เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 341 ตบปาก

ตอนที่ 341 ตบปาก

ตอนที่ 341 ตบปาก


ในคฤหาสน์จ้าว ขณะนี้ระดับขัดเกลาทวารทั้งหมดในเมืองซ่างอู๋มารวมตัวกันที่นี่ มองค่ายกลที่ก่อตัวขึ้นในห้องตำราทว่าไม่พบใคร

ตระกูลจ้าวที่เหลือยืนตัวสั่นอยู่ด้านข้างโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สมาชิกในตระกูลบางคนตื่นตระหนกจนร้องไห้

โฉวหยวนเฉิงไม่ได้บอกสมาชิกตระกูลเหล่านี้เรื่องแผนการที่เตรียมไว้ ในความคิดโฉวหยวนเฉิง ทุกอย่างล้วนสามารถใช้ได้ยกเว้นตัวเอง

ความต่างอยู่ที่มูลค่าการใช้งานนั้นมากหรือน้อย ต้องใช้แรงมากน้อยในการลงทุนก็เท่านั้น

เฉินเฟยปรากฏตัวที่มุมหนึ่งของเมือง มองคฤหาสน์จ้าวจากระยะไกล ในขณะนี้ลมปราณระดับขัดเกลาทวารปะปนกันอยู่ที่นั่น ทหารลาดตระเวนในเมืองเข้าปิดล้อมอย่างแน่นหนา

หากเฉินเฟยติดอยู่ในข้างในคงเป็นเรื่องยากที่จะออกไปเว้นแต่จะสู้เพื่อหาทางออก แต่วิธีสังหารเพื่อฝ่าออกไปนั้นไร้ค่า เขาถูกโฉวหยวนเฉิงจูงจมูกโดยสิ้นเชิง

เฉินเฟยรับรู้สภาพแวดล้อม เมื่อพบว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ร่างกลายเป็นภาพติดตารีบวิ่งไปที่กำแพงเมือง

ขณะนี้กำแพงเมืองเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน เห็นได้ชัดว่าเมืองซ่างอู๋กลัวเช่นกันว่าคฤหาสน์จ้าวจะใช้แผนส่งเสียงทางตะวันออกแต่ลอบโจมตีทางตะวันตก ท้ายที่สุดด้านนอกยังมีกองทัพหยาซานคอยกดดันอยู่

เฉินเฟยกระตุ้นกระสวยผ่านทะยานในอ้อมแขน ความเร็วท่าร่างเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่มีตัวถ่วงอย่างโฉวหยวนเฉิง ร่างเฉินเฟยจึงว่องไวและเป็นธรรมชาติขึ้น

ภายใต้วิชารวมลม แม้แต่เสียงลมยังถูกเฉินเฟยทำให้เบาลง ทหารบนกำแพงเมืองไม่เห็นอะไรผิดปกติ ส่วนเฉินเฟยออกนอกเมืองไปแล้ว

หลังจากนั้นไม่นาน เฉินเฟยกลับมาที่เขาลูกเดิม

เมื่อเข้าใกล้ขึ้น เฉินเฟยพลันหยุดเท้า มองไปรอบเนินเขาแล้วขมวดคิ้ว

“กองทัพหยาซาน?” เฉินเฟยพูดเสียงเบา

แม้จะไม่มีใครอยู่แถวนี้ แต่ภายใต้การรับรู้จิตวิญญาณ เฉินเฟยยังคงสังเกตเห็นบางสิ่งผิดปกติ

“สายตาดี ขนาดพวกเราซ่อนตัวแบบนี้ เก๋อเซี่ยยังพบเบาะแสอีก”

เสียงหัวเราะดังขึ้น เหลียงจงผู่เดินออกมาช้าๆโดยถืออาวุธกึ่งวิญญาณของเฉินเฟยไว้ในมือและตามมาด้วยอีกสองคนที่มองเฉินเฟยขึ้นลง

“ข้าไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวเรื่องระหว่างเจ้ากับเมืองซ่างอู๋ เพียงมาที่นี่เพราะเรื่องส่วนตัวเท่านั้น”

เฉินเฟยมองทั้งสามคน เหลียงจงผู่อยู่ในระดับขัดเกลาทวารขั้นกลาง สวมเสื้อสีเขียวดูสง่างาม แต่ดวงตามีแสงวาบเป็นครั้งคราว นั่นแสดงให้เห็นว่าคนคนนี้ไม่ได้ว่าง่ายเหมือนภายนอก

อีกสองคนเป็นหนึ่งชายหนึ่งสตรี ทั่งคู่ล้วนอยู่ในระดับขัดเกลาทวาร นักยุทธ์ชายที่มีอายุมากกว่าชื่อซูเหยียนซินเป็นศิษย์น้องของเหลียงจงผู่

นักยุทธ์สตรีอีกคนชื่อเหลียงลั่วหลัน ดูแล้วอายุยังน้อยลมปราณยืดหยุ่น น่าจะทะลวงระดับขัดเกลาทวารได้ปีเดียวและยังอยู่ในสภาวะทำให้การบ่มเพาะมั่นคง

“ดึกดื่นป่านนี้มาแอบเข้าออกจากเมืองซ่างอู๋ เพียงเจ้าบอกว่าไม่ยุ่งเกี่ยวก็จะเป็นเช่นนั้นหรือ?”

