เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 451 - แก้ปัญหาด้วยการกินเท่านั้นเหรอ?

บทที่ 451 - แก้ปัญหาด้วยการกินเท่านั้นเหรอ?

บทที่ 451 - แก้ปัญหาด้วยการกินเท่านั้นเหรอ?


หลานชายหน้าตาเหมือนปู่ตอนหนุ่มๆ คำพูดนี้ฟังดูไม่มีปัญหาอะไร

แต่ปัญหาคืออู๋เสียนไม่ใช่หลานชายแท้ๆ ของปู่นี่สิ

พ่อแม่ของเขาเป็นเด็กกำพร้าที่ปู่เก็บมาเลี้ยงจากไฟสงครามในอดีต และปู่ก็ครองตัวเป็นโสดมาตลอดชีวิตไม่เคยแต่งงาน

ถ้าเป็นคำพูดตามมารยาทของคุณย่าตอนเจอกันครั้งแรกก็พอเข้าใจได้ แต่ดูจากสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคะนึงหาของคุณย่าแล้ว ดูไม่เหมือนพูดตามมารยาทเลยสักนิด

หรือว่า... ผมจะเป็นหลานแท้ๆ ของปู่จริงๆ?

แต่ก็ไม่น่าใช่ จากข้อมูลที่รู้มา พ่อแม่ผมเป็นเด็กที่ปู่เก็บมาเลี้ยงจริงๆ นี่นา

หรือว่าแม่จะเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยง แต่พ่อจริงๆ แล้วเป็นลูกลับๆ ของปู่กับคุณย่าอีกคน

เชี่ย ปู่ดูซื่อๆ แบบนี้ ที่แท้ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้ลึกขนาดนี้เชียวเหรอ

อาจเพราะสัมผัสได้ถึงสายตาแปลกๆ ของอู๋เสียน ปู่เลยพูดอย่างหัวเสียว่า "อย่าคิดเพ้อเจ้อ ปู่ใช้ชีวิตเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่แกคิดหรอก"

"อ้าว? แล้วทำไมผมถึงหน้าเหมือนปู่ตอนหนุ่มๆ ได้ล่ะครับ" อู๋เสียนสงสัย

"..." ปู่หน้าดำคร่ำเครียดพลางตอบ "ผัวเมียอยู่ด้วยกันนานๆ หน้าตายังคล้ายกันได้เลย ปู่เลี้ยงแกมาแต่เล็ก จะเหมือนกันบ้างก็ไม่แปลก"

ได้ยินแบบนั้น คุณย่าคนสวยที่อยู่ข้างๆ ก็ยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก มองปู่ด้วยสายตาหลงใหลและเทิดทูนสุดหัวใจ

ส่วนอู๋เสียนก็ได้แต่เงียบกริบ

ถ้าจะพูดแบบนั้น มันก็ดูสมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน

ยังไงผมก็เป็นเด็กที่ปู่เลี้ยงมากับมือ พฤติกรรมและบุคลิกย่อมติดเงาของปู่สมัยหนุ่มๆ มาบ้างเป็นธรรมดา

สงสัยจะคิดมากไปเอง

หลังจากทักทายพูดคุยกับปู่พอหอมปากหอมคอ ทางฝั่งปู่ก็ไม่ได้รบกวนอะไรมาก เพราะอู๋เสียนยังมีธุระสำคัญต้องจัดการ

เวลานี้ กองกำลังป้องกันเมืองเย่าหยางได้จัดวางตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว รอแค่ให้ภัยพิบัติมิตินั้นมาถึง

แต่เมื่อเทียบกับภัยพิบัติมิติ สิ่งที่เขาเป็นกังวลมากกว่าคือการแทรกซึมของแดนมาร และเจตจำนงเทพมารที่อยู่เบื้องหลัง

ทางสมาคมและกองทัพพยายามค้นหาร่องรอยของนายกเทศมนตรีเฉินซื่อหลง แต่ก็คว้าน้ำเหลวไม่เจอเบาะแสใดๆ

กลับกัน ภายในเมืองเย่าหยางเริ่มปรากฏภาพเหตุการณ์ประหลาดจากการถูกพลัง "เนื้อเยื่อ" กัดกร่อน

