- หน้าแรก
- ลอบชักกระบี่แสนครั้ง ข้าสำเร็จเป็นเทพกระบี่
- ตอนที่29 เปิดอกคุยกับหลี่ซานหลิง
ตอนที่29 เปิดอกคุยกับหลี่ซานหลิง
ตอนที่29 เปิดอกคุยกับหลี่ซานหลิง
ตอนที่29 เปิดอกคุยกับหลี่ซานหลิง
วันนี้ฉินเฟิงฝึกชักกระบี่อยู่ในสุสานกระบี่เช่นเคย
หลี่ซานหลิงที่ไม่ได้เจอกันนานก็มาที่สุสานกระบี่ ดูท่าทางเหมือนมีธุระบางอย่าง
“หลิงเอ๋อร์ วันนี้ไม่ฝึกฝนหรือ ถึงว่างมาหาข้าได้?” ฉินเฟิงหยุดมือพลางเอ่ยถาม
หลี่ซานหลิงเบะปาก “ถ้าไม่มีธุระก็มาหาไม่ได้หรือไง?”
“ศิษย์พี่ ข้าสงสัยเหลือเกิน ทำไมทุกครั้งที่ข้ามาหาท่าน ท่านเอาแต่ชักกระบี่?”
“ทำแบบนี้มันช่วยเรื่องการฝึกฝนตรงไหน?”
ทุกครั้งที่หลี่ซานหลิงมาที่สุสานกระบี่ ก็จะเห็นฉินเฟิงเอาแต่ชักกระบี่ซ้ำๆ น้อยครั้งนักที่จะเห็นเขาฝึกเพลงกระบี่
ตอนนี้หลี่ซานหลิงบรรลุถึงขอบเขตเปิดจิตระดับที่ 6 แล้ว แต่ฉินเฟิงยังอยู่ที่ระดับหลอมกายาระดับที่ 9
เรื่องนี้ทำให้หลี่ซานหลิงอดสงสัยไม่ได้ว่า หลายปีมานี้ฉินเฟิงไม่ได้ตั้งใจฝึกฝนเลยหรือเปล่า
เว้นแต่ว่า... ฉินเฟิงกำลังจงใจปิดบังอะไรบางอย่าง
หลี่ซานหลิงทำสีหน้าจริงจัง ไม่อาจเก็บความสงสัยในใจได้อีกต่อไป เอ่ยถามขึ้นว่า “ศิษย์พี่ ข้าอยากถามคำถามท่านข้อหนึ่ง ท่านต้องตอบตามความจริงนะ”
“ศิษย์ลึกลับของสำนัก คือท่านใช่ไหม?”
ฉินเฟิงที่กำลังดื่มน้ำอยู่ถึงกับชะงัก
แย่แล้ว หรือว่า...
ใจของฉินเฟิงเต้นระรัว
เขารู้สึกตะหงิดๆ มาสักพักแล้วว่าหลี่ซานหลิงน่าจะจับพิรุธได้
ยังไงซะ ฉินเฟิงก็เติบโตมากับหลี่ซานหลิง หลี่ซานหลิงย่อมคุ้นเคยกับฉินเฟิงเป็นอย่างดี
ต่อให้ฉินเฟิงจะปิดบังหน้าตา ซ่อนเร้นกลิ่นอาย แต่ความคุ้นเคยที่มีมาแต่กำเนิดนั้นไม่อาจปิดบังได้
หลี่ซานหลิงเคยเข้าใจผิดคิดว่าศิษย์ลึกลับคือฉินเฟิงมาแล้วหลายครั้ง
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น
ตอนนี้มายืนอยู่ต่อหน้าฉินเฟิง ภาพของศิษย์ลึกลับในความทรงจำค่อยๆซ้อนทับกับฉินเฟิงตรงหน้า
จนสุดท้ายก็หลอมรวมเป็นคนคนเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ
ภาพนี้ทำให้หลี่ซานหลิงชะงักไปเล็กน้อย
ราวกับฝันไป แต่ก็เหมือนเป็นความจริง
ฉินเฟิงแสร้งทำเป็นใจเย็น แล้วยิ้มแห้งๆ
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าไม่สบายหรือเปล่า?”
“ทำไมถึงคิดว่าข้าคือศิษย์ลึกลับคนนั้นล่ะ?”
หลี่ซานหลิงทำหน้าจริงจัง
“ศิษย์พี่ ข้าจริงจังนะ”
“ช่วยตอบคำถามข้าด้วย”
ฉินเฟิงรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
“ถ้าข้าบอกว่าใช่ เจ้าจะเชื่อไหม?”
