เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 491 ทะยานขึ้นฟ้าในคราวเดียว

ตอนที่ 491 ทะยานขึ้นฟ้าในคราวเดียว

ตอนที่ 491 ทะยานขึ้นฟ้าในคราวเดียว


ความขัดแย้งความขุ่นเคืองไม่อาจระงับได้ ในทางกลับกันอันตรายซ่อนเร้นจากเรื่องค้างคายังเพิ่มขึ้น สักวันหนึ่งจะระเบิดออกมาในที่สุด

ภายในสำนักหนึ่ง ศิษย์มากมายได้ตั้งกลุ่มของตัวเองและมีความขัดแย้งไม่รู้จบ ด้วยอาณาเขตกว้างใหญ่ของสมาคมเชียนอวี่ย่อมไม่อาจคาดหวังให้ทุกกองกำลังอยู่อย่างสงบสุข

การต่อสู้ครั้งก่อนคือหนทางแก้ไขเรื่องดินแดนลับ ตามกฎที่ไม่ได้พูดระหว่างนักยุทธ์ ผู้ชนะได้ทุกสิ่งผู้แพ้ต้องจากไป

หากมีข้อพิพาทใหญ่ระหว่างกองกำลังหรือลอบสังหารในทะเลด้านนอกซึ่งเป็นวิธีที่หลายคนเลือกใช้

ตราบใดที่คนของสมาคมเชียนอวี่ไม่พบหลักฐาน สุดท้ายสมาคมเชียนอวี่จะเมินเฉยไม่ยึดติดเรื่องนี้

แต่หากสองกองกำลังต่อสู้อย่างเปิดเผย นั่นหมายถึงไม่ไว้หน้าสมาคมเชียนอวี่ เรื่องนี้ต้องมีการชำระโทษแน่นอน

ศึกนองเลือดเป็นการยุติความขับข้องใจ

ในสัญญาศึกนองเลือด ไม่ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไรต้องปล่อยให้อดีตผ่านไป แต่ในการต่อสู้ต้องรับผิดชอบตัวเอง

“เจ้าต้องการอะไร!” เหมียวว่านหงถามเสียงดังด้วยสีหน้าจริงจัง

“ไปเล่นในสนามศึกนองเลือดกันเถอะ”

เฉินเฟยเหลือบมองสำนักวารีศักดิ์สิทธิ์ด้านล่าง พูดอย่างเฉยเมย “เพิ่มศิลาหยวนระดับกลางอีกห้าร้อยก้อนเป็นส่วนเสริม”

ศึกนองเลือดคล้ายการต่อสู้เดิมพัน สนามศึกนองเลือดไม่ตายไม่เลิกรา แน่นอนว่าหากเต็มใจไว้ชีวิตอีกฝ่ายก็สามารถปล่อยอีกฝ่ายไปแบบมีชีวิต

แต่ไม่ว่าจากไปอย่างไร ไม่ว่าได้กลับไปหรือนอนนิ่ง สมบัติเวทและอาวุธวิญญาณทั้งหมดที่ใช้ในสนามศึกนองเลือดต้องทิ้งไว้เบื้องหลัง สุดท้ายแล้วมันเป็นของผู้ชนะ

เทียบกับการสังหารคนในทะเลด้านนอก ศึกนองเลือดยังสามารถรับศิลาหยวนจากการเดิมพัน ระดับรวมทวารจำนวนมากไม่ได้พกศิลาหยวนติดตัวมากเกินไป โดยส่วนใหญ่จะเก็บไว้ในสำนัก

ใบหน้าเหมียวว่านหงซีดเซียวเล็กน้อย เขาไม่พูดอะไร เพียงจ้องมองเฉินเฟยด้วยความเสียใจที่ไปมอบภารกิจให้นิกายเงา