พื้นดินและบ้านเรือนในบางพื้นที่เริ่มมีเนื้อเยื่อลักษณะคล้ายเนื้องอกผุดขึ้นมา และกำลังขยายตัวลุกลามอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเช้านี้ สระน้ำเล็กๆ ทางเขตใต้ก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นบ่อเลือดส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปทั่วภายในชั่วข้ามคืน

ยังดีที่อพยพชาวบ้านออกไปก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นคงมีคนขวัญผวาตายกันบ้าง

ส่วนเรื่องน้ำประปา ปกติโลกม้วนภาพก็ไม่ได้ใช้น้ำบาดาลอยู่แล้ว จึงไม่มีผลกระทบอะไร

สรุปสั้นๆ คือยิ่งเวลาผ่านไป สถานการณ์ในเมืองเย่าหยางก็ยิ่งดูพิศวงและน่าขนลุกขึ้นทุกที

"พี่อู๋ แย่แล้ว" หม่าเถิงอวิ๋นรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา "ทางเขตก่อสร้างเกิดเรื่องใหม่อีกแล้ว"

เห็นหน้าหม่าเถิงอวิ๋น อู๋เสียนก็งงเป็นไก่ตาแตก "พี่ม้ายังไม่ไปอีกเหรอครับ"

ในฐานะนายน้อยแห่งสมาคมการค้าวั่นหรง ว่าที่ผู้สืบทอดกิจการ ทางสมาคมการค้าพอรู้ข่าวเรื่องนี้ ก็รีบสั่งการให้หม่าเถิงอวิ๋นถอนตัวทันที

เรื่องนี้อู๋เสียนและคนในเมืองเย่าหยางต่างก็เข้าใจดี

"การหนีทัพไม่ใช่สไตล์ของลูกผู้ชายตัวจริง" หม่าเถิงอวิ๋นพูดด้วยน้ำเสียงขึงขัง "อีกอย่างพี่อู๋ยังติดค้างม้วนภาพทองคำผมอีกตั้งหลายใบ ขืนพี่เป็นอะไรไป ผมมิติดดอยแย่เหรอ"

เจอคำพูดติดตลกของหม่าเถิงอวิ๋นเข้าไป อู๋เสียนก็อดมองนายน้อยผู้นี้ใหม่ไม่ได้

ดูจากเรื่องนี้ก็รู้แล้วว่า หม่าเถิงอวิ๋นเป็นคนที่น่าคบหาคนหนึ่ง

"ผมระดมคนจากสมาคมการค้ามาส่วนหนึ่งแล้ว ตอนนี้กำลังเดินทางมา" หม่าเถิงอวิ๋นพูดต่อ "เอาเถอะ รีบไปดูสถานการณ์ที่เขตก่อสร้างกับผมก่อนดีกว่า"

อู๋เสียนไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบตามหม่าเถิงอวิ๋นไปที่เขตก่อสร้างทันที

สองวันนี้ เนื้อเยื่อประหลาดที่เขตก่อสร้างขยายตัวเหมือนก้อนมะเร็งร้าย ปกคลุมไปทั่วบริเวณ

ทั่วทั้งไซต์งานก่อสร้างถูกปกคลุมด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ

"เริ่มมีมอนสเตอร์เกิดขึ้นมาแล้วเหรอ" อู๋เสียนดวงตาเป็นประกาย เริ่มสนใจขึ้นมา "มอนสเตอร์แบบไหน"

เพราะจนถึงตอนนี้ ยังไม่ยืนยันว่ามิติขุมนรกที่จะบุกเข้ามาคือมิติไหนกันแน่

และรูปลักษณ์ของมอนสเตอร์ที่เกิดจากพลังเทพมาร ก็น่าจะบ่งบอกเอกลักษณ์ของมิติขุมนรกนั้นได้บ้าง

"คล้ายๆ สัตว์อสูร แต่ก็เหมือนปีศาจจากนรก บอกไม่ถูกเหมือนกัน มันดูพิลึกพิลั่นชอบกล" หม่าเถิงอวิ๋นพยายามอธิบาย

"ปีศาจจากนรก?" อู๋เสียนพึมพำ

ครู่ต่อมา ทั้งคู่ก็มาถึงเขตก่อสร้างที่ถูกปิดล้อมไว้

เจ้าหน้าที่สมาคมและทหารบางส่วนกำลังรับมือกับมอนสเตอร์หน้าตาประหลาดที่ผุดออกมาจาก "ก้อนเนื้องอกยักษ์" อย่างสบายๆ

