- หน้าแรก
- ลอบชักกระบี่แสนครั้ง ข้าสำเร็จเป็นเทพกระบี่
- ตอนที่34 ชาติกำเนิดของหลี่ซานหลิง
ตอนที่34 ชาติกำเนิดของหลี่ซานหลิง
ตอนที่34 ชาติกำเนิดของหลี่ซานหลิง
ตอนที่34 ชาติกำเนิดของหลี่ซานหลิง
สำนักกระบี่ไท่สิง ภายในสุสานกระบี่ มีเพียงฉินเฟิงและหลี่ซานหลิงที่ยังคงนิ่งเฉย
ฉินเฟิงโคจรเคล็ดวิชามหาเต๋าซ่อนเร้น ปกปิดนิมิตประหลาดทั้งหมด
เพื่อให้หลี่ซานหลิงสามารถตั้งสมาธิกับการฝึกฝนได้อย่างเต็มที่
หลังจากผ่านการขัดเกลามาสักระยะ
หลี่ซานหลิงก็สามารถควบคุมกฎแห่งธาตุน้ำได้อย่างเชี่ยวชาญ
ฉินเฟิงที่อยู่ข้างๆกำลังครุ่นคิดบางอย่าง หลายวันมานี้ เขาพยายามศึกษาว่าหลี่ซานหลิงมีกายาแบบไหนกันแน่
ตามความทรงจำ ตั้งแต่ฉินเฟิงมาอยู่ที่สำนักกระบี่ไท่สิง เขาไม่เคยเห็นพ่อแม่ของหลี่ซานหลิงเลย
เคยถามหลี่ไท่หรานไปแล้ว แต่หลี่ไท่หรานดูเหมือนจะมีเรื่องลำบากใจบางอย่าง จึงไม่เคยเล่าให้ฉินเฟิงฟังอย่างชัดเจน
“หลิงเอ๋อร์ เจ้ารู้ไหมว่าพ่อแม่ของเจ้าเป็นใคร?”
เมื่อเห็นหลี่ซานหลิงฝึกฝนเสร็จและกลับสู่สภาวะปกติ ฉินเฟิงจึงเอ่ยถามขึ้น
หลี่ซานหลิงได้ยินดังนั้น แววตาก็ไหววูบเล็กน้อย
“ศิษย์พี่ ความจริงมีเรื่องหนึ่งที่ข้ายังไม่ได้บอกท่าน”
ฉินเฟิงขมวดคิ้ว “หือ? เรื่องอะไร? เกี่ยวกับชาติกำเนิดของเจ้าหรือ?” ฉินเฟิงคาดเดา
หลี่ซานหลิงพยักหน้า
“ความจริงแล้ว ท่านปู่เก็บข้ามาเลี้ยง”
ได้ยินข่าวนี้ ฉินเฟิงถึงกับตกตะลึง
เกิดอะไรขึ้น?
หลี่ซานหลิงเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยงงั้นหรือ?
จากนั้นหลี่ซานหลิงก็เล่าเรื่องราวชาติกำเนิดของตนให้ฉินเฟิงฟัง
ในคืนที่หิมะตกหนัก
ตอนนั้นหลี่ไท่หรานออกเดินทางท่องเที่ยวไปทางแดนเหนือ และพบหลี่ซานหลิงกลางหิมะ
ตอนที่พบหลี่ซานหลิง ข้างกายของนางมีหยกพกชิ้นหนึ่งวางอยู่
พูดจบ หลี่ซานหลิงก็หยิบหยกพกชิ้นนั้นออกมา ยื่นให้ฉินเฟิง
หยกพกชิ้นนี้ดูเก่าแก่โบราณ ไม่รู้ว่าผ่านกาลเวลามานานเท่าใดแล้ว
มีกลิ่นอายความขลังแผ่ออกมา
บนหยกพก สลักอักษรคำว่า ‘ลั่ว’ ไว้อย่างชัดเจน
และด้านหลังของหยกพก ก็สลักคำว่า ‘ซานหลิง’ เอาไว้
เห็นหยกพกชิ้นนี้ ฉินเฟิงก็เริ่มครุ่นคิด
ถ้าอย่างนั้น ชื่อเดิมของหลี่ซานหลิงก็คือลั่วซานหลิง แต่หลังจากหลี่ไท่หรานเก็บมาเลี้ยง ก็ให้ใช้นามสกุลหลี่ตามเขา?
แบบนี้ ทุกอย่างก็สมเหตุสมผล
ลั่วซานหลิง?