กฎในการเชิญเข้าร่วมศึกนองเลือดน่าสนใจมาก การเชิญระหว่างนักยุทธ์การบ่มเพาะเท่ากันไม่สามารถปฏิเสธได้ เฉินเฟยอยู่ในระดับรวมทวารขั้นต้น เหมียวว่านหงอยู่ในระดับรวมทวารขั้นต้นเช่นกัน

สมาคมเชียนอวี่ให้การปกป้อง แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะปกป้องทุกสิ่งอย่างแท้จริง

การสู้ด้วยการบ่มเพาะเท่ากันถือเป็นความยุติธรรมยิ่งใหญ่ที่สุดที่สมาคมเชียนอวี่มอบให้ หากต้องการให้ สมาคมเชียนอวี่มอบความปลอดภัยตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีที่ไหนมอบสิ่งนี้

แน่นอนว่าเหมียวว่านหงสามารถยอมแพ้ก่อนเข้าสนามศึกนองเลือด แต่ต้องจ่ายชดเชย จำนวนสูงสุดของระดับรวมทวารขั้นต้นคือศิลาหยวนระดับกลางห้าร้อยก้อน

เหตุผลที่เฉินเฟยเสนอเดิมพันหินศิลาหยวนระดับกลางห้าร้อยก้อนเพราะเป็นจำนวนสูงสุด หากการบ่มเพาะทั้งสองฝ่ายอยู่ในระดับรวมทวารขั้นกลาง จำนวนศิลาหยวนระดับกลางจะไปถึงหนึ่งพันก้อน

ศิลาหยวนระดับกลางห้าร้อยก้อนเพียงพอทำให้นักยุทธ์รวมทวารขั้นต้นปวดเนื้อกระดูกเคลื่อน หรือแม้แต่ทำให้ล้มละลาย

ทรัพยากรที่ตวนมู่เซียวสะสมตลอดหลายปีก่อนนั้นมีมากกว่าศิลาหยวนจำนวนนี้เพียงเล็กน้อย ศิลาหยวนระดับกลางเพียงอย่างเดียวยังไม่ถึงจำนวนนี้

ตวนมู่เซียวเป็นมือสังหารจึงสามารถรับเงินได้อย่างรวดเร็ว แต่มันก็แค่นั้น หลังจากหักสิ่งที่ต้องใช้ในการฝึกฝนประจำวันออกไปก็เหลือเก็บไม่มากนัก

แม้เหมียวว่านหงจะมีสำนักวารีศักดิ์สิทธิ์ สำนักวารีศักดิ์สิทธิ์พัฒนาขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาและสะสมทรัพยากรไว้ไม่น้อย แต่การนำศิลาหยวนระดับกลางห้าร้อยก้อนออกไปเป็นการกำจัดรากฐานสำนักวารีศักดิ์สิทธิ์ไปด้วย

“ให้เวลาอีกสิบวัน ข้าจะรออยู่ที่สนามศึกนองเลือด!” เฉินเฟยเหลือบมองเหมียวว่านหง จับเจียงหลิวหลินด้านข้างแล้วหายไปกลางอากาศ

เหลือเพียงรอยกระบี่ที่ยังคงอยู่ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงศึกนอกเลือด

หากเหมียวว่านหงไม่ไปสนามศึกนองเลือดภายในสิบวันหรือไม่มอบศิลาหยวนระดับกลางห้าร้อยก้อนให้ เฉินเฟยสามารถไปสังหารที่สำนักวารีศักดิ์สิทธิ์ได้เลย

ใช้ไม้อ่อนก่อนใช้ไม้แข็ง หากอ่อนแอกว่าเพียงใช้เงินกำจัดภัยพิบัติ

การเชิญเข้าร่วมศึกนองเลือดสามารถทำได้เพียงครั้งเดียว หากทำอีกครั้งสามารถปฏิเสธได้ จากจุดนี้เป็นต้นไปสมาคมเชียนอวี่จะให้ความคุ้มครอง หากแข็งแกร่งไม่เพียงพอ เช่นนั้นจงทำตัวซื่อสัตย์ฝึกฝนให้หนักต่อไป

