- หน้าแรก
- ลอบชักกระบี่แสนครั้ง ข้าสำเร็จเป็นเทพกระบี่
- ตอนที่21 วิญญาณโลหิตกลืนเทพ
ตอนที่21 วิญญาณโลหิตกลืนเทพ
ตอนที่21 วิญญาณโลหิตกลืนเทพ
ตอนที่21 วิญญาณโลหิตกลืนเทพ
“บอกมาเสวี่ยโยวได้รับบาดเจ็บได้อย่างไร?”
หัวหน้าตึกผู้นั้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก พลางกล่าวอย่างตะกุกตะกักว่า “ก่อนหน้านี้หัวหน้าตึกและรองหัวหน้าตึกพรรคโลหิตสังหารทั้งสองคนได้บุกขึ้นไปบนสำนักกระบี่ไท่สิงเพื่อหวังจะสะสางหนี้แค้นที่ถูกฆ่าล้างสำนักเมื่อหลายสิบปีก่อนกับหลี่ไท่หรานขอรับ”
“ท่านรองประมุขเองก็มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย”
“คาดว่าคงจะได้รับบาดเจ็บภายในสำนักกระบี่ไท่สิงขอรับ”
เสวี่ยย่วนข่มกลั้นโทสะ “แล้วหัวหน้าตึกพรรคโลหิตสังหารเล่า? ตอนนี้อยู่ที่ไหน?”
หัวหน้าตึกที่คุกเข่าอยู่มีท่าทีลังเล “ทั้งคู่...ต่างตกตายภายในสำนักกระบี่ไท่สิงขอรับ...”
ฉัวะ!
แขนข้างหนึ่งปลิวว่อนขึ้นไปบนนภา
หัวหน้าตึกผู้นั้นถูกเสวี่ยย่วนฟันแขนขาดไปหนึ่งข้าง
“เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ เจ้ายังบังอาจบอกว่าในสำนักไม่มีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้นอีกรึ?”
“ต้องรอให้สำนักถูกทำลายก่อนหรืออย่างไร ในสายตาเจ้าถึงจะนับว่าเป็นเรื่องใหญ่?”
“ช่างเป็นพวกสวะจริงๆ!!!”
หัวหน้าตึกทั้งสองตกตาย
รองประมุขบาดเจ็บสาหัส จนถึงตอนนี้ยังเก็บตัวรักษาตัวไม่ออกมางั้นรึ?
“สำนักกระบี่ไท่สิงในยามนี้มีความแข็งแกร่งระดับใด?”
หัวหน้าตึกผู้นั้นกุมบาดแผล กล่าวอย่างเจ็บปวดว่า “สำนักกระบี่ไท่สิงมีสิบสองยอดเขาหลัก ประมุขยอดเขาแต่ละคนมีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ขอบเขตสยบความว่างเปล่าระดับที่เจ็ดหรือแปดประมาณนี้ขอรับ”
“ส่วนไป๋เจี้ยนเฉินเจ้าสำนักของพวกมัน น่าจะอยู่ที่ขอบเขตสยบความว่างเปล่าขั้นสูงสุด อย่างมากก็แค่ครึ่งก้าวสู่ขอบเขตตำหนักเทพเท่านั้นขอรับ”
เสวี่ยย่วนพยักหน้าเล็กน้อย
ที่แท้ก็มีตัวตนระดับครึ่งก้าวสู่ขอบเขตตำหนักเทพอยู่ด้วย
เสวี่ยโยวบาดเจ็บก็ไม่นับว่าเสียหน้าเท่าไหร่
แต่เขาหารู้ไม่ว่า คนที่ทำให้เสวี่ยโยวบาดเจ็บนั้นเป็นคนอื่น ไม่ใช่ไป๋เจี้ยนเฉิน
เสวี่ยโยวเดิมทีเมื่อพันปีก่อน บรรลุถึงขอบเขตตำหนักเทพระดับที่สองแล้ว
ทว่าเนื่องจากเร่งรีบฝึกฝนจนเกินไป ทำให้ระดับพลังไม่มั่นคง รากฐานแห่งเต๋าสั่นคลอน
ยามที่พยายามทะลวงเข้าสู่ขอบเขตตำหนักเทพระดับที่สาม กลับถูกพลังตีกลับ ทำให้ระดับการบ่มเพาะตกลงมาอยู่ที่ขอบเขตสยบความว่างเปล่า
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้
ระดับการบ่มเพาะไม่ฟื้นคืนก็ช่างเถอะ
ยามนี้ยังมาบาดเจ็บสาหัสจนต้องเก็บตัวไม่ออกมาอีก
ดูท่าว่าการจะกลับไปสู่ระดับเดิมนั้น คงจะมืดแปดด้านเสียแล้ว
“สำนักกระบี่ไท่สิง...”
