เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 303 จอมปลอมที่น่าเกรงขาม

ตอนที่ 303 จอมปลอมที่น่าเกรงขาม

ตอนที่ 303 จอมปลอมที่น่าเกรงขาม


เตาหลอมโอสถที่สร้างจากค่ายกลกระบี่เริ่มโคจร เฉินเฟยควบคุมเตาหลอมโอสถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติทางยาของสมุนไพรวิญญาณอย่างระวัง วัตถุวิญญาณเหล่านี้หาได้ยาก แม้จะเสียครึ่งหนึ่งก็ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่

การเก็บเกี่ยวในวันนี้นั้นมากมาย แต่ในอนาคตการได้รับบางสิ่งจะเป็นเรื่องยาก อย่างมากจะเป็นสมุนไพรวิญญาณธรรมดาซึ่งเฉินเฟยพลาดไปในช่วงครึ่งวันหลัง

สมุนไพรวิญญาณธรรมดาเป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน มันสามารถใช้หลอมโอสถหลิงเสวี่ย เพราะเทียบกันแล้วการกินสมุนไพรวิญญาณโดยตรงให้ผลน้อยกว่า

เมื่อเวลาผ่านไปคาดว่าแม้แต่สมุนไพรวิญญาณธรรมดาก็คงไม่เหลือ ท้ายที่สุดภายในดินแดนลับนี้นอกจากระดับขัดเกลาทวารหลายสิบคนยังมีศิษย์ขัดเกลาอวัยวะภายในจำนวนมาก

ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ ฝาเตาถูกเปิดออก กลิ่นหอมเข้มข้นลอยไปทั่วถ้ำ เนื่องจากเป็นเพียงการหลอมแบบง่ายจึงใช้เวลาน้อยลง เฉินเฟยเพียงกระดิกนิ้ว น้ำสมุนไพรก็ลอยเข้าปากโดยตรง

นอกจากนี้ยังกินน้ำพืชของต้นฉัตรเจ้าเล่ห์เพิ่ม หลังกลืนน้ำสมุนไพรเพียงครู่หนึ่ง ทันใดนั้นทะเลจิตสำนึกของเฉินเฟยแจ่มชัดขึ้นและรู้สึกเหมือนศีรษะบวมเล็กน้อย

ในทะเลจิตสำนึก ความเย็นและเยือกแข็งสลับกันไปมาจนทำให้จิตวิญญาณอ่อนไหว เคล็ดพันไหมเริ่มโคจรเองเพื่อช่วยเฉินเฟยดูดซับฤทธิ์ยา

หนึ่งชั่วยามต่อมา เฉินเฟยลืมตาขึ้นแล้วหายใจออกยาว ตอนอยู่ในระดับปรับแต่งร่างกาย เฉินเฟยดูดซับวัตถุวิญญาณเหล่านี้ได้ช้าๆเท่านั้น เขาใช้เวลาสามวันเต็มในการดูดซับดอกบัวฝันหวานและมันไม่ใช่ดอกบัวทั้งอัน

หลังทะลวงเป็นระดับขัดเกลาทวาร พลังจิตวิญญาณของวัตถุวิญญาณเหล่านั้นไม่อาจสร้างแรงกดดันให้เฉินเฟยได้อีก เพียงหนึ่งชั่วยามเฉินเฟยดูดซับมันจนหมด

พูดไม่ได้ว่าพลังจิตวิญญาณพุ่งสูงขึ้น แต่มันเพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งส่วน และการเพิ่มขึ้นนี้เพียงพอให้เฉินเฟยควบคุมจุดทวารเพิ่มอีกสองจุด

การหลอมน้ำสมุนไพรเมื่อครู่เฉินเฟยใช้สมุนไพรวิญญาณพลังจิตวิญญาณหนึ่งต้นกับสมุนไพรวิญญาณหลายอย่าง สมุนไพรวิญญาณพลังจิตวิญญาณเหลืออีกสี่ต้น การเพิ่มพลังจิตวิญญาณสามส่วนไม่ควรเป็นปัญหา

กล่าวคือหลังดูดซับสมุนไพรวิญญาณเหล่านี้ พลังจิตวิญญาณของเฉินเฟยจะเพียงพอให้ควบคุมจุดทวารสามสิบจุด ช่วงนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องขาดพลังจิตวิญญาณอีกสักพัก

นี่คือคุณค่าของดินแดนลับ ใช้เวลาหนึ่งวันประหยัดเวลาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

เมื่อเทียบกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ประโยชน์นี้เพียงพอให้คลายความกังวล สุดท้ายแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกฝนในเส้นทางยุทธ์โดยไม่มีอันตราย การฝึกฝนวิชายังมีโอกาสธาตุไฟเข้าแทรก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น