โลกนักยุทธ์เป็นเช่นนี้ ผู้อ่อนแอตกเป็นเหยื่อผู้แข็งแกร่ง มันเป็นแบบนี้ทุกที่ซึ่งไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

เหมียวว่านหงยืนอยู่กลางอากาศด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ส่วนคนในสำนักวารีศักดิ์สิทธิ์ต่างตื่นตระหนก

เหมียวว่านหงเป็นกระดูกสันหลังของสำนักเสินสุ่น หากเกิดอะไรขึ้นกับเหมียวว่านหง สำนักวารีศักดิ์สิทธิ์คงไม่ง่ายเหมือนปวดเนื้อกระดูกเคลื่อน

หากเป็นในอดีตคงไม่มีใครกังวลเมื่อเผชิญหน้ากับคนอย่างเฉินเฟยที่กล้าท้าทายหลังทะลวงระดับรวมทวารไม่นาน

แต่น่าเสียดายที่ทุกคนรู้ว่าเฉินเฟยแข็งแกร่งกว่าเหมียวว่านหง

การเปรียบเทียบความแข็งแกร่งแบบนี้ไม่ใช่ภาพลวงตา แต่เป็นการต่อสู้แท้จริงระหว่างทั้งสองซึ่งเหมียวว่านหงแพ้อย่างน่าสังเวช

ในสถานการณ์นี้คนของสำนักวารีศักดิ์สิทธิ์จะไม่กังวลได้อย่างไร

“ฟู่ม!”

เสียงทะลวงผ่านอากาศดังขึ้น โม่สืออี๋ปรากฏบนท้องฟ้าเหนือสำนักวารีศักดิ์สิทธิ์และเห็นรอยกระบี่ทันที สีหน้าโม่สืออี๋มืดมนลงเมื่อจำลมปราณเฉินเฟยได้

“ศึกนองเลือด? เกิดอะไรขึ้น!” โม่สืออี๋หันไปมองเหมียวว่านหง

“เขารู้เรื่องนิกายเงาแล้ว”

เหมียวว่านหงถอยหายใจยาง แต่คิ้วยังคงขมวดเพราะเหมียวว่านหงไม่มีวิธีแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้า

“เขารู้ได้อย่างไรว่าเป็นนิกายเงา?” ดวงตาโม่สืออี๋เบิกกว้าง ความโกรธพวยพุ่งเข้ามาในใจ

ไม่เพียงเป้าหมายไม่ตาย แต่เป้าหมายยังพบตัวตนนายจ้างด้วย นิกายเงาปล่อยผ่านมาถึงขั้นนี้ได้อย่างไร?

“ไม่รู้ว่าเขารู้ได้อย่างไร แต่ตอนนี้เขาประกาศศึกนองเลือดแล้ว”

เหมียวว่านหงมองโม่สืออี๋ พูดด้วยเสียงแหบแห้งเล็กน้อย “ตอนนี้จะทำอย่างไร? พวกเราห้าคนตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยกัน ตอนนี้จะทำให้ข้ารับผลที่ตามมาคนเดียวไม่ได้!”

โม่สืออี๋ขมวดคิ้ว ไม่ได้ตอบคำถามเหมียวว่านหงทันที

เหมียวว่านหงรู้กฎศึกนองเลือดเป็นอย่างดี นี่เป็นวิธีแก้ไขข้อพิพาทภายในสมาคมเชียนอวี่ นับว่าเป็นวิธียุติธรรมในระดับหนึ่ง

แต่สถานการณ์ในตอนนี้คือเหมียวว่านหงไม่อาจชนะเฉินเฟยได้ นี่แทบเป็นการต่อสู้ที่พ่ายแพ้ฝ่ายเดียว

“ฟู่ม!”