“สำนักระดับสองที่ไม่มีแม้แต่ขอบเขตตำหนักเทพเพียงคนเดียว...”
“ผู้พิทักษ์ซ้ายขวาอยู่ไหน?”
เสวี่ยย่วนตวาดก้องด้วยความโกรธ
สิ้นเสียง
ผู้พิทักษ์ซ้ายขวาแห่งสำนักมารโลหิตรีบก้าวออกมาข้างหน้า เพื่อรอรับคำสั่ง
“ภายในหนึ่งเดือน ข้าต้องการให้สำนักกระบี่ไท่สิงมลายหายไปจากโลกใบนี้!”
ผู้พิทักษ์ซ้ายขวาน้อมรับคำสั่ง
หลิงจิ้วและหลิงเฉิน ผู้พิทักษ์ซ้ายขวาแห่งสำนักมารโลหิต มีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ขอบเขตตำหนักเทพระดับที่หนึ่งทั้งคู่
ขอบเขตตำหนักเทพระดับที่หนึ่งสองคน การจะถล่มสำนักกระบี่ไท่สิงให้ราบเป็นหน้ากลองย่อมเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก
เพราะในความเข้าใจของพวกมัน ทั่วทั้งสำนักกระบี่ไท่สิงไม่มีขอบเขตตำหนักเทพเลยแม้แต่คนเดียว ส่วนไป๋เจี้ยนเฉินเจ้าสำนักก็เป็นเพียงครึ่งก้าวสู่ขอบเขตตำหนักเทพเท่านั้น
หลิงจิ้วและหลิงเฉินอาศัยระดับการบ่มเพาะอันสูงส่ง เพียงสามวันก็เดินทางมาถึงสำนักกระบี่ไท่สิง
“หากจำไม่ผิด ไม่ได้ฆ่าฟันครั้งใหญ่มาเป็นร้อยปีแล้วสินะ”
“พวกที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายธรรมะมันรังแกกันเกินไป ข้าเบื่อหน่ายกับวันเวลาที่ต้องหลบซ่อนอยู่ในความมืดเต็มทนแล้ว!” หลิงจิ้วกัดฟันกล่าว
“เจ้าไม่ต้องรีบไปหรอก ท่านประมุขกำลังวางแผนอยู่ อีกไม่นานพวกเราจะได้เห็นแสงตะวันอีกครั้งแน่นอน”
“แต่ก่อนหน้านั้น มาหาของว่างกินเล่นกันก่อนดีกว่า”
หลิงเฉินกล่าวพลางเผยแววตาอำมหิต จ้องมองไปที่สำนักกระบี่ไท่สิง
นี่คือภารกิจที่เสวี่ยย่วนมอบหมายให้ พวกมันต้องทำให้สำเร็จไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม
ยามนี้เสวี่ยย่วนกำลังหัวเสีย หากเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้นอีก พวกมันคงต้องรับผิดชอบจนหัวหลุดจากบ่าแน่
แต่ทว่า ในตอนนี้พวกมันไม่ได้กังวลเรื่องนั้นเลยสักนิด
แค่สำนักกระบี่ไท่สิงสำนักระดับสอง การจะทำให้มันหายไปจากโลกนี้ สำหรับพวกมันทั้งสองคนแล้วถือเป็นเรื่องที่ง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ
“ลงมือกันเถอะ!”