เฉินเฟยยังคงหลอมน้ำสมุนไพรต่อไป

การเปลี่ยนผลเก็บเกี่ยวเป็นความแข็งแกร่งทันทีเป็นทางเลือกที่ดีสุด ในดินแดนลับเต็มไปด้วยอันตราย ความก้าวหน้าของพลังจิตวิญญาณไม่เพียงเพิ่มจำนวนจุดทวารที่ควบคุมได้ แต่ยังเพิ่มพลังต่อสู้ของเฉินเฟยด้วย

ไม่ต้องพูดถึงสิ่งอื่นใด ด้วยพลังจิตวิญญาณแข็งแกร่ง กระบวนท่าจะมีความละเอียดอ่อนและใช้ง่ายขึ้น

เฉินเฟยใช้เวลาสี่ชั่วยามในการกินและหลอมสมุนไพรวิญญาณพลังจิตวิญญาณทั้งหมด ตามที่คาดไว้ พลังจิตวิญญาณเพิ่มมากกว่าสามส่วนและเกือบไปถึงสี่ส่วน

พลังจิตวิญญาณที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ทะเลจิตสำนึกของเฉินเฟยขยายออก ในขณะเดียวกันร่างกายรู้สึกเบาหวิวซึ่งเป็นผลมาจากพลังจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นมากเกินไปในช่วงเวลาอันสั้น

แต่โชคดีที่เฉินเฟยคุ้นเคยกับมันในเวลาเพียงชั่วขณะและค่อยๆขจัดความรู้สึกประหลาดนี้ออกไป

กลางคืนด้านนอกเข้าสู่ช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดก่อนรุ่งสาง เฉินเฟยวางแผนหลอมวัตถุวิญญาณคุณภาพสูงอย่างอื่นอีกหลายอย่างเช่นกัน

วัตถุวิญญาณเหล่านี้มีคุณภาพสูง ตามการคาดการณ์ของเฉินเฟย หากกินพวกมันทั้งหมด ไม่กล้าพูดว่ามากนัก แต่มีโอกาสสูงที่จะเปิดจุดทวารสองสามจุด

“หืม?”

เมื่อกำลังจะใส่วัตถุวิญญาณลงเตาหลอม มือเฉินเฟยต้องหยุดชะงัก หินก้อนหนึ่งลอยอยู่ตรงหน้า หินแฝดสามารถสัมผัสได้ถึงกันในระยะห่างที่กำหนด ซึ่งอีกก้อนอยู่กับเฟิงซิวผู่

วันนี้เฉินเฟยวิ่งเต้นไปมาทั้งวัน แต่หินแฝดยังคงเงียบสงบ คาดไม่ถึงว่ามันจะตอบสนองในเวลานี้ ตามลักษณะของหินแฝด ตอนนี้เฟิงซิวผู่อยู่ห่างจากเฉินเฟยประมาณยี่สิบถึงสามสิบลี้

เฉินเฟยกำลังคิดว่าจะไปหาเฟิงซิวผู่ตอนนี้หรือค่อยไปหาช่วงเช้า ทันใดนั้นเฉินเฟยลุกขึ้นมองออกไปนอกถ้ำ

กลางคืนมืดมิดราวกับหมึก แม้จะเป็นดวงตาของระดับขัดเกลาทวารก็มองเห็นได้ไม่ไกลนัก แน่นอนว่าเฉินเฟยไม่เห็นอะไรเลย แต่รู้สึกว่าเมื่อครู่นี้มีลมปราณเฉียบคมหายวับไป

ระยะห่างระหว่างพวกเขาไกลเกินไป เฉินเฟยรับรู้ได้อย่างคลุมเครือเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะหินแฝดที่ดึงดูดความสนใจของเฉินเฟย เมื่อเฉินเฟยกำลังหลอมโอสถ เขาจะเพิกเฉยต่อลมปราณวูบไหวนั้น

แต่เป็นเพราะหินแฝดนี้เอง เฉินเฟยจึงพบว่าลมปราณเฉียบคมนั้นอยู่ในตำแหน่งเดียวกับเฟิงซิวผู่

“เหมือนจะเป็นลมปราณของอาวุธวิญญาณระดับสูง”

เฉินเฟยขมวดคิ้ว ระยะทางไกลเกินไปและเวลาสั้นเกินไป เฉินเฟยไม่สามารถตัดสินช่วงเวลาสั้นๆดังกล่าว ในชั่วขณะหนึ่งเฉินเฟยพยายามใช้พลังจิตวิญญาณตรวจจับ แต่ไม่พบลมปราณนั้นอีก

ราวกับทุกสิ่งเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา

แต่คืนนี้พลังจิตวิญญาณของเฉินเฟยเพิ่มขึ้น และพลังจิตวิญญาณยังอยู่ในสภาวะอ่อนไหวอย่างยิ่ง หากความรู้สึกนี้เป็นภาพลวงตามันคงไร้เหตุผลเกินไป

“ไปดูก่อน!”

เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเก็บวัตถุวิญญาณทั้งหมดลงช่องมิติ ร่างกายวูบไหววิ่งไปยังจุดที่หินแฝดสัมผัสได้

ห่างออกไปหลายสิบลี้

สัมผัสของเฉินเฟยถูกต้อง ตอนนี้กำลังเกิดการต่อสู้ขึ้นที่นี่ แต่ในระยะหนึ่งลี้ล้วนถูกระงับลมปราณไว้หมด ไม่ว่าอยู่ไกลแค่ไหนก็ไม่สามารถส่งออกไป

นั่นเป็นเพราะค่ายกลปกคลุมสถานที่นี้ไว้ ค่ายกลไม่มีความสามารถในการโจมตีหรือป้องกัน หน้าที่เดียวของมันคือควบคุมความผันผวนของลมปราณทั้งหมดโดยรอบ

เฉินเฟยรับรู้ถึงลมปราณอันดุเดือดจากทางนั้นได้เพราะค่ายกลเพิ่งก่อตัวและลมปราณเฉียบคมของอาวุธวิญญาณระดับสูง แน่นอนว่ายังเป็นเพราะพลังจิตวิญญาณของเฉินเฟยที่พุ่งสูงขึ้นจึงอยู่ในสภาวะอ่อนไหว

ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้เฉินเฟยจึงรับรู้ถึงลมปราณได้โดยบังเอิญ แต่หากไม่ใช่เพราะการเคลื่อนไหวของหินแฝด แม้เฉินเฟยรับรู้ได้ถึงลมปราณนี้เขาก็จะไม่สนใจ

เพราะระยะทางไกลเกินไป และสิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่เกี่ยวข้องกับเฉินเฟย

“อู๋หยงจ้าว อีกไม่นานผู้อาวุโสเหลียวจะรู้ว่ามีเรื่องเกิดขึ้นที่นี่ เจ้าหนีไม่พ้นแน่!” จูจื่อเซี่ยงตะโกนเสียงต่ำโดยมองอู๋หยงจ้าวและสมาชิกสำนักเพลิงเทพทั้งหมดที่เข้าปิดล้อมพื้นที่

“พวกมันไม่มีทางรู้หรอก!”

อู๋หยงจ้าวส่ายหน้าแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “พอถึงตอนที่พวกมันรู้ พวกมันคงได้เดินตามรอยเท้าเจ้าไปแล้ว!”

“อวดดี!”

จูจื่อเซี่ยงตะโกนด้วยความโกรธ ถ่ายพลังหยวนใส่กระบี่วิญญาณในมือ กระบี่วิญญาณเปล่งแสงพราวออกมา

“ทุกคน มาร่วมป้องกันศัตรูกับข้า ผู้อาวุโสเหลียวอยู่ใกล้ๆนี้ เขาคงกำลังมาที่นี่แล้ว”

เสียงร้อนรนของจูจื่อเซี่ยงดังก้อง เพียงครู่เดียวทุกคนถูกดึงดูดด้วยแสงของกระบี่วิญญาณ มีเพียงอู๋หยงจ้าวที่ยิ้มเย้ย ทันใดนั้นเขาหายไป

เมื่ออู๋หยงจ้าวปรากฏตัวอีกครั้ง เขาอยู่ห่างออกไปหลายร้อยหมี่และฟันไปยังที่ว่างเปล่า

กระบี่วิญญาณระดับสูงปล่อยพลังอันน่าสะพรึงกลัว ก่อนที่กระบี่จะไปถึง อากาศเกิดแปรปรวน เสียงหวีดหวิวดังอย่างไร้สิ้นสุดราวกับต้องการฉีกทุกสิ่งรอบตัว

“ตู้ม!”

