน ภูเขาฮัวกั่ว ของสโมสรยมโลกเราต่างหาก"
"ภูเขาฮัวกั่วเหรอ คุ้นๆ แฮะ เหมือนเคยได้ยินที่ไหน"
"ดันเจี้ยนอาณาเขตที่ระงับการต่อสู้ไปเมื่อช่วงก่อนไง ของพรรค์นั้นเป็นม้วนภาพฟ้าดินงั้นรึ"
"จะว่าไป สภาพแวดล้อมและทิวทัศน์ก็ดูคล้ายๆ กันอยู่นะ"
"คล้ายอะไรล่ะ นี่มันใช่เลยต่างหาก!" บรรพบุรุษสำนักสัตว์เทพเอ่ยด้วยสีหน้าซับซ้อน
เมื่อไม่นานมานี้ เขาเองก็เพิ่งไปลองเล่นดันเจี้ยน [ภูเขาฮัวกั่ว] มาเหมือนกัน ภาพลวงตาที่เห็นตรงหน้านี้เรียกได้ว่าเหมือนกันเป๊ะๆ แบบไม่มีผิดเพี้ยน
ยกเว้นแต่ไม่มีพวกปีศาจใหญ่โผล่มาให้เห็น นอกนั้นก็มีครบทุกอย่าง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ บรรพบุรุษของฝ่ายต่างๆ ก็มองไปที่เฟิงซวี่อย่างสงสัยเพื่อขอคำยืนยัน
เฟิงซวี่ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ พูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบว่า "ไม่คิดเลยว่าหลานชายตัวน้อยของฉันจะทำได้สำเร็จจริงๆ ดีมาก ดีมากๆ สถานที่นี้ดูดีจริงๆ"
"เดี๋ยวนะ ทำได้ยังไงกัน" ทุกคนต่างประหลาดใจ
"หรือว่าสิทธิ์ในการสร้างม้วนภาพฟ้าดินจะถูกปลดล็อกแล้ว หลังจากที่ซ่างชางได้รับบาดเจ็บครั้งก่อน"
เฟิงซวี่มองไปที่เซวียหลิงหลิงอย่างครุ่นคิด "รู้สึกว่าจะอาศัยโควต้าของเมืองเย่าหยางในการสร้างใช่ไหม"
"ใช่แล้วค่ะ" เซวียหลิงหลิงพยักหน้ายิ้มรับ
"อะไรนะ เมืองเย่าหยาง" บรรพบุรุษตระกูลจ้าวตกตะลึง "เมืองเย่าหยางถูกทำลายไปแล้วไม่ใช่เหรอ"
"ใครบอกว่าถูกทำลายไปแล้ว ยังเหลือพื้นที่ปลอดภัยกระจัดกระจายอยู่อีกไม่ใช่หรือไง" เฟิงซวี่พูดติดตลก
ดวงตาของเหล่าบรรพบุรุษสั่นไหว นึกขึ้นได้ว่าค่ายพักแนวหลังของพวกเขาก็ยังอยู่
บรรพบุรุษสำนักเทพมารมีสีหน้าแปลกๆ ก่อนจะถึงบางอ้อ "หรือว่าจะเป็นผลงานของภาพวาดวัดแปลกๆ พวกนั้น มิน่าล่ะไอ้เด็กนั่นถึงจู่ๆ ก็วิ่งมาที่ค่ายของเรา ที่แท้ก็เพื่อจะสร้างม้วนภาพฟ้าดินนี่เอง"
ในขณะนี้ การสร้างม้วนภาพฟ้าดินใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ปรากฏการณ์ฟ้าดินที่รวมตัวกันอยู่บนท้องฟ้ายังคงไม่จางหายไป
เมื่อเห็นว่าความเคลื่อนไหวของการสร้างม้วนภาพฟ้าดินรอบๆ ค่อยๆ สงบลง บรรพบุรุษของแต่ละฝ่ายก็มองหน้ากัน ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังใจกลางของฟ้าดินแห่งใหม่นี้อย่างพร้อมเพรียงกัน
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดของแต่ละฝ่ายต่างพากันงุนงงกับภาพอันน่าตกตะลึงในจอ
"เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้นเนี่ย"
"เชี่ย! เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย แผ่นดินไหวเหรอ"
"ไม่สิ ปรากฏการณ์ฟ้าดินพลิกผันแบบนี้ ทำไมถึงดูคล้ายๆ กับขั้นตอนการสร้างอาณาเขตม้วนภาพเลยวะ"
"แต่แนวหน้ามันเป็นโลกมนุษย์ของเราไม่ใช่เหรอ จะไปมีการสร้างอาณาเขตได้ยังไง"
"ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าโลกมนุษย์ของเราจะสามารถถูกสร้างขึ้นด้วยม้วนภาพอาณาเขตได้"
"ไม่เคยได้ยินก็ไม่ได้แปลว่าไม่มี ไม่งั้นแกคิดว่าเมืองต่างๆ ของมนุษย์ในตอนนี้มาจากไหนกัน"
"สถานการณ์มันเป็นยังไงกันแน่ ฉันเข้าห้องไลฟ์สดผิดหรือเปล่า นี่มันห้องไลฟ์สดแนวหน้าของสำนักทงเทียนไม่ใช่เหรอ"
"แค่ไปฉี่แป๊บเดียว ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้ แนวหน้าหายไปไหนแล้ว"
"พูดไปแกอาจจะไม่เชื่อนะ สิ่งที่แกเห็นอยู่ตอนนี้แหละคือแนวหน้า"
"อย่ามาตลกน่า ภาพแนวหน้าที่เต็มไปด้วยก้อนเนื้อน่าขยะแขยงนั่น มันจะออกมาเป็นแบบนี้ได้ยังไง"
"แกมองดูดีๆ สิ รอยแยกมิติก็ยังอยู่ตรงนั้น เทาเที่ยก็ยังขวางหน้าประตูรอยแยกมิติกินแหลกอยู่เลย"
"เชี่ย! จริงด้วยแฮะ!"
"นี่มัน... เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย แค่ไปฉี่แป๊บเดียว ทำไมแนวหน้าถึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปได้"
"ดูเหมือนว่าจะเป็นการสร้างม้วนภาพฟ้าดินอะไรสักอย่างนะ"
...
ค่ายพักแนวหลังของสำนักเครื่องจักร บริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
กลุ่มของอู๋เสียนและคนอื่นๆ เฝ้ามองดูการสร้างฟ้าดินอันน่าสะเทือนเลื่อนลั่นนี้อย่างเหม่อลอย ภายในใจไม่อาจสงบลงได้เป็นเวลานาน
คุณปู่และคุณย่าต่างมีน้ำตาคลอเบ้า มองหน้ากันอย่างเงียบๆ
โลกมนุษย์ที่พวกเขาเฝ้าใฝ่ฝันถึง บัดนี้ได้กลายเป็นความจริงแล้ว
บรรพบุรุษผีดิบเจียงเฉินยังคงรักษาความสงบเยือกเย็น ไม่ค่อยสนใจฟ้าดินแห่งใหม่ของมนุษย์เท่าไหร่นัก สิ่งที่เธอสนใจมากกว่าคือกระบวนการสร้างฟ้าดินอันน่าทึ่งนั่นต่างหาก
"ช่างเป็นโลกที่ลึกลับซับซ้อนจริงๆ!" เจียงเฉินพึมพำแผ่วเบา
ในขณะเดียวกัน ร่างอวตารของเทพมารที่ถูกเธอกดไว้ใต้เท้าก็มาถึงวาระสุดท้าย
เมื่อขาดพลังเนื้อเยื่อมาหล่อเลี้ยง ร่างอวตารของเทพมารก็ไม่อาจฟื้นฟูได้อีก ซากที่เหลืออยู่กำลังถูกด้วงกินศพแทะกินจนหมดเกลี้ยง
"นี่... เป็นไปไม่ได้!"
"ไม่ ข้าไม่ยอมรับ! เมืองเย่าหยางเป็นของข้า!"