ใครจะคิดว่า หลี่ซานหลิงพยักหน้าอย่างแรง
นี่เป็นสิ่งที่ฉินเฟิงคาดไม่ถึง
“พอเถอะ ถ้าข้าเป็นศิษย์ลึกลับคนนั้น ข้ายังต้องมาหลบซ่อนตัวอยู่ในสุสานกระบี่นี่อีกหรือ?”
หลี่ซานหลิงยังคงมั่นคงในความคิดของตนเอง
“ศิษย์พี่เลิกแกล้งทำได้แล้ว”
“แม้แต่ข้า ท่านก็จะปิดบังงั้นหรือ?”
“ครั้งแรก ตอนที่มีข่าวว่าจอมกระบี่คลั่งพ่ายแพ้ ข้าก็เริ่มคิดว่าเป็นท่านแล้ว”
“ตั้งแต่เด็กจนโต มีแต่ศิษย์พี่ที่รักข้าที่สุด ทนเห็นข้าถูกรังแกไม่ได้”
“เพื่อข้า ท่านถึงกับกล้าล่วงเกินนักบุญหญิง”
“วันนั้น ท่านคงเห็นข้าถูกจอมกระบี่คลั่งทำร้าย ท่านเลยแอบไปแก้แค้นให้ข้าใช่ไหม”
“ครั้งที่สอง ตอนสำนักถูกลอบโจมตี ก็เป็นท่านที่ช่วยข้าไว้ ถึงท่านจะปิดหน้า ซ่อนกลิ่นอาย”
“แต่แผ่นหลังของท่าน มีหรือข้าจะจำไม่ได้?”
“ครั้งที่สาม ตอนที่สำนักกระบี่ไท่สิงเผชิญศึกหนัก จวนเจียนจะล่มสลาย ก็เป็นท่านที่แอบลงมือ ช่วยขับไล่ศัตรู ตอนนั้นศิษย์ทุกคนออกมาฉลองกันหมด มีแต่ท่านที่ไม่อยู่”
“ศิษย์พี่คงไม่รู้สินะ ตอนนั้นข้าก็มาตามหาท่านที่สุสานกระบี่ แต่ท่านไม่อยู่”
“พอกลับมาได้ไม่นาน ก็มีข่าวว่าสำนักมารโลหิตถูกกวาดล้าง”
“คิดว่าคงเป็นฝีมือท่านในช่วงที่ท่านออกจากสำนักไปสินะ”
“ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องบังเอิญงั้นหรือ?”
“ศิษย์พี่ ตอนนี้ในโลกนี้ข้าเหลือท่านเป็นญาติเพียงคนเดียวแล้ว ท่านยังจะปิดบังข้าอีกหรือ?”
พูดจบ ขอบตาของหลี่ซานหลิงก็เริ่มแดงระเรื่อ น้ำตาคลอเบ้าพร้อมจะไหลริน
เห็นดังนั้น ฉินเฟิงก็รู้สึกจุกในอก
ใช่แล้ว หลี่ซานหลิงเหลือเขาเป็นญาติสนิทเพียงคนเดียวในโลกใบนี้แล้วจริงๆ
จำได้ว่าก่อนตาย หลี่ไท่หรานได้ฝากฝังให้เขาดูแลหลี่ซานหลิงให้ดี
พอพูดมาถึงตรงนี้ ฉินเฟิงก็ทนใจแข็งต่อไปไม่ไหว
ดึงหลี่ซานหลิงเข้ามากอดแนบอก
กอดนางไว้แน่น
“ศิษย์น้อง เจ้าจำไว้แค่ว่า ข้าจะเป็นศิษย์พี่ของเจ้าตลอดไป”
“ข้ารับปากท่านอาจารย์ไว้แล้ว ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ จะไม่ยอมให้ใครมารังแกเจ้าได้เด็ดขาด”
“หากใครคิดร้ายต่อเจ้า ก็ต้องข้ามศพข้าไปก่อน!”