ผลุบ ผลุบ ผลุบ

มอนสเตอร์หน้าตาอัปลักษณ์ดุร้ายพากันดิ้นรนออกมาจากก้อนเนื้อยักษ์เหมือนบีบสิวเสี้ยน ร่างกายแดงฉานราวกับเลือด ดูเหมือนปีศาจที่หลุดมาจากขุมนรก

ความเก่งกาจไม่ได้มากมายอะไร ประมาณเลเวลสิบกว่าๆ เท่านั้น

แต่ภายใต้อิทธิพลของพลังชั่วร้าย มอนสเตอร์เนื้อเยื่อพวกนี้กลับตายยากตายเย็นเหมือนแมลงสาบ ฆ่าให้ตายสนิทได้ยากมาก

ปัง ปัง ปัง

พี่ชายรอยสักกับจางหน้าปรุพาทีมนักรบรอยสักกดพวกมันลงกับพื้นถูไถไปมา แต่ตบตียังไง อย่างมากก็แค่ตีให้เละเป็นกองเนื้อ

แล้วกองเนื้อพวกนั้นก็ขยับดึ๊บๆ ไหลกลับเข้าไปรวมกับก้อนเนื้องอกยักษ์ รอเวลาฟักตัวออกมาใหม่เหมือนสไลม์

"บ้าอะไรเนี่ย ตีไม่ตายสักที"

เหล่านักรบรอยสักบ่นอุบอย่างหัวเสีย

เทียบกันแล้ว ม้วนภาพสายสัตว์อสูรและสัตว์ร้ายยมโลกกลับทำผลงานได้ดีกว่า

พลังเนื้อเยื่อประหลาดพวกนี้แม้จะตีให้แตกไม่ได้ แต่กลับถูกพวกสัตว์อสูรและสัตว์ร้ายยมโลกจับกินได้หน้าตาเฉย

โจวฉีเองก็สังเกตเห็นจุดนี้ และกำลังพาม้วนภาพสัตว์ร้ายยมโลกมาทดสอบอยู่พอดี

"ดูเหมือนการกินจะได้ผลดีกว่าการโจมตีปกติ" โจวฉีขมวดคิ้วบอกข้อสรุป "เพียงแต่มันย่อยยากไปหน่อย"

"ย่อย?" อู๋เสียนงง

"หมายถึงความสามารถในการกลั่นพลังของตัวภูตภาพวาดเอง" โจวฉีอธิบาย "ตามทฤษฎีแล้ว สัตว์ร้ายยมโลกสามารถย่อยสลายสสารได้ทุกชนิด แถมยังมีประสิทธิภาพการย่อยสูงมาก

แต่เนื้อเยื่อประหลาดพวกนี้ กลับทำให้ตะขาบยมโลกเกิดอาการอาหารไม่ย่อย

ยังดีที่เนื้อพวกนี้ไม่มีพิษภัยอะไร แถมสารอาหารยังค่อนข้างสมบูรณ์ด้วยซ้ำ"

ได้ยินแบบนั้น อู๋เสียนก็ทำหน้าแปลกๆ

ดูเหมือนว่าทางแก้ทางเดียวสำหรับไอ้พวกนี้คือต้อง "กิน" ให้หมด วิธีอื่นดูจะไม่ค่อยได้ผล

ไฟของปี้ฟางก็พอจะเผาให้ราบคาบได้ แต่ "ความหนาแน่น" ของเนื้อเยื่อพวกนี้สูงเกินไป ทนไฟสุดๆ ไฟปี้ฟางไม่ได้เผาง่ายอย่างที่คิด

แถมระหว่างเผายังปล่อยมลภาวะบิดเบี้ยวออกมาจำนวนมหาศาลอีกต่างหาก

ที่สำคัญคือ ไอ้พวกนี้มันงอกใหม่และแพร่พันธุ์ได้ไม่จำกัด นับวันยิ่งมีแต่จะเยอะขึ้น

"คุณสมบัติและพลังของเทพมารตนนี้... กะจะให้คนกินจนท้องแตกตายเหรอไง" อู๋เสียนพูดติดตลกด้วยสีหน้าพิลึก

"ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ" โจวฉีพยักหน้าเห็นด้วย

อย่างน้อยจนถึงตอนนี้ พลังชั่วร้ายพวกนี้ก็นอกจากจะเปลี่ยนสสารต่างๆ ให้เป็นเนื้อเยื่อประหลาดแล้ว ก็ยังไม่ได้แสดงพิษภัยร้ายแรงอะไรออกมา