ซูเหยียนซินจ้องมองเฉินเฟย ดวงตาไม่ปิดบังความเกลียดชังแม้แต่น้อย หากเหลียงจงผู่ไม่ได้อยู่ด้วย ซูเหยียนคงพุ่งไปสู้กับเฉินเฟยแล้ว

“ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น”

เหลียงจงผู่โบกมือ มองเฉินเฟยและพูดด้วยรอยยิ้ม “เจ้าช่วยบอกตัวตนได้หรือไม่? สองกองทัพกำลังต่อสู้กัน เจ้าเข้าออกเมืองซ่างอู๋เช่นนี้ย่อมทำให้ผู้คนสงสัย”

“เป็นเพียงผู้ฝึกตนทั่วไป”

เฉินเฟยส่ายหน้า มองอาวุธกึ่งวิญญาณในมือเหลียงจงผู่แล้วพูด “เจ้าคืนสิ่งนั้นมาได้หรือไม่ แล้วข้าจะออกจากเขตแดนเมืองซ่างอู๋ทันที”

“จะมาก็มาจะไปก็ไป เจ้าคิดว่าที่นี่คือที่ไหน?” ซูเหยียนซินพูดเสียงดัง

เฉินเฟยขมวดคิ้ว หันไปมองซูเหยียนซิน สีหน้าค่อยๆเย็นชา เฉินเฟยไม่อยากทำสิ่งที่ไร้ความหมาย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมให้คนอื่นทำแบบนี้ต่อหน้าตัวเอง

ซูเหยียนซินเห็นเฉินเฟยหันมามองจึงกำลังจะพูดต่อ แต่พอสบตากับเฉินเฟย  ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆก็รู้สึกถึงความเย็นเข้ามาในใจ

ความเย็นนี้มาอย่างไร้เหตุผล แต่ซูเหยียนซินรู้สึกว่าหากพูดอีกสักคำอาจเผชิญกับภัยพิบัติ

เป็นไปได้ว่าจะตาย!

แต่คนตรงหน้าเป็นเพียงระดับขัดเกลาทวารขั้นต้น การบ่มเพาะเหมือนจะไม่อยู่ในระดับเดียวกันและดูอายุน้อย บางทีจุดทวารที่อีกฝ่ายเปิดได้อาจไม่ดีเท่าของตัวเองซ้ำ แล้วจะเกิดภัยพิบัติได้อย่างไร? ข้าจะตายได้อย่างไร?

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเหลียงจงผู่และเหลียงลั่วหลันเพิ่งทะลวงระดับไม่นานมานี้ยืนอยู่ด้านข้าง ความแข็งแกร่งของพวกเขาเหนือกว่าเฉินเฟยมาก

เหลียงลั่วหลันมองซูเหยียนซินด้วยสีหน้าแปลกๆ ชื่อเสียงเรื่องอารมณ์ร้อนของซูเหยียนดังไปทั่วสำนัก ทำไมวันนี้ถึงหยุดพูดหลังพูดเพียงไม่กี่คำ? นี่ไม่เหมือนนิสัยซูเหยียนซินเลย

เหลียงลั่วหลันหันไปมองเฉินเฟย หล่อเหลายิ่งนัก การบ่มเพาะยังมาถึงระดับขัดเกลาทวารตั้งแต่อายุน้อย คนเช่นนี้จะเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปในชนบทได้อย่างไร

เมื่อเห็นซูเหยียนซินไม่พูดอะไร เฉินเฟยจึงหันไปมองเหลียงจงผู่ เหลียงจงผู่มองหน้าเฉินเฟยแล้วรู้สึกถึงแรงกดดันที่พุ่งเข้าใบหน้า

เหลียงจงผู่ประหลาดใจที่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากสายตาอีกฝ่าย คนตรงหน้าไม่ใช่นักยุทธ์ขัดเกลาทวารขั้นต้นธรรมดาเหมือนที่เห็นแน่แต่ไม่ว่าเหลียงจงผู่จะมองอย่างไรก็รับรู้ได้เพียงการบ่มเพาะของเฉินเฟยไม่ได้เหนือไปกว่านั้น

