เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่21 วิญญาณโลหิตกลืนเทพ

ตอนที่21 วิญญาณโลหิตกลืนเทพ

ตอนที่21 วิญญาณโลหิตกลืนเทพ


ตอนที่21 วิญญาณโลหิตกลืนเทพ

“บอกมาเสวี่ยโยวได้รับบาดเจ็บได้อย่างไร?”

หัวหน้าตึกผู้นั้นเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก พลางกล่าวอย่างตะกุกตะกักว่า “ก่อนหน้านี้หัวหน้าตึกและรองหัวหน้าตึกพรรคโลหิตสังหารทั้งสองคนได้บุกขึ้นไปบนสำนักกระบี่ไท่สิงเพื่อหวังจะสะสางหนี้แค้นที่ถูกฆ่าล้างสำนักเมื่อหลายสิบปีก่อนกับหลี่ไท่หรานขอรับ”

“ท่านรองประมุขเองก็มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย”

“คาดว่าคงจะได้รับบาดเจ็บภายในสำนักกระบี่ไท่สิงขอรับ”

เสวี่ยย่วนข่มกลั้นโทสะ “แล้วหัวหน้าตึกพรรคโลหิตสังหารเล่า? ตอนนี้อยู่ที่ไหน?”

หัวหน้าตึกที่คุกเข่าอยู่มีท่าทีลังเล “ทั้งคู่...ต่างตกตายภายในสำนักกระบี่ไท่สิงขอรับ...”

ฉัวะ!

แขนข้างหนึ่งปลิวว่อนขึ้นไปบนนภา

หัวหน้าตึกผู้นั้นถูกเสวี่ยย่วนฟันแขนขาดไปหนึ่งข้าง

“เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ เจ้ายังบังอาจบอกว่าในสำนักไม่มีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้นอีกรึ?”

“ต้องรอให้สำนักถูกทำลายก่อนหรืออย่างไร ในสายตาเจ้าถึงจะนับว่าเป็นเรื่องใหญ่?”

“ช่างเป็นพวกสวะจริงๆ!!!”

หัวหน้าตึกทั้งสองตกตาย

รองประมุขบาดเจ็บสาหัส จนถึงตอนนี้ยังเก็บตัวรักษาตัวไม่ออกมางั้นรึ?

“สำนักกระบี่ไท่สิงในยามนี้มีความแข็งแกร่งระดับใด?”

หัวหน้าตึกผู้นั้นกุมบาดแผล กล่าวอย่างเจ็บปวดว่า “สำนักกระบี่ไท่สิงมีสิบสองยอดเขาหลัก ประมุขยอดเขาแต่ละคนมีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ขอบเขตสยบความว่างเปล่าระดับที่เจ็ดหรือแปดประมาณนี้ขอรับ”

“ส่วนไป๋เจี้ยนเฉินเจ้าสำนักของพวกมัน น่าจะอยู่ที่ขอบเขตสยบความว่างเปล่าขั้นสูงสุด อย่างมากก็แค่ครึ่งก้าวสู่ขอบเขตตำหนักเทพเท่านั้นขอรับ”

เสวี่ยย่วนพยักหน้าเล็กน้อย

ที่แท้ก็มีตัวตนระดับครึ่งก้าวสู่ขอบเขตตำหนักเทพอยู่ด้วย

เสวี่ยโยวบาดเจ็บก็ไม่นับว่าเสียหน้าเท่าไหร่

แต่เขาหารู้ไม่ว่า คนที่ทำให้เสวี่ยโยวบาดเจ็บนั้นเป็นคนอื่น ไม่ใช่ไป๋เจี้ยนเฉิน

เสวี่ยโยวเดิมทีเมื่อพันปีก่อน บรรลุถึงขอบเขตตำหนักเทพระดับที่สองแล้ว

ทว่าเนื่องจากเร่งรีบฝึกฝนจนเกินไป ทำให้ระดับพลังไม่มั่นคง รากฐานแห่งเต๋าสั่นคลอน

ยามที่พยายามทะลวงเข้าสู่ขอบเขตตำหนักเทพระดับที่สาม กลับถูกพลังตีกลับ ทำให้ระดับการบ่มเพาะตกลงมาอยู่ที่ขอบเขตสยบความว่างเปล่า

จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้

ระดับการบ่มเพาะไม่ฟื้นคืนก็ช่างเถอะ

ยามนี้ยังมาบาดเจ็บสาหัสจนต้องเก็บตัวไม่ออกมาอีก

ดูท่าว่าการจะกลับไปสู่ระดับเดิมนั้น คงจะมืดแปดด้านเสียแล้ว

“สำนักกระบี่ไท่สิง...”

“สำนักระดับสองที่ไม่มีแม้แต่ขอบเขตตำหนักเทพเพียงคนเดียว...”

“ผู้พิทักษ์ซ้ายขวาอยู่ไหน?”

เสวี่ยย่วนตวาดก้องด้วยความโกรธ

สิ้นเสียง

ผู้พิทักษ์ซ้ายขวาแห่งสำนักมารโลหิตรีบก้าวออกมาข้างหน้า เพื่อรอรับคำสั่ง

“ภายในหนึ่งเดือน ข้าต้องการให้สำนักกระบี่ไท่สิงมลายหายไปจากโลกใบนี้!”

ผู้พิทักษ์ซ้ายขวาน้อมรับคำสั่ง

หลิงจิ้วและหลิงเฉิน ผู้พิทักษ์ซ้ายขวาแห่งสำนักมารโลหิต มีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ขอบเขตตำหนักเทพระดับที่หนึ่งทั้งคู่

ขอบเขตตำหนักเทพระดับที่หนึ่งสองคน การจะถล่มสำนักกระบี่ไท่สิงให้ราบเป็นหน้ากลองย่อมเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก

เพราะในความเข้าใจของพวกมัน ทั่วทั้งสำนักกระบี่ไท่สิงไม่มีขอบเขตตำหนักเทพเลยแม้แต่คนเดียว ส่วนไป๋เจี้ยนเฉินเจ้าสำนักก็เป็นเพียงครึ่งก้าวสู่ขอบเขตตำหนักเทพเท่านั้น

หลิงจิ้วและหลิงเฉินอาศัยระดับการบ่มเพาะอันสูงส่ง เพียงสามวันก็เดินทางมาถึงสำนักกระบี่ไท่สิง

“หากจำไม่ผิด ไม่ได้ฆ่าฟันครั้งใหญ่มาเป็นร้อยปีแล้วสินะ”

“พวกที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายธรรมะมันรังแกกันเกินไป ข้าเบื่อหน่ายกับวันเวลาที่ต้องหลบซ่อนอยู่ในความมืดเต็มทนแล้ว!” หลิงจิ้วกัดฟันกล่าว

“เจ้าไม่ต้องรีบไปหรอก ท่านประมุขกำลังวางแผนอยู่ อีกไม่นานพวกเราจะได้เห็นแสงตะวันอีกครั้งแน่นอน”

“แต่ก่อนหน้านั้น มาหาของว่างกินเล่นกันก่อนดีกว่า”

หลิงเฉินกล่าวพลางเผยแววตาอำมหิต จ้องมองไปที่สำนักกระบี่ไท่สิง

นี่คือภารกิจที่เสวี่ยย่วนมอบหมายให้ พวกมันต้องทำให้สำเร็จไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม

ยามนี้เสวี่ยย่วนกำลังหัวเสีย หากเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้นอีก พวกมันคงต้องรับผิดชอบจนหัวหลุดจากบ่าแน่

แต่ทว่า ในตอนนี้พวกมันไม่ได้กังวลเรื่องนั้นเลยสักนิด

แค่สำนักกระบี่ไท่สิงสำนักระดับสอง การจะทำให้มันหายไปจากโลกนี้ สำหรับพวกมันทั้งสองคนแล้วถือเป็นเรื่องที่ง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ

“ลงมือกันเถอะ!”