ปัญหาเดียวคือจัดการกับเนื้อเยื่อพวกนี้ยากชะมัด

และเมื่อเนื้อเยื่อประหลาดขยายวงกว้างขึ้น พลังในการ "กลืนกินและเปลี่ยนสภาพ" ของมันก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

"ปี้~ฟาง"

อู๋เสียนลองปล่อยปี้ฟางออกมา บินโฉบลงไปคาบก้อนสไลม์เนื้อเยื่อขึ้นมากลืนกินและกลั่นพลัง

จะว่าไป สารอาหารมันสมบูรณ์กว่ามอนสเตอร์ทั่วไปจริงๆ นั่นแหละ

แค่ย่อยยากไปนิด

ที่น่าสนใจคือ หลังจากปี้ฟางย่อยเนื้อเยื่อก้อนนี้แล้ว ดูเหมือนพลังสายเลือดจะเพิ่มขึ้นมานิดหน่อยด้วย

"เพิ่มพลังสายเลือดได้ด้วย?" อู๋เสียนอุทานด้วยความแปลกใจ

"หือ?" โจวฉีชะงัก "จริงดิ? ทำไมสัตว์ร้ายยมโลกของฉันไม่เห็นมีปฏิกิริยาอะไรเลย สงสัยจะมีผลกับสายเลือดของสิ่งมีชีวิตประเภทเนื้อหนังมังสาเท่านั้นมั้ง"

อู๋เสียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแอบโทรหาพี่รองเซวียเจิ้งอิงเงียบๆ "พี่รองครับ รบกวนให้พี่สะใภ้ส่งกองทัพแมลงมาหน่อยได้ไหมครับ เอามาเยอะๆ เลยยิ่งดี"

"หือ? เกิดสถานการณ์พิเศษอะไรขึ้นรึเปล่า" เซวียเจิ้งอิงถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"จะว่าไงดีล่ะ" อู๋เสียนอธิบายด้วยสีหน้าแปลกๆ "ดูเหมือนพลังเนื้อเยื่อประหลาดพวกนี้จะแก้ได้ด้วยการกินเท่านั้น ยิ่งกินจุยิ่งดีครับ"

แน่นอนว่าเผ่าแมลงอาจจะไม่ได้กินจุมาก แต่เน้นจำนวนเข้าสู้

เหมือนฝูงตั๊กแตนลงลงนา

แต่ถ้าจะเอาแบบกินดุจริงๆ ต้องเป็นพวกจอมตะกละ

ติดตรงที่ตอนนี้เขาไม่มีวัตถุดิบที่เหมาะสม ต้องหาทางรวบรวมก่อน

และดูจากสเกลของพลังเทพมารในตอนนี้ จอมตะกละระดับต่ำอาจจะเอาไม่อยู่ อย่างน้อยต้องเป็นจอมตะกละระดับม้วนภาพทองคำถึงจะพอฟัดพอเหวี่ยง

"พี่ม้า พอจะช่วยหาสมุนไพรหรือวัสดุพิเศษจากสมาคมการค้าให้ผมหน่อยได้ไหมครับ" อู๋เสียนหันไปถามหม่าเถิงอวิ๋น

"ได้แน่นอน" หม่าเถิงอวิ๋นรับคำทันที "พี่อู๋มีไอเดียรับมือแล้วเหรอ"

"พอมีอยู่บ้าง แต่จะได้ผลไหมต้องลองดูอีกที" อู๋เสียนครุ่นคิด "อีกอย่างม้วนภาพชุดนี้ตอนนี้ยังทำออกมาลำบาก"

ลำพังแค่คุณสมบัติ "ตะกละ" แค่มีวัตถุดิบกับคอนเซปต์ม้วนภาพ ก็อาจจะยังดึงศักยภาพความโหดออกมาได้ไม่สุด

ระหว่างที่กำลังใช้ความคิด จ้าวกงหมิงในทะเลจิตสำนึกก็เสนอแนะว่า "บางทีอาจจะเริ่มจากระดับสายเลือดก็ได้"