เหลียงจงผู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คลายมือขวาเล็กน้อย อาวุธกึ่งวิญญาณในมือลอยไปหาเฉินเฟย เฉินเฟยจับอาวุธกึ่งวิญญาณ เหลือบมองทั้งสามคน ร่างวูบไหวหายไปจากจุดนั้น

เมื่อเห็นเฉินเฟยจากไป เหลียงจงผู่รู้สึกว่าหัวใจผ่อนคลายลงเล็กน้อย เมื่อครู่ไม่ได้ตระหนักถึงมัน แต่ตอนนี้ตระหนักได้ว่าแรงกดดันมหาศาลกำลังกดทับหัวใจตัวเอง

เมื่อเฉินเฟยหายตัวไป แรงกดดันที่รับรู้ได้ล่าช้าก็ลดลง

เหลียงจงผู่หันไปมองซูเหยียนซิน พบว่าใบหน้าซูเหยียนซินซีดลงและดวงตายังแดงก่ำ

เหลียงลั่วหลันพบว่ามีบางอย่างผิดปกติระหว่างพวกเขาทั้งสอง โดยเฉพาะซูเหยียนซินที่ขณะนี้เหมือนจะบาดเจ็บสาหัส แต่เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เจ้าเป็นอะไร?” เหลียงจงผู่มองซูเหยียนซินแล้วขมวดคิ้วถาม

“ข้าถูกโจมตีจิตวิญญาณ!” ซูเหยียนซินมองเหลียงจงผู่ด้วยรอยยิ้มเบี้ยว แม้จะไม่ร้ายแรงแต่ยังต้องพักฟื้นระยะหนึ่ง

เมื่อครู่สบตากับเฉินเฟยได้แล้วเกิดอาการใจสั่น นั่นอาจเป็นเพราะจิตวิญญาณได้รับบาดเจ็บ พอเฉินเฟยจากไป ซูเหยียนซินจึงตระหนักได้ว่ามันน่ากลัวเหนือคำบรรยาย

ดวงตาเหลียงจงผู่หรี่ลงเล็กน้อย แค่สบตากันเมื่อครู่ถึงกับทำให้ซูเหยียนซินบาดเจ็บเลยหรือ?

เมื่อครู่ทั้งสี่ทดสอบพลังจิตวิญญาณของกันและกัน หากเป็นเช่นนั้นเขาต้องโจมตีจิตวิญญาณซูเหยียนซินโดยไม่มีใครสังเกตุเห็น ทักษะและความแม่นยำที่จำเป็นในการทำแบบนี้อยู่เหนือคำบรรยาย

เหลียงจงผู่ทำลายจิตวิญญาณซูเหยียนซินได้เช่นกัน แต่เขาไม่อาจทำแบบเงียบๆได้แน่นอน

ดวงตาเหลียงลั่วหลันเบิกกว้างเล็กน้อย นางหันไปมองจุดที่เฉินเฟยหายตัวไป เขาเป็นใครกันแน่? หากเมื่อครู่เกิดการต่อสู้ พวกเขาสามคนจะไม่ตกอยู่ในอันตรายหรอกหรือ?

แต่เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายดูอายุน้อยกว่าตัวเอง

ห่างออกไปสิบลี้ เฉินเฟยหยุดเท้า มองรอบตัวเพื่อระบุทิศทางและรีบไปเมืองฉินไห่

เมื่อครู่เพียงแค่ลงโทษซูเหยียนซินเล็กน้อย หากอีกฝ่ายกดดันมากกว่านี้ เฉินเฟยอาจต้องชักกระบี่

ในกองทัพหยาซานย่อมมีระดับขัดเกลาทวารมากกว่าสามคน แต่ตราบใดที่จัดการรวดเร็วพอ เฉินเฟยจะล่าถอยได้อย่างสมบูรณ์ แม้กองทัพหยาซานที่เหลือจะมาเร็วเกินไป เฉินเฟยยังสามารถสังหารซูเหยียนซินก่อนจากไปได้

ยามค่ำคืน ลมแรงผัดผ่านถิ่นทุรกันดาร เหตุผลที่เฉินเฟยไปเมืองฉินไห่นั้นเรียบง่าย เขาจำเป็นต้องหาข้อมูล

หอกระบี่หวนคืน แม้เฉินเฟยจะได้ยินคำพูดจากคนอื่น แต่เฉินเฟยไม่รู้สถานการณ์โดยเฉพาะและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายอยู่ในเมืองไหน

แต่ตอนนี้เมืองซ่างอู๋อยู่ในภาวะสงคราม มันไม่สะดวกที่จะหาข้อมูล แน่นอนว่าการไปเมืองฉินไห่ที่ใกล้สุดเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่า