เสียงคำรามอย่างไม่ยินยอมของเทพมารดังก้องออกมาจากซากเนื้อเยื่อที่แหลกเหลว
พลังและโครงสร้างของฟ้าดินแห่งใหม่นี้ เหนือล้ำจินตนาการของเขามหาศาล
ถึงตอนนี้เขาเพิ่งจะเข้าใจว่าทำไมเฉินซื่อหลงถึงมอบแก่นแท้ฟ้าดินให้อู๋เสียน แทนที่จะเป็นเขา
แดนมารของเขาเทียบไม่ได้เลยกับอาณาเขตฟ้าดินตรงหน้านี้
พลังที่เคยแทรกซึมเข้ามาถูกขับไล่ออกไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเพียงหลุมเนื้อเยื่อท่ามกลางภูเขาและสายน้ำอันเขียวขจี
ไม่นานนัก ท่ามกลางเสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งของเทพมาร ร่างอวตารที่พังทลายก็ถูกด้วงกินศพเขมือบจนไม่เหลือซาก
เจียงเฉินนั่งขัดสมาธิลงเงียบๆ เพื่อกลั่นพลังจากร่างอวตารของเทพมาร
ทว่า ไอวิญญาณอันบริสุทธิ์เข้มข้นในฟ้าดิน ตลอดจนพลังฟ้าดินอันลี้ลับและสมบูรณ์แบบ กลับทำให้เธอรู้สึกไม่สบายตัว
พื้นที่โดยรอบถูกกลิ่นอายแห่งความตายและจิตสังหารอันรุนแรงของเธอแผ่ปกคลุมจนดูน่าขนลุก
ท้ายที่สุดแล้ว โลกมนุษย์ก็ไม่ใช่ที่สำหรับตัวตนอย่างเธอ
ทางฝั่งศาลเจ้าพ่อหลักเมือง กลุ่มคนจากสำนักเครื่องจักรและสมาชิกสโมสรต่างยืนอึ้ง ตกตะลึงจนพูดไม่ออก
อู๋เสียนค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างไม่เร่งรีบ ม้วนภาพ [ภูเขาฮัวกั่ว] อันหนักอึ้งใต้เท้าหายไปอย่างสมบูรณ์ หลอมรวมเข้ากับโครงสร้างฟ้าดินของโลกมนุษย์ไปแล้ว
หรือจะพูดให้ถูกคือ มันไม่ได้เป็นแค่การหลอมรวมเฉยๆ
แต่เป็นการสร้างรูปแบบใหม่ทั้งหมดต่างหาก
ผ่านการเชื่อมต่อกับแผนภาพเทพในทะเลจิต เขาสัมผัสได้ถึงพลังฟ้าดินของโลกมนุษย์ทั้งหมดที่กำลังหลั่งไหลมารวมกันที่ฟ้าดินแห่งใหม่นี้
เพียงแต่ด้วยโครงสร้างการแบ่งโซนแบบโมดูลของระเบียบฟ้าดินในปัจจุบัน ทำให้การหลอมรวมพลังฟ้าดินต้องพบกับอุปสรรคอยู่บ้าง
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือ ไม่ใช่แค่พื้นที่ของสี่วังมังกรเท่านั้นที่ถูกเชื่อมต่อและหลอมรวมเข้ามา แต่แม้แต่อาณาเขตยมโลกก็หลอมรวมเข้ามาด้วยวิธีพิเศษเช่นกัน โดยตอนนี้มันตั้งอยู่ลึกลงไปใต้ดินของภูเขาฮัวกั่ว
เช่นเดียวกับสี่วังมังกร [อาณาเขตยมโลก] หลอมรวมเข้ามาโดยไม่ได้ตัดขาดจากหุบเหวลึกลับอย่างสิ้นเชิง
ในขณะนี้ มันดำรงอยู่ทั้งในโลกมนุษย์และหุบเหวลึกลับด้วยวิธีพิเศษ
นอกจากนี้ ทางฝั่ง [ถ้ำผานซือ] ก็มีแนวโน้มที่จะหลอมรวมเข้ามาเช่นกัน เพียงแต่ความเชื่อมโยงนี้ยังไม่ถูกเปิดออกอย่างสมบูรณ์ คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการดำเนินเรื่องราวของม้วนภาพภูเขาฮัวกั่ว
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เมืองเย่าหยางแห่งใหม่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
ไม่สิ ไม่ใช่แค่เมืองเย่าหยางแห่งใหม่ธรรมดาๆ หรอก