อู๋เสียนดวงตาเป็นประกาย รีบวิดีโอคอลหาสวีชิงซานทันที เข้าประเด็นไม่อ้อมค้อม "พี่สวี ถามอะไรหน่อย ในฐานข้อมูลสายเลือดของสำนักสัตว์เทพ มีพลังสายเลือดที่มีคุณสมบัติโลภมาก ตะกละ หรือการกลืนกินบ้างไหม"

"พี่อู๋จะเอาสายเลือดพวกนี้ไปทำอะไร" สวีชิงซานสงสัย

"ถามแค่ว่ามีหรือไม่มีก็พอ"

"ในความทรงจำก็น่าจะมีอยู่ไม่กี่ชนิด" สวีชิงซานนึก "แต่ปกติไม่ค่อยมีใครศึกษาหรือใช้งานจริงจัง จะมีก็แค่สายเลือดคุณสมบัติกลืนกินที่พอจะมีคนสนใจอยู่บ้าง

แต่จากเคสที่เคยผสานหรือปลูกถ่ายมา ผลลัพธ์ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่"

"มีใช่ไหม" อู๋เสียนตาลุกวาว "ส่งมาให้ผมหน่อยได้ไหม ถ้าเป็นไปได้ ขอข้อมูลโครงสร้างสายเลือดพวกนี้ทั้งหมดเลย"

"ได้น่ะมันก็ได้ แต่พี่ต้องบอกก่อนว่าจะเอาไปทำอะไร" สวีชิงซานยิ้มถาม

อู๋เสียนไม่ปิดบัง อธิบายวิกฤตที่เมืองเย่าหยางกำลังเผชิญ และความแปลกประหลาดของเนื้อเยื่อจากพลังเทพมารให้ฟังคร่าวๆ

"อะไรนะ? ยุคนี้ยังมีมิติรุกรานเกิดขึ้นอีกเหรอ" สวีชิงซานทั้งตกใจทั้งสงสัย แต่ก็ตื่นเต้น "ถือเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยาก... เดี๋ยวนะ เมื่อกี้พี่พูดว่าไงนะ

เนื้อเยื่อประหลาดที่เกิดจากพลังเทพมาร มีผลช่วยบำรุงสายเลือดงั้นเหรอ?"

"ใช่ แค่ย่อยยากไปหน่อย" อู๋เสียนยืนยัน

สวีชิงซานในวิดีโอตาเป็นประกายวิบวับ "พี่อู๋รอเดี๋ยวนะ ผมจะรีบไปแจมด้วย ถ้ามีผลลัพธ์มหัศจรรย์ขนาดนั้นจริง ท่านตาและพวกผู้ใหญ่ในสำนักน่าจะสนใจกันมาก"

พูดจบก็รีบวางสาย วิ่งไปรายงานสถานการณ์ให้ท่านตาทราบ

"อะไรนะ? ยังมีเทพมารชั้นยอดขนาดนี้อยู่อีกเหรอ" ท่านผู้อาวุโสหลู่ช่วงนี้กำลังหลงใหลในสายเลือดปี้ฟางจนถอนตัวไม่ขึ้น เมื่อคืนเพิ่งลองร่างโครงสร้างม้วนภาพนกธาตุไฟไปหมาดๆ

น่าเสียดายที่ผสานสายเลือดปี้ฟางไปได้ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์

ถึงอย่างนั้น พลังธาตุไฟของม้วนภาพนกตัวนี้ก็ยังเหนือกว่าม้วนภาพธาตุไฟระดับเดียวกันอยู่โข

"ดูจากท่าทางของพี่อู๋แล้ว ไม่น่าจะล้อเล่น" สวีชิงซานวิเคราะห์ "แถมยังขอข้อมูลสายเลือดพวกตะกละ โลภมาก และกลืนกินไป น่าจะเอาไปรับมือกับเนื้อเยื่อประหลาดพวกนั้น"

ท่านผู้อาวุโสหลู่ตาลุกวาว "ไป เราสองคนตาหลานไปดูด้วยตาตัวเองเลยดีกว่า ถือโอกาสไปขอคำแนะนำเรื่องสายเลือดปี้ฟางจากไอ้หนูคนนั้นด้วย แล้วก็ถือโอกาสรับมันเป็นศิษย์ซะเลย"

"เอ่อ ไม่แจ้งพวกผู้บริหารสำนักหน่อยเหรอครับ" สวีชิงซานอึ้ง

"ไปดูให้เห็นกับตาก่อนค่อยแจ้ง ไม่สายหรอก เดี๋ยวพวกมันจะดีใจเก้อ"

...