ในเวลานั้นเฉินเฟยยังต้องการซื้อแผนที่ด้วย เมืองซ่างอู๋เป็นสถานที่ไกลสุดที่เฉินเฟยเคยวิ่งมา ไม่ว่าจะไกลแค่ไหนเฉินเฟยก็ค่อนข้างสับสนเส้นทาง

ในเวลานี้สิ่งปลอดภัยสุดคือติดตามกองคาราวาน แม้ในปัจจุบันจะมีกองคาราวานน้อยมาก แต่ส่วนที่เหลือคือกองคาราวานที่แข็งแกร่ง

กองคาราวานเหล่านี้เดินทางขึ้นเหนือลงใต้ เป็นธรรมดาที่จะรู้จักสถานที่อันตรายมากมาย ดังนั้นพวกเขาจึงหลีกเลี่ยงพวกมันได้

แต่การติดตามกองคาราวานช้าเกินไปสำหรับเฉินเฟย

ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เฉินเฟยเห็นเมืองหนึ่งปรากฏตรงหน้าจากระยะไกล นั่นคือเมืองฉินไห่

เฉินเฟยกลายเป็นภาพติดตาปีนข้ามกำแพงเมืองโดยตรง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการต่อสู้ในเมืองซ่างอู๋หรือไม่ เมืองฉินไห่ที่ได้รับข่าวนี้จึงวางทหารลาดตระเวนกำแพงเมืองมากกว่าเมื่อก่อน

อย่างไรก็ตามด้วยความแข็งแกร่งของนายพลและกองทหารของเมืองฉินไห่  หากกองทัพหยาซานเข้าโจมตีเมืองฉินไห่ เมืองฉินไห่คงต้านทานได้ไม่มากนัก

เพราะในเมืองฉินไห่ไม่มีนักยุทธ์ขัดเกลาทวารแม้แต่คนเดียว ตราบใดที่กองทัพหยาซานใช้แผนกวาดล้าง มันก็เพียงพอที่จะทำให้เมืองฉินไห่เกิดความวุ่นวาย

ส่งระดับขัดเกลาทวารของกองทัพหยาซานมาเปิดประตู เพียงเท่านี้ทหารของกองทัพหยาซานก็พุ่งเข้ายึดเมืองฉินไห่ได้อย่างง่ายดาย

ในโลกนี้อิทธิพลของนักยุทธ์ระดับสูงในสงครามนั้นอันตรายถึงชีวิต ตราบใดที่นักยุทธ์ขัดเกลาทวารไม่จนมุมก็สามารถสังหารนักยุทธ์ปรับแต่งร่างกายได้อย่างง่ายดาย

เว้นแต่ว่าจะใช้ค่ายกลจับระดับขัดเกลาทวารแล้วใช้กลยุทธ์ฝูงชนเข้าปิดล้อม แบบนั้นจึงสามารถสังหารระดับขัดเกลาทวารได้ทันที

แต่เนื่องจากทุกคนรู้ว่ามีสิ่งที่เรียกว่าค่ายกล โดยปกติแล้วระดับขัดเกลาทวารจะไม่โจมตีกองทหารโดยตรงเพราะมันทำให้เรือล่มในรางน้ำได้ง่าย

และผู้แข็งแกร่งรวมทวารสามารถยืนอยู่ในอากาศได้ ในเวลานั้นต่อให้มีระดับปรับแต่งจำนวนมากก็ไร้ประโยชน์

สำหรับบางสิ่งเช่นลูกธนู มันไม่มีคุณสมบัติเข้าใกล้ผู้แข็งแกร่งรวมทวารเลย เว้นแต่ระดับขัดเกลาทวารจะเป็นคนยิง

ขณะนี้มีกบฏจำนวนมากที่ราชวงศ์ไม่สามารถกวาดล้างเพราะมีผู้แข็งแกร่งไม่น้อยคอยสนับสนุน เหตุผลที่รอบเมืองเซียนเมฆายังคงสงบเพราะมีผู้แข็งแกร่งระดับรวมทวารอยู่

เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินเฟยปรากฏต่อหน้าตระกูลหรวน ยามตระกูลหรวนมองเฉินเฟยอย่างด้วยความรู้สึกคุ้นเคยเล็กน้อย ครู่ต่อมาดวงตายามเบิกกว้าง

เพราะเขาได้พบเฉินเฟยเมื่อสองปีก่อน!

หลังจากนั้นไม่นานทั้งตระกูลหรวนก็อยู่ในความโกลาหล สมาชิกระดับสูงทุกคนของตระกูลหรวนรีบมาที่ห้องโถง เมื่อเห็นเฉินเฟยนั่งสูงกว่าก็ไม่กล้าแสดงความโกรธ

จบบทที่ ตอนที่ 341 ตบปาก

คัดลอกลิงก์แล้ว