ชื่อนี้ก็ฟังดูไม่เลว
นี่แสดงว่าพ่อแท้ๆของหลี่ซานหลิง แซ่ลั่ว
โลกต้าชางมีประชากรนับไม่ถ้วน
ยอดฝีมือแซ่ลั่วก็มีมากมายนับไม่ถ้วนเช่นกัน
การจะตามหาพ่อแท้ๆของหลี่ซานหลิง ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร
แต่การที่หลี่ซานหลิงมีกายาพิเศษที่ทรงพลังเช่นนี้ พ่อของนางย่อมต้องเป็นตัวตนที่เหนือล้ำกว่าคนทั่วไปแน่นอน
ฉินเฟิงตัดสินใจอย่างแน่วแน่
รอให้เขามีความแข็งแกร่งเพียงพอเมื่อไหร่
เขาจะต้องออกตามหาพ่อของหลี่ซานหลิงให้ได้
แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนั้น
“หลิงเอ๋อร์ เรื่องชาติกำเนิดของเจ้า เจ้ารู้แค่นี้หรือ?”
หลี่ซานหลิงทำหน้าเหม่อลอย พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าอยากไปตามหาพ่อแม่บังเกิดเกล้าไหม?”
ได้ยินดังนั้น ดวงตาของหลี่ซานหลิงก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
แม้หลี่ซานหลิงจะเติบโตมากับการเลี้ยงดูของหลี่ไท่หราน แต่ก็อดอิจฉาคนที่มีพ่อแม่ไม่ได้
นางเคยเฝ้าฝันนับครั้งไม่ถ้วน ว่าสักวันพ่อแม่จะมาตามหา
แต่นั่นก็เป็นเพียงความหวังลมๆแล้งๆของหลี่ซานหลิงเท่านั้น
แม้หลี่ซานหลิงจะไม่พูดอะไร แต่ฉินเฟิงก็มองเห็นความปรารถนาอันแรงกล้าในแววตาของนาง
ฉินเฟิงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
เขามองข้ามความว่างเปล่าไปยังทิศทางหนึ่ง
เนตรทองคำหลอมโลกาทำงาน
ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏชัดเจน
เห็นพระราชวังเคลื่อนที่ลอยเด่นอยู่เหนือประตูสำนักกระบี่ไท่สิง
ไป๋เจี้ยนเฉินนำประมุขยอดเขาทั้งหลายออกไปต้อนรับ
แม้ผู้มาเยือนจะเป็นเพียงศิษย์รุ่นเยาว์จากแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่แดนศักดิ์สิทธิ์ก็คือแดนศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจล่วงเกินได้
ดังนั้นจึงไม่กล้าแสดงท่าทีละเลยศิษย์จากแดนศักดิ์สิทธิ์แม้แต่น้อย
“ทุกท่านเดินทางมาไกล คงเหน็ดเหนื่อย เชิญเข้ามาพักผ่อนด้านในก่อนเถิด”
“คืนนี้สำนักกระบี่ไท่สิงจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับทุกท่านอย่างสมเกียรติ”
พวกหวังหลงมองดูสำนักกระบี่ไท่สิงด้วยสายตาดูแคลน
สำนักระดับสองก็คือสำนักระดับสอง เทียบกับแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาราวฟ้ากับเหว
ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย
เกรงว่าตำหนักสักหลังของสำนักกระบี่ไท่สิง ยังมีค่าไม่เท่าพระราชวังเคลื่อนที่ของพวกเขาด้วยซ้ำ
แต่ในเมื่อได้รับคำสั่งมา
จึงยอมไว้หน้าสำนักกระบี่ไท่สิงบ้าง
“เจ้าสำนักไป๋ นำทางเถอะ”
พูดพลางก็เดินเชิดหน้า ไม่แม้แต่จะปรายตามองไป๋เจี้ยนเฉิน
ศิษย์จำนวนมากเห็นดังนั้นก็เริ่มกระซิบกระซาบ
นี่หรือคือศิษย์จากแดนศักดิ์สิทธิ์?
ช่างหยิ่งยโสโอหังเสียจริง?
แค่ศิษย์แดนศักดิ์สิทธิ์ยังวางก้ามขนาดนี้ ถ้าบุตรศักดิ์สิทธิ์ หรือประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์มาเอง
มิต้องคุกเข่าต้อนรับกันเลยหรือ?