ทางฝั่งอู๋เสียน ก็เริ่มรวบรวมวัสดุที่เกี่ยวข้องกับ [เต้าเที่ย] จากหลายช่องทางอย่างเร่งด่วน

และในระหว่างที่อู๋เสียนกำลังเตรียมการอยู่นั้น สถานการณ์ในเมืองเย่าหยางก็เริ่มเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว

วิง วิง วิง

ทั่วทั้งเมืองเย่าหยางส่งเสียงครางหึ่งๆ เหมือนเครื่องจักรที่ใกล้พัง เสียงสั่นสะเทือนของมิติและพลังฟ้าดินดังขึ้นเป็นระยะ ชวนให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

แดนมารจากขุมนรกใต้ดินได้แทรกซึมเข้ามาโดยสมบูรณ์แล้ว

ในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเข้มข้น ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเลือดแดงฉาน

ถนนหนทางและพื้นดินในตัวเมืองไม่ได้เป็นพื้นดินอีกต่อไป แต่กลายเป็นเนื้อเยื่อลักษณะนุ่มหยุ่นแปลกประหลาด

ณ บ้านพักหลังเล็กในเขตถนนเหนือ

อู๋เสียนกำลังปรึกษาและวิจัยพลังกฎเกณฑ์ในคอนเซปต์ม้วนภาพ [เต้าเที่ย] ร่วมกับปู่สาม แม้ปู่สามจะยังสังเคราะห์ [แกนพลังเทพ] ขึ้นมาเองไม่ได้ แต่การสังเคราะห์ปัจจัยพลังเทพที่เกี่ยวข้องนั้นไม่ใช่เรื่องยาก

โดยเฉพาะเมื่อรวมเข้ากับข้อมูลโครงสร้างสายเลือดที่อู๋เสียนเรียบเรียงมา ก็ช่วยจุดประกายไอเดียให้ปู่สามได้ไม่น้อย

และในระหว่างที่ทั้งสองกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น เสียงระเบิดดั่งฟ้าร้องก็ดังสนั่นหวั่นไหว พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น

เสียงนั้นเหมือนดังมาจากใต้ดินลึก แต่ก็เหมือนดังมาจากบนฟากฟ้า

"?!"

อู๋เสียนและปู่สามมองหน้ากัน แล้วรีบพุ่งตัวออกไปนอกบ้าน

มือเพิ่งจะแตะลูกบิดประตู ก็พบว่าลูกบิดถูกกัดกร่อนกลายเป็นเนื้อเยื่อไปแล้วครึ่งหนึ่ง นิ่มเละติดมือ

จนปัญญา เลยต้องใช้กำลังถีบประตูออกไป

โครม!

วินาทีที่ประตูเปิดออก ภาพความเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินก็ปรากฏแก่สายตาของทั้งสอง

บนท้องฟ้าอันมืดมิด รอยบิดเบือนของมิติที่เดิมทีก็บอบช้ำอยู่แล้ว เริ่มบิดเบี้ยวอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่าวังวนมิติแห่งใหม่กำลังก่อตัวขึ้น

ประตูมิติทั้งสามบานสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดว่าถูกพลังมิติที่สี่เบียดแทรกจนเริ่มไม่เสถียร

ภายในเมืองเย่าหยางยังพอทน เพราะมีพลังม้วนภาพฟ้าดินคุ้มครองอยู่

แต่พื้นที่ควบคุมมิตินอกเมืองเย่าหยางนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงที่สุด คล้ายกับตอนที่ม้วนภาพอาณาเขตถูกพลังฟ้าดินในต่างมิติหล่อหลอม พื้นที่ขนาดใหญ่เริ่มพลิกกลับตาลปัตรตามความหมายตรงตัว

พลังมิติสายใหม่ที่แข็งแกร่งและทรงพลัง แทรกตัวเข้ามาจากรอยต่อของสามมิติเดิมอย่างดื้อดึง

และเนื่องจากเมืองเย่าหยางยังไม่ได้สร้างผนึกมิติสำหรับพลังนี้ พลังมิตินี้จึงทะลักเข้ามาภายในเมืองเย่าหยางได้โดยตรง

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 451 - แก้ปัญหาด้วยการกินเท่านั้นเหรอ?

คัดลอกลิงก์แล้ว