ด้วยอาณาเขตและขนาดอันกว้างใหญ่ไพศาลของฟ้าดินภูเขาฮัวกั่วในตอนนี้ มันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เมืองเดียวอีกต่อไปแล้ว
จากการประเมินคร่าวๆ มันกว้างใหญ่พอๆ กับเขตการปกครองระดับมณฑลขนาดย่อมเลยทีเดียว
ในอนาคต พื้นที่แห่งนี้จะถูกพัฒนาให้กลายเป็นกลุ่มเมืองขนาดใหญ่ หรือแม้กระทั่งมณฑล โดยมี "เมืองเย่าหยางแห่งใหม่" เป็นศูนย์กลาง
แล้วคำถามก็คือ เมืองแห่งใหม่ในอนาคตควรจะใช้ชื่อว่าอะไรดี
เมืองเย่าหยางแห่งใหม่ หรือ เมืองภูเขาฮัวกั่ว
คงจะตั้งชื่อว่าเหลียนอวิ๋นก่างตรงๆ ไม่ได้หรอกมั้ง
แน่นอนว่าปัญหานี้ยังไม่รีบร้อน เอาไว้ค่อยปรึกษาหารือกันทีหลังก็ยังไม่สาย
สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ต้องดูสถานการณ์การต่อสู้ระหว่างอาณาเขตภูเขาฮัวกั่วกับแดนมาร รวมถึงสถานการณ์โดยรวมของฟ้าดินแห่งใหม่ของมนุษย์แห่งนี้เสียก่อน
เขาเหยียบกระบี่บินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กวาดสายตามองทิวทัศน์อันกว้างใหญ่ไพศาล ภายในใจเปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิม
ทันใดนั้น เสียงของราชันพฤกษาเทียนชิงก็ดังมาจากทางแผนภาพเทพเจี้ยนมู่ในทะเลจิต "สหายตัวน้อย ทางฝั่งนั้นก่อเรื่องใหญ่อะไรอีกล่ะเนี่ย"
"เปล่าครับ แค่สร้างฟ้าดินแห่งใหม่ของมนุษย์ขึ้นมาเฉยๆ อาจจะมีเสียงดังไปหน่อย" อู๋เสียนยิ้มรับ
"มิน่าล่ะ" ราชันพฤกษาเทียนชิงเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง "แค่อาณาเขตของมนุษย์ของนายมันจะดูเว่อร์วังไปหน่อยแล้วมั้ง ถึงกับดึงเอากลิ่นอายมิติของแดนผีและมหาสมุทรไร้สิ้นสุดเข้ามาเกี่ยวด้วย หนำซ้ำยังข้ามหน้าข้ามตาอำนาจของข้า เรียกใช้กฎเกณฑ์ของข้าโดยตรงเลย นี่นายกะจะรวบยอดเอาสองมิติใหญ่เข้ามารวมกันเลยหรือไง"
"อะแฮ่ม เรื่องนี้ผมก็ค่อนข้างแปลกใจเหมือนกันครับ" อู๋เสียนรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
แต่คำพูดของราชันพฤกษาเทียนชิงก็จุดประกายความคิดบางอย่างให้เขา
เป้าหมายสูงสุดของม้วนภาพอาณาเขตคือการสร้างโลกแห่งอนาคตใบใหม่ขึ้นมา
ในเมื่อจะสร้างโลกอนาคต แล้วทำไมถึงต้องแยกกันอยู่ แบ่งเป็นมิติต่างๆ ด้วยล่ะ
สู้เอามารวมเข้าด้วยกันแล้วพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองไปด้วยกันเลยไม่ดีกว่าหรือ
การถือกำเนิดของ [ภูเขาฮัวกั่ว] ในวันนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีเลยทีเดียว
"จะว่าไป อาณาเขตฟ้าดินของนายลี้ลับซับซ้อนมากจริงๆ ข้าสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของฟ้าดินมนุษย์แห่งนี้ได้อย่างชัดเจน" ราชันพฤกษาเทียนชิงกล่าวต่อ "ดูเหมือนจะเหมาะให้พวกเผ่าพันธุ์ต้นไม้ใบหญ้าอย่างเราไปแพร่พันธุ์อาศัยอยู่เหมือนกันนะเนี่ย"
อู๋เสียนไม่แปลกใจเลยกับเรื่องนี้