“แต่อย่าลืมนะ ว่าต้องเหลือศิษย์หญิงอายุน้อยๆ ไว้บ้าง...เจี๊ยกๆ!!!”

ในเวลานี้ สำนักกระบี่ไท่สิงยังไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่าภัยพิบัติกำลังจะมาเยือน

บนยอดเขาไท่สิงไป๋เจี้ยนเฉินกำลังมองดูภาพรวมของสำนักกระบี่ไท่สิง

นับตั้งแต่ได้รับคำชี้แนะจากนักบุญ ศิษย์จำนวนมากในสำนักต่างก็ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล

และนับแต่นั้นมา ศิษย์หลายคนก็มีความขยันหมั่นเพียรมากกว่าแต่ก่อนหลายเท่าตัวนัก

ในยามนี้ทั่วทั้งสำนักกระบี่ไท่สิงทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเจริญรุ่งเรืองและสดใสยิ่ง

ไป๋เจี้ยนเฉินลูบเคราเบาๆ อย่างสบายใจ บนใบหน้ายังมีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏอยู่

ช่างมีความสุขจริงๆ!!!

การได้รับการชี้แนะจากนักบุญ ถือเป็นความรุ่งโรจน์ของสำนัก อีกไม่นานสำนักกระบี่ไท่สิงจะต้องก้าวเข้าสู่ทำเนียบสำนักระดับหนึ่งได้อย่างแน่นอน

ถึงเวลานั้น สำนักกระบี่ไท่สิงก็จะชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วสารทิศ และมีผู้คนนับหมื่นมาเลื่อมใสศรัทธา

และการมาถึงของวันนั้น ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้นเอง

“ไป๋เจี้ยนเฉิน!!!”

“จงไสหัวออกมามอบชีวิตเดี๋ยวนี้!”

ห้วงอากาศพลันสั่นสะเทือน เสียงส่งกระแสจิตดังกึกก้องไปทั่วทั้งสำนักกระบี่ไท่สิง

ทุกคนต่างแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า

ไป๋เจี้ยนเฉินที่กำลังจมอยู่ในความปิติยินดีพลันชะงักกึก

เขามองไปยังที่มาของเสียง

วินาทีต่อมา ร่างของไป๋เจี้ยนเฉินก็หายวับไปจากที่เดิม

เมื่อปรากฏกายอีกครั้ง เขาก็ยืนอยู่กลางอากาศแล้ว

“ผู้มาเป็นใครกัน!!!”

“ข้าไป๋ผู้นี้ไม่ทราบว่าไปล่วงเกินพวกท่านทั้งสองตั้งแต่เมื่อไหร่? ถึงขนาดทำให้พวกท่านมาถึงก็อยากจะเอาหัวของข้าเชียวรึ!”

หลิงจิ้วและหลิงเฉินไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป

พวกมันประสานมุทราทันที ปากลอบร่ายเคล็ดวิชาอย่างรวดเร็ว

เหนือท้องนภาเกิดการสั่นสะเทือนระลอกใหญ่ ทะเลเลือดอันกว้างใหญ่ไพศาลปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ปกคลุมไปทั่วทั้งสำนักกระบี่ไท่สิง

เห็นดังนั้น รูม่านตาของไป๋เจี้ยนเฉินก็หดเกร็ง

เขาอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาว่า “ค่ายกลทะเลเลือด?”

“พวกเจ้าคือเศษเดนของพรรคโลหิตสังหารงั้นรึ?”

ท่ามกลางค่ายกลทะเลเลือด หลิงจิ้วและหลิงเฉินมีสีหน้าเคร่งขรึม ทั้งคู่ต่างใช้ออกด้วยอิทธิฤทธิ์ทะเลเลือดพร้อมกัน!