“แต่อย่าลืมนะ ว่าต้องเหลือศิษย์หญิงอายุน้อยๆ ไว้บ้าง...เจี๊ยกๆ!!!”
ในเวลานี้ สำนักกระบี่ไท่สิงยังไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่าภัยพิบัติกำลังจะมาเยือน
บนยอดเขาไท่สิงไป๋เจี้ยนเฉินกำลังมองดูภาพรวมของสำนักกระบี่ไท่สิง
นับตั้งแต่ได้รับคำชี้แนะจากนักบุญ ศิษย์จำนวนมากในสำนักต่างก็ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล
และนับแต่นั้นมา ศิษย์หลายคนก็มีความขยันหมั่นเพียรมากกว่าแต่ก่อนหลายเท่าตัวนัก
ในยามนี้ทั่วทั้งสำนักกระบี่ไท่สิงทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเจริญรุ่งเรืองและสดใสยิ่ง
ไป๋เจี้ยนเฉินลูบเคราเบาๆ อย่างสบายใจ บนใบหน้ายังมีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏอยู่
ช่างมีความสุขจริงๆ!!!
การได้รับการชี้แนะจากนักบุญ ถือเป็นความรุ่งโรจน์ของสำนัก อีกไม่นานสำนักกระบี่ไท่สิงจะต้องก้าวเข้าสู่ทำเนียบสำนักระดับหนึ่งได้อย่างแน่นอน
ถึงเวลานั้น สำนักกระบี่ไท่สิงก็จะชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วสารทิศ และมีผู้คนนับหมื่นมาเลื่อมใสศรัทธา
และการมาถึงของวันนั้น ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้นเอง
“ไป๋เจี้ยนเฉิน!!!”
“จงไสหัวออกมามอบชีวิตเดี๋ยวนี้!”
ห้วงอากาศพลันสั่นสะเทือน เสียงส่งกระแสจิตดังกึกก้องไปทั่วทั้งสำนักกระบี่ไท่สิง
ทุกคนต่างแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
ไป๋เจี้ยนเฉินที่กำลังจมอยู่ในความปิติยินดีพลันชะงักกึก
เขามองไปยังที่มาของเสียง
วินาทีต่อมา ร่างของไป๋เจี้ยนเฉินก็หายวับไปจากที่เดิม
เมื่อปรากฏกายอีกครั้ง เขาก็ยืนอยู่กลางอากาศแล้ว
“ผู้มาเป็นใครกัน!!!”
“ข้าไป๋ผู้นี้ไม่ทราบว่าไปล่วงเกินพวกท่านทั้งสองตั้งแต่เมื่อไหร่? ถึงขนาดทำให้พวกท่านมาถึงก็อยากจะเอาหัวของข้าเชียวรึ!”
หลิงจิ้วและหลิงเฉินไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป
พวกมันประสานมุทราทันที ปากลอบร่ายเคล็ดวิชาอย่างรวดเร็ว
เหนือท้องนภาเกิดการสั่นสะเทือนระลอกใหญ่ ทะเลเลือดอันกว้างใหญ่ไพศาลปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ปกคลุมไปทั่วทั้งสำนักกระบี่ไท่สิง
เห็นดังนั้น รูม่านตาของไป๋เจี้ยนเฉินก็หดเกร็ง
เขาอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาว่า “ค่ายกลทะเลเลือด?”
“พวกเจ้าคือเศษเดนของพรรคโลหิตสังหารงั้นรึ?”
ท่ามกลางค่ายกลทะเลเลือด หลิงจิ้วและหลิงเฉินมีสีหน้าเคร่งขรึม ทั้งคู่ต่างใช้ออกด้วยอิทธิฤทธิ์ทะเลเลือดพร้อมกัน!
ในขณะเดียวกัน สิบสองยอดเขาหลักของสำนักกระบี่ไท่สิงก็ระเบิดแสงเจิดจ้าพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าพร้อมกัน
ลำแสงหลากสีสันทั้งสิบสองสายพุ่งทะลุหมู่เมฆ ก่อตัวเป็นม่านพลังป้องกันทั่วทั้งสำนักกระบี่ไท่สิง
กลิ่นอายแห่งเต๋าจากลำแสงทั้งสิบสองสายไหลเวียนสอดประสานกัน
อิทธิฤทธิ์ทะเลเลือดโถมเข้าใส่ราวกับน้ำป่าไหลหลาก กระแทกเข้ากับม่านพลังของสำนักกระบี่ไท่สิงอย่างต่อเนื่อง
ม่านพลังนี้คือค่ายกลพิทักษ์เขาของสำนักกระบี่ไท่สิง ซึ่งได้รับการขับเคลื่อนจากประมุขยอดเขาทั้งสิบเอ็ดคนรวมกับไป๋เจี้ยนเฉินพร้อมกัน
ทั้งสิบสองคนร่วมแรงร่วมใจกันต้านทานการโจมตีของหลิงจิ้วและหลิงเฉิน
“เจี๊ยกๆ!”
“กระดองเต่านี่ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน”
“แต่ว่า...”
“พวกเจ้าคิดว่าแค่นี้จะต้านทานได้งั้นรึ?”
“วิญญาณโลหิตกลืนเทพ ได้เวลาอาหารแล้ว!!!”
สิ้นเสียง
ความรู้สึกถึงวิกฤตการณ์ที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ผุดขึ้นในใจของทุกคน
ท่ามกลางทะเลเลือดอันกว้างใหญ่นั้น ราวกับมีตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวบางอย่างกำลังตื่นขึ้น
กลิ่นอายที่ราวกับมาจากสัตว์ร้ายในบรรพกาลพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“โฮก!!!”
เสียงคำรามหนึ่งดังออกมาจากทะเลเลือดราวกับเสียงฟ้าผ่า
ดังกึกก้องกัมปนาทจนแก้วหูแทบแตก
ศิษย์จำนวนมากที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำต่างถูกพลังเสียงกระแทกจนเลือดออกเจ็ดทวาร ลงไปนอนดิ้นพราดๆ อยู่บนพื้น
ดวงตาคู่หนึ่งที่ดำสนิทและชวนให้ขวัญผวาค่อยๆ ปรากฏขึ้น
ตามมาด้วยหัวขนาดมหึมาที่โผล่ออกมาจากทะเลเลือด
หัวนี้มีเขาวัวคู่หนึ่ง เขานั้นโค้งงอดุจจันทร์เสี้ยวและแหลมคมราวกับเขี้ยวสัตว์
มองดูตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวนี้ค่อยๆ เคลื่อนกายออกมาจากทะเลเลือด ทุกคนต่างก็อกสั่นขวัญแขวน
ตัวตนเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถต้านทานได้จริงหรือ?
วิญญาณโลหิตที่ดูน่ากลัวสูงใหญ่ดุจขุนเขาตระหง่านอยู่เบื้องหน้าสำนักกระบี่ไท่สิง
จากนั้น มันก็ได้ทำในสิ่งที่ผู้คนจะไม่มีวันลืมเลือนไปชั่วชีวิต
เห็นเพียงมันยื่นมือออกไป แล้วดึงกระดูกสันหลังของตัวเองออกมาจากร่าง
กระดูกสันหลังนั้นเชื่อมติดมากับกระดูกสะบัก ภายใต้อิทธิฤทธิ์ของค่ายกลทะเลเลือด มันค่อยๆ กลายสภาพเป็นขวานยักษ์ที่ทำจากกระดูกและโลหิต
ส่วนกระดูกสันหลังที่แผ่นหลังของมันก็งอกเงยขึ้นมาใหม่ในทันที
การใช้กระดูกสันหลังของตัวเองเป็นอาวุธ ช่างเป็นภาพที่เหลือเชื่อจนยากจะยอมรับจริงๆ!!!