ร่างหนึ่งลอยออกมาจากความว่างเปล่าแล้วกระแทกลงพื้นอย่างแรง หลังกลิ้งไปหลายสิบครั้งถึงจะหยุด ปากกระอั่กเลือดออกมาเต็มคำ ในอากาศยังเต็มไปด้วยหมอกเลือด

ร่างนั้นคือจูจื่อเซียงตัวจริง เมื่อเกือบทุกคนถูกแสงกระบี่วิญญาณ ดึงดูด ร่างจริงของจูจื่อเซียงก็ออกห่างไปหลายร้อยหมี่ทันที

มีเพียงอู๋หยงจ้าวเท่านั้นที่มองออกได้อย่างรวดเร็ว เขาจึงไปฟันกระบี่เพื่อหยุดจูจื่อเซี่ยง

จูจื่อเซี่ยงตบฝ่ามือลงบนพื้นพลิกตัวยืนขึ้น มองอู๋หยงจ้าวด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ จูจื่อเซี่ยงคิดไม่ถึงว่าอู๋หยงจ้าวจะทำลายท่าหลบหนีจักจั่นลอกคราบของตัวเองได้อย่างง่ายดาย

อีกแค่ลมหายใจเดียวจูจื่อเซี่ยงจะหนีได้ไปอีกร้อยหมี่ ในเวลานั้นจูจื่อเซี่ยงสามารถใช้ท่าอื่นเพิ่มความเร็วของท่าร่างอย่างเต็มที่และอาจหนีออกไปได้

อย่างไรก็ตามอู๋หยงจ้าวไม่ให้โอกาสนั้นแก่จูจื่อเซี่ยง

“ละทิ้งสหายของตนเอง พวกเจ้าสำนักกระบี่เซียนเมฆาช่างเป็นจอมปลอมที่น่าเกรงขามจริงๆ”

อู๋หยงจ้าวส่ายหน้า ใช้นิ้วแตะกระบี่วิญญาณระดับสูงในมือ กระบี่วิญญาณส่งเสียงแหลมคมชัด

ตอนแรกเสียงของกระบี่นั้นเบามาก แต่พริบตาเดียวมันส่งเสียงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจนในที่สุดกลายเป็นเสียงเหมือนระฆังมังกร

ภายใต้เสียงกระบี่ อวัยวะภายในของจูจื่อเซี่ยงสั่นไหวอย่างไม่อาจหยุดยั้ง ทันใดนั้นอาการบาดเจ็บที่ถูกระงับไว้พลันทะลักออกมา ลำคอพ่นเลือดออกมาเต็มคำ จูจื่อเซี่ยงพยายามกดมันเอาไว้

อู๋หยงจ้าวปรากฏต่อหน้าจูจื่อเซี่ยงราวกับผี กระบี่วิญญาณเปล่งแสง จูจื่อเซี่ยงคำรามอย่างเดือดดานและโคจรวิชา ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด กระบี่ยาวในมือฟันไปทางอู๋หยงจ้าว

“แกร้ง!”

จูจื่อเซี่ยงถอยกลับหนึ่งก้าวหนึ่งหลุม ใบหน้าแดงก่ำเปลี่ยนเป็นขาวซีด ดวงตาจูจื่อเซี่ยงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

การบ่มเพาะด้อยกว่าอู๋หยงจ้าวอยู่แล้ว กระบี่วิญญาณระดับกลางในมือยังด้อยกว่าอีก ด้วยการเคลื่อนไหวง่ายๆสองครั้ง จูจื่อเซี่ยงแทบบาดเจ็บสาหัส

การถูกฆ่าอาจขึ้นอยู่กับกระบวนท่าถัดไป ช่องว่างพลังต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายแทบไม่เหมือนนักยุทธ์ระดับเดียวกัน

จูจื่อเซี่ยงตกอยู่ในวิกฤติ คนอื่นตกอยู่ในวิกฤติเช่นกัน

ในที่แห่งนี้นอกจากจูจื่อเซี่ยงยังมีเคอเหลียงเต๋อที่เป็นระดับขัดเกลาทวารของสำนักกระบี่เซียนเมฆา อู๋หยงจ้าวบอกจูจื่อเซี่ยงละทิ้งสหาย ที่เขาพูดถึงคือเคอเหลียงเต๋อซึ่งกำลังถูกปิดล้อมอยู่

ส่วนคนที่เหลือคือเฟิงซิวผู่และเว่ยเหยียนเทาจากสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว

แต่เทียบกับจูจื่อเซี่ยงและเคอเหลียงเต๋อแล้ว เฟิงซิวผู่กับเว่ยเหยียนเทากำลังเผชิญกับคนระดับเดียวกันเท่านั้น และสถานการณ์แทบจะไปสนับสนุนไม่ได้ แต่หากจูจื่อเซี่ยงถูกฆ่า เค่อเหลียงเต๋อจะตายเช่นกัน

พอถึงตอนนั้นเฟิงซิวผู่กับเว่ยเหยียนเทาคงหนีไม่พ้น เพราะสำนักเพลิงเทพปิดล้อมทั้งสี่ พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้ทั้งสี่ออกไปกระจายข่าวเรื่องที่เกิดขึ้น

จบบทที่ ตอนที่ 303 จอมปลอมที่น่าเกรงขาม

คัดลอกลิงก์แล้ว