ราชันพฤกษาเทียนชิงในฐานะ "วิญญาณแท้จริงแห่งพฤกษา" ในยุคปัจจุบัน เป็นผู้ถือครองกฎเกณฑ์เกี่ยวกับพืชพรรณ
ฉากอันเขียวขจีอุดมสมบูรณ์ของภูเขาฮัวกั่วตอนที่ถูกสร้างขึ้น ย่อมต้องไปแตะโดนอำนาจของราชันพฤกษาเทียนชิงเข้าอย่างแน่นอน
"เอ๊ะ ท้องฟ้าและผืนดินของนาย..." ราชันพฤกษาเทียนชิงเหมือนจะตระหนักอะไรบางอย่างได้ "นายรอแป๊บนะ พวกเราหลายคนน่าจะส่งร่างอวตารข้ามไปได้แล้ว"
"หา" อู๋เสียนชะงักงัน
ใช่สิ ก่อนหน้านี้ที่เทพแท้จริงทั้งสี่ข้ามมาไม่ได้ ก็เพราะระเบียบฟ้าดินในปัจจุบันมันกากเกินไป โลกมนุษย์ก็แตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่สามารถรองรับพลังของเทพแท้จริงได้
แต่ตอนนี้ฟ้าดินแห่งใหม่ของภูเขาฮัวกั่วมันไม่เหมือนเดิมแล้วนะ
โครงสร้างฟ้าดินที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ผนวกกับการเสริมรายละเอียดจากพลังของม้วนภาพเทพมารดาปฐพีของคุณย่า ทำให้โครงสร้างฟ้าดินโดยรวมแข็งแกร่งดั่งหินผา
การรองรับร่างอวตารของเทพแท้จริงให้มาจุติย่อมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน
นั่นหมายความว่า ต่อจากนี้ไป เทพแท้จริงทั้งสี่สามารถมาทำกิจกรรมในโลกมนุษย์ได้แล้ว แต่จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ฟ้าดินใหม่ของ "ภูเขาฮัวกั่ว" เท่านั้น
ส่วนพื้นที่อื่นๆ ของโลกมนุษย์ก็ยังคงรองรับพลังระดับนี้ไม่ได้เหมือนเดิม
ขณะที่กำลังคิดทบทวนอยู่นั้น ปู่เล็กเฟิงซวี่และกลุ่มผู้อาวุโสก็เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุแล้ว และยังมองเห็นฝูงชนจำนวนมหาศาลกำลังตามมาเบื้องหลังอีกด้วย
"หลานชายตัวน้อยสุดที่รัก มาให้ปู่เล็กกอดหน่อยเร็ว"
ด้วยความตื่นเต้น ปู่เล็กเฟิงซวี่จึงพุ่งเข้ามาหมายจะอุ้มอู๋เสียนขึ้นมาด้วยความเอ็นดู
"..." อู๋เสียนหน้าดำคร่ำเครียด ทำเพียงสวมกอดปู่เล็กเบาๆ สีหน้าบ่งบอกถึงการปฏิเสธอย่างชัดเจน "แนวหน้าเป็นยังไงบ้างครับ"
"เหลือแค่รอยแยกมิติแห่งนั้นแล้วล่ะ แม้แต่เขตควบคุมมิติก็ไม่เหลือแล้ว" ปู่เล็กเฟิงซวี่อธิบายด้วยรอยยิ้มเบิกบาน "แน่นอนว่าตราบใดที่รอยแยกมิตินั่นยังอยู่ แนวหน้าก็ยังมีความจำเป็นต้องตั้งอยู่ต่อไป"
"งั้นก็ดีครับ" อู๋เสียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ พลังของอาณาเขตภูเขาฮัวกั่วดูจะทรงพลังกว่าที่คาดไว้เสียอีก เล่นผลักไสไล่ส่งทั้งแดนมารและพลังของเทพมารออกไปตั้งแต่เริ่มเลย
"ตอนที่เดินทางมาเมื่อกี้ ปู่แอบตรวจสอบรอยแยกมิติอื่นๆ ดูด้วยนะ" ปู่เล็กเฟิงซวี่เล่าต่อ "เท่าที่เห็นตอนนี้ พลังของโลกแมลง แดนร้างเครื่องจักร และอาณาเขตผี เหมือนจะแทรกซึมเข้ามาในฟ้าดินแห่งใหม่นี้ไม่ได้เลย
โดยเฉพาะทางฝั่งอาณาเขตผี ที่ถึงขั้นดูเหมือนจะหลอมรวมเข้ากับฟ้าดินแห่งนี้ได้อย่างกลมกลืนซะด้วยซ้ำ"
(จบแล้ว)