วินาทีนี้ น้ำตาของหลี่ซานหลิงไหลพรากลงบนอกเสื้อของฉินเฟิง
นางได้คำตอบที่ต้องการแล้ว แม้ฉินเฟิงจะไม่ได้ยอมรับตรงๆ
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนี้ ก็เพียงพอที่จะยืนยันว่า ฉินเฟิงคือคนที่คอยปกป้องนางอยู่เงียบๆ มาตลอด
เพียงแต่หลี่ซานหลิงคาดไม่ถึงว่า เดิมทีแค่ต้องการมาพิสูจน์ความจริง
แต่กลับทำให้บรรยากาศเศร้าสร้อยถึงเพียงนี้
“ศิษย์พี่ ข้าคิดถึงท่านปู่”
ฉินเฟิงตบหลังหลี่ซานหลิงเบาๆ
“ข้าก็คิดถึงท่านอาจารย์เหมือนกัน”
“แต่เพราะอย่างนั้น เรายิ่งต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี มีความสุขกับการใช้ชีวิต ท่านอาจารย์บนสวรรค์จะได้หมดห่วง”
“เจ้าตั้งใจฝึกฝนอยู่ในสำนักเถอะ ตอนนี้เจ้าเป็นประมุขยอดเขาไท่ชิงแล้ว ไม่ใช่เด็กๆ อีกต่อไปแล้วนะ”
“หยุดร้องเถอะ”
สิ่งที่ฉินเฟิงแพ้ทางที่สุดคือน้ำตาของหลี่ซานหลิง
น้ำตาของนางเหมือนมีมนตร์สะกดบางอย่าง พอเห็นนางร้องไห้ทีไร
ฉินเฟิงก็รู้สึกปวดใจทุกที
หลี่ซานหลิงตั้งสติได้ เช็ดน้ำตา
“ข้ารู้แล้วศิษย์พี่ ตอนนี้ข้าเป็นประมุขยอดเขาไท่ชิงแล้ว”
“ข้าจะทำให้ยอดเขาไท่ชิงรุ่งเรือง กลับมาเกรียงไกรเหมือนในอดีตให้ได้”
“จะได้ไม่ทำให้ท่านปู่ผิดหวัง”
ฉินเฟิงคลายอ้อมกอด
“จริงสิ หลิงเอ๋อร์ เอานี่ไป”
พูดจบ เขาก็หยิบเม็ดยาเม็ดหนึ่งออกมา
มองดูเม็ดยาที่แผ่รัศมีเรืองรองตรงหน้า
หลี่ซานหลิงถึงกับตกตะลึง
“ศิษย์พี่ นี่มัน... โอสถระดับนักบุญ?”
“ท่านไปเอามาจากไหน?”
โอสถระดับนักบุญ มีเพียงนักปรุงโอสถระดับนักบุญเท่านั้นที่ปรุงได้
โอสถระดับนักบุญทุกเม็ด ล้วนเป็นของล้ำค่าหายาก
แถมยังมีราคาค่างวดมหาศาล หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ
หากมีโอสถระดับนักบุญปรากฏขึ้นในยุทธภพ ย่อมต้องเกิดการแย่งชิงกันนองเลือดแน่นอน
ฉินเฟิงยิ้มบางๆ
“เจ้าอย่าสนใจเลยว่าข้าเอามาจากไหน”
“รีบกินเข้าไปเถอะ มันมีประโยชน์มหาศาลสำหรับเจ้าในตอนนี้”
สิ่งที่ฉินเฟิงมอบให้หลี่ซานหลิง คือโอสถชำระไขกระดูกที่ได้รับรางวัลมาจากระบบก่อนหน้านี้
ในสำนักกระบี่ไท่สิง พรสวรรค์ของหลี่ซานหลิงถือว่าไม่เลว จัดอยู่ในระดับกลางค่อนข้างสูง
แต่ถ้ามองในระดับโลกต้าชาง ก็ถือว่ายังธรรมดาไปหน่อย
แต่ตอนนี้เมื่อมีโอสถชำระไขกระดูก ปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดไป
ฉินเฟิงมีระบบฝึกฝนชักกระบี่ ยิ่งชักกระบี่มากครั้งเท่าไหร่ ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
ไม่จำเป็นต้องใช้โอสถชำระไขกระดูกเลย
สู้มอบให้หลี่ซานหลิง เพื่อให้นางเดินบนเส้นทางการฝึกตนได้ราบรื่นขึ้นจะดีกว่า
หลี่ซานหลิงมองโอสถชำระไขกระดูกในมือ แววตาเป็นประกาย
นางรู้ดีถึงคุณค่าของโอสถระดับนักบุญเม็ดนี้ แต่ก็รู้ซึ้งถึงความปรารถนาดีของฉินเฟิงเช่นกัน
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หลี่ซานหลิงก็กลืนโอสถลงไป