ในขณะเดียวกัน สิบสองยอดเขาหลักของสำนักกระบี่ไท่สิงก็ระเบิดแสงเจิดจ้าพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าพร้อมกัน

ลำแสงหลากสีสันทั้งสิบสองสายพุ่งทะลุหมู่เมฆ ก่อตัวเป็นม่านพลังป้องกันทั่วทั้งสำนักกระบี่ไท่สิง

กลิ่นอายแห่งเต๋าจากลำแสงทั้งสิบสองสายไหลเวียนสอดประสานกัน

อิทธิฤทธิ์ทะเลเลือดโถมเข้าใส่ราวกับน้ำป่าไหลหลาก กระแทกเข้ากับม่านพลังของสำนักกระบี่ไท่สิงอย่างต่อเนื่อง

ม่านพลังนี้คือค่ายกลพิทักษ์เขาของสำนักกระบี่ไท่สิง ซึ่งได้รับการขับเคลื่อนจากประมุขยอดเขาทั้งสิบเอ็ดคนรวมกับไป๋เจี้ยนเฉินพร้อมกัน

ทั้งสิบสองคนร่วมแรงร่วมใจกันต้านทานการโจมตีของหลิงจิ้วและหลิงเฉิน

“เจี๊ยกๆ!”

“กระดองเต่านี่ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน”

“แต่ว่า...”

“พวกเจ้าคิดว่าแค่นี้จะต้านทานได้งั้นรึ?”

“วิญญาณโลหิตกลืนเทพ ได้เวลาอาหารแล้ว!!!”

สิ้นเสียง

ความรู้สึกถึงวิกฤตการณ์ที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ผุดขึ้นในใจของทุกคน

ท่ามกลางทะเลเลือดอันกว้างใหญ่นั้น ราวกับมีตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวบางอย่างกำลังตื่นขึ้น

กลิ่นอายที่ราวกับมาจากสัตว์ร้ายในบรรพกาลพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“โฮก!!!”

เสียงคำรามหนึ่งดังออกมาจากทะเลเลือดราวกับเสียงฟ้าผ่า

ดังกึกก้องกัมปนาทจนแก้วหูแทบแตก

ศิษย์จำนวนมากที่มีระดับการบ่มเพาะต่ำต่างถูกพลังเสียงกระแทกจนเลือดออกเจ็ดทวาร ลงไปนอนดิ้นพราดๆ อยู่บนพื้น

ดวงตาคู่หนึ่งที่ดำสนิทและชวนให้ขวัญผวาค่อยๆ ปรากฏขึ้น

ตามมาด้วยหัวขนาดมหึมาที่โผล่ออกมาจากทะเลเลือด

หัวนี้มีเขาวัวคู่หนึ่ง เขานั้นโค้งงอดุจจันทร์เสี้ยวและแหลมคมราวกับเขี้ยวสัตว์

มองดูตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวนี้ค่อยๆ เคลื่อนกายออกมาจากทะเลเลือด ทุกคนต่างก็อกสั่นขวัญแขวน

ตัวตนเช่นนี้ เป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถต้านทานได้จริงหรือ?

วิญญาณโลหิตที่ดูน่ากลัวสูงใหญ่ดุจขุนเขาตระหง่านอยู่เบื้องหน้าสำนักกระบี่ไท่สิง

จากนั้น มันก็ได้ทำในสิ่งที่ผู้คนจะไม่มีวันลืมเลือนไปชั่วชีวิต

เห็นเพียงมันยื่นมือออกไป แล้วดึงกระดูกสันหลังของตัวเองออกมาจากร่าง

กระดูกสันหลังนั้นเชื่อมติดมากับกระดูกสะบัก ภายใต้อิทธิฤทธิ์ของค่ายกลทะเลเลือด มันค่อยๆ กลายสภาพเป็นขวานยักษ์ที่ทำจากกระดูกและโลหิต

ส่วนกระดูกสันหลังที่แผ่นหลังของมันก็งอกเงยขึ้นมาใหม่ในทันที

การใช้กระดูกสันหลังของตัวเองเป็นอาวุธ ช่างเป็นภาพที่เหลือเชื่อจนยากจะยอมรับจริงๆ!!!

จบบทที่ ตอนที่21 วิญญาณโลหิตกลืนเทพ

คัดลอกลิงก์แล้ว