เสียงทะลวงผ่านอากาศดังขึ้นอีกหลายครั้ง หูหยานหวู่ทั้งสามลอยอยู่เหนือสำนักวารีศักดิ์สิทธิ์ เห็นรอยกระบี่ดุดันและจำลมปราณของเฉินเฟยได้

“อย่างที่พวกเจ้าเห็น ข้าจะไม่ไปสนามศึกนองเลือด หากขึ้นไปบนนั้นคงไม่ได้กลับลงมา”

เหมียวว่านหงอธิบายสั้นๆ มองโม่สืออี๋ทั้งสี่แล้วพูดเสียงทุ้ม “ศิลาหยวนระดับกลางห้าร้อยก้อนนั้นมากเกินไป สำนักวารีศักดิ์สิทธิ์จ่ายทั้งหมดไม่ไหว พวกเราห้าคนต้องจ่ายคนละส่วน!”

เหมียวว่านหงยอมแพ้ทันที ชนะไม่ได้คือชนะไม่ได้ แม้การต่อสู้ชิงธงจะผ่านมานานกว่าหนึ่งปี แต่เหมียวว่านหงไม่เคยลืมภาพที่โดนเฉินเฟยทุบตี

ในถ้ำเทวาไห่เยว่ หากแพ้ยังสามารถออกไปและรักษาชีวิตตัวเองไว้ได้ แต่ในสนามศึกนองเลือด หากขึ้นไปแล้วอยากลงมา ทุกอย่างขึ้นอยู่กับอีกฝ่าย

แม้สิ่งต่างๆเช่นการต่อสู้จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและทุกอย่างเป็นไปได้ แต่เหมียวว่านหงไม่ต้องการใช้ประโยชน์จากความเป็นไปได้อันน่าสังเวชนั้น

การไม่กล้าแม้แต่จะเข้าสนามศึกนองเลือดและยอมแพ้โดยตรงย่อมทำลายชื่อเสียงสำนักวารีศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่ว่าเสียชื่อเสียงแค่ไหนก็ดีกว่าเสียคน

หากไม่เหลือคนอยู่ ไม่เพียงชื่อเสียงจะถูกทำลาย แม้ความแข็งแกร่งลดลงเล็กน้อย สำนักวารีศักดิ์สิทธิ์ก็คงล่มสลาย

“ในเมื่อเขารู้เกี่ยวกับนิกายเงา เช่นนั้นควรกระตุ้นให้นิกายเงาสังหารเฉินเฟย ยุติเรื่องทั้งหมดทันที!” หูหยานหวู่พูดเสียงดัง

“ในสิบวันนี้เฉินเฟยอาจไม่ไปไหน นิกายเงามีโอกาสน้อยมาก” เมิ่งเหิงส่ายหน้า

“เจ้าต้องการมอบศิลาหยวนระดับกลางให้เด็กนั่นจริงหรือ?” หูหยานหวู่ลังเลที่จะยอมแพ้

หูหยานหวู่ไม่ต้องการปล่อยเหมียวว่านหงไปสนามศึกนองเลือด หูหยานหวู่เคยเผชิญหน้าเฉินเฟยเช่นกันจึงรู้ถึงความแข็งแกร่งของเฉินเฟย

แต่หูหยานหวู่ไม่เต็มใจมอบศิลาหยวนโดยเปล่า ทั้งๆที่ใช้ศิลาหยวนจำนวนมากเพื่อเชิญนิกายเงา แต่อีกฝ่ายยังไม่ถูกสังหาร ตอนนี้กลับโดนเรียกเก็บเงินเพิ่ม

แม้สำนักหนึ่งจ่ายศิลาหยวนระดับกลางเพียงหนึ่งร้อยก้อน แต่นั่นถือเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

“ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าควรทำอย่างไร” เหมียวว่านหงมองหูหยานหวู่

หูหยานหวู่ไม่รู้เหมือนกัน หันไปมองโม่สืออี๋ โมสืออี๋ตัดสินใจเรื่องต่างๆมากมายในพันธมิตร ยิ่งไปกว่านั้นการเชิญนิกายเงาก็เป็นคำแนะนำของโม่สืออี๋เช่นกัน

“ไม่ใช่ว่าให้ศิลาหยวนระดับกลางไม่ได้ แต่หากให้ครั้งนี้ ครั้งต่อไปที่เขาประกาศศึกนองเลือดกับอีกสำนึกหนึ่ง พวกเราจะทำอย่างไร?”

โม่สืออี๋มองเหมียวว่านหง จากนั้นหันไปมองคนอื่น

สีหน้าหูหยานหวู่คนอื่นแข็งทื่อ หากเฉินเฟยผลัดกันเชิญต่อสู้ พวกเขาไม่สามารถชนะเฉินเฟยได้เช่นกัน ในเวลานั้นไม่ใช่ว่าเสียศิลาหยวนระดับกลางโดยเปล่าหรือ?

หนึ่งสำนักศิลาหยวนระดับกลางห้าร้อยก้อน ยกเว้นโมสื่ออี๋ ทั้งหมดคือศิลาหยวนระดับกลางสองพันก้อน แม้กระทั่งหากเฉินเฟยแข็งแกร่งขึ้นสักหน่อย เขาต้องเชิญสู้โม่สื่ออี๋ด้วยแน่นอน

เป็นไปไม่ได้เลยที่ระดับรวมทวารขั้นต้นจะมีศิลาหยวนระดับกลามากมายเช่นนั้น

ด้วยพรสวรรค์ที่เฉินเฟยแสดงให้เห็น หากปัญหาทรัพยากรได้รับการแก้ไขจะไม่ทะยานขึ้นฟ้าในคราวเดียวเลยหรือ?

ทันใดนั้นหูหยานหวู่คนอื่นตระหนักว่าทำไมจากการให้นิกายเงาสังหารเฉินเฟยกลับกลายเป็นการลากตัวเองลงหลุมแทน

มันคงไม่มีปัญหาหากนิกายเงามีความน่าเชื่อถือสักหน่อยและสังหารเฉินเฟยได้ แต่ตอนนี้ภารกิจนิกายเงายังไม่สำเร็จ ส่วนพวกเขาถูกเฉินเฟยจับด้วยเหตุผลนี้

หากคนอื่นประกาศศึกนองเลือดกับสำนักพวกเขาเพื่อทำกำไร เกรงว่าจะตกเป็นเป้าหมายในการวิจารณ์ของผู้คนทันที

แต่เฉินเฟยจับเจียงหลิวหลินได้ ด้วยศีลธรรมเช่นนี้ย่อมต่างกันโดยธรรมชาติ แม้โม่สืออี๋ทั้งห้าจะปฏิเสธได้ แต่คนอื่นไม่อาจกล่าวหาเฉินเฟยในเรื่องใด

“เราควรทำอย่างไร?” เมิ่งเหิงพูดเสียงแข็งกร้าว ในอนาคตอาจมีศิลาหยวนระดับกลางสี่ร้อยก้อน ทว่าเมิ่งเหิงที่ทะลวงระดับรวมทวารได้ไม่นานไม่มีศิลาหยวนมากขนาดนั้น

“ยอมรับการท้าทาย!” โม่สืออี๋พูดอย่างเย็นชา

“ยอมรับการท้าทาย?” เหมียวว่านหงตกตะลึง

“ข้าจะให้เจ้ายืมไข่มุกซวนหยวน พวกเราทั้งสี่จะถ่ายพลังลงไปให้ก่อนขึ้นสนาม” โม่สืออี๋โบกมือขวาเล็กน้อย ไข่มุกซวนหยวนลอยอยู่ตรงหน้า

จบบทที่ ตอนที่ 491 ทะยานขึ้นฟ้าในคราวเดียว

คัดลอกลิงก์แล้ว