หลังจากหวังหลง จางเยว่ซาน หลี่สวินหยาง และอวี้เหลียนเซียง เดินตามไป๋เจี้ยนเฉินเข้าไปในตำหนัก
ก็มีร่างคนสี่คนปรากฏขึ้นกลางอากาศเหนือสำนักกระบี่ไท่สิง
สี่คนนี้ ดูจากกลิ่นอาย อย่างต่ำต้องเป็นยอดฝีมือระดับขอบเขตตำหนักเทพ
ไป๋เจี้ยนเฉินสังเกตเห็นก็ชะงักไป
“ท่านทั้งสี่ด้านนอก มาด้วยกันกับพวกท่านหรือ? เหตุใดไม่เชิญเข้ามานั่งพักข้างใน?”
หวังหลงมองออกไปด้านนอกแวบหนึ่ง
แล้วตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ช่างเถอะ ให้พวกเขาเข้ามา พวกเขาก็ไม่กล้าหรอก ให้รออยู่ข้างนอกนั่นแหละ”
การปรากฏตัวของยอดฝีมือขอบเขตตำหนักเทพสี่คนพร้อมกัน ย่อมสร้างความฮือฮาไม่น้อย
ไป๋เจี้ยนเฉินพอจะเดาได้ว่า สี่คนนี้น่าจะเป็นผู้คุ้มกันที่แดนศักดิ์สิทธิ์ส่งมาดูแลศิษย์ของตน
แม้คนหนุ่มสาวเหล่านี้จะเป็นเพียงศิษย์รุ่นเยาว์ แต่ในแดนศักดิ์สิทธิ์ก็น่าจะจัดอยู่ในระดับหัวกะทิ
มิเช่นนั้นแดนศักดิ์สิทธิ์คงไม่ส่งยอดฝีมือขอบเขตตำหนักเทพมาคุ้มกัน
แต่ในเมื่อมาถึงแล้ว จะปล่อยให้ยอดฝีมือขอบเขตตำหนักเทพสี่คนยืนรออยู่ข้างนอก มันก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่กระมัง?
แต่ฟังจากคำพูดของหวังหลงเมื่อครู่ ดูเหมือนเขาตั้งใจจะให้ผู้คุ้มกันรออยู่ข้างนอกจริงๆ
เกรงว่าในบรรดาศิษย์แดนศักดิ์สิทธิ์ฝูเทียนทั้งหมด จะมีเพียงเขาคนเดียวที่วางอำนาจได้ขนาดนี้
แต่ก็นะ ใครใช้ให้เขามีพี่ชายเป็นถึงบุตรศักดิ์สิทธิ์เล่า
สิ่งที่เรียกว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์ ก็คือว่าที่ประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์คนต่อไป ดังนั้นไม่เห็นแก่หน้าพระ ก็ต้องเห็นแก่หน้าเจ้า
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หวังหลงวางก้ามได้ถึงขนาดนี้
ณ ยอดเขาแห่งหนึ่ง
นักบุญกระบี่ชิงเสวียนที่กำลังนั่งหลับตาทำสมาธิ จู่ๆก็ลืมตาขึ้น
มองไปยังขอบฟ้าไกล
“หว่านเหยียน เจ้าพร้อมรับมือกับการมาเยือนของแดนศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้หรือยัง?”
หลินหว่านเหยียนตอบอย่างมั่นใจ เพิ่งจะทะลวงผ่านขอบเขตถมทะเลเมื่อวานนี้ นางกำลังอยากลองวิชาอยู่พอดี
“ศิษย์พร้อมแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม”
นักบุญกระบี่ชิงเสวียนตอบสั้นๆแล้วพยักหน้า
“ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย เจ้าฝึกฝนต่อไปเถอะ”
จากนั้นเขาก็มองเหม่อไปที่ขอบฟ้า
ร่างไหววูบ กลายเป็นลำแสงพุ่งทะยานข้ามฟ้าไป
สาเหตุที่นักบุญกระบี่ชิงเสวียนมีท่าทีผิดปกติเช่นนี้ เพราะเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย
เขาอยากจะไปพิสูจน์ให้แน่ใจว่า เจ้าของกลิ่นอายนั้น ใช่คนที่เขาคิดไว้หรือไม่
ณ ขอบฟ้าไกลโพ้น
ชายหนุ่มหน้าเด็กแต่ผมขาวโพลน กำลังเหยียบกระบี่ศักดิ์สิทธิ์เจ็ดสีเหาะเหินเดินอากาศ
ชายผู้นี้ สวมชุดคลุมผ้าเนื้อหยาบสีเทาเก่าคร่ำคร่า มีรอยขาดวิ่นเล็กน้อย คิ้วหนาตาโต จมูกโด่งปากกว้าง ใบหน้าเหลี่ยมคมสัน
ดูผ่านโลกมาอย่างโชกโชน และแฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขาม