เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 293 แสวงหาแต่ไม่ได้ตามที่หวัง

ตอนที่ 293 แสวงหาแต่ไม่ได้ตามที่หวัง

ตอนที่ 293 แสวงหาแต่ไม่ได้ตามที่หวัง


“ไม่เพียงแค่ภูเขาป้านผิง สภาพแวดล้อมยังเปลี่ยนไปมาก ดินแดนลับแห่งนี้ขยายใหญ่ขึ้น!”

ร่างกลายเป็นภาพติดตา เฉินเฟยมองสภาพแวดล้อมอย่างประหลาดใจ ทันใดนั้นเฉินเฟยหยุดเท้าชั่วขณะและเดินไปด้านข้างแอ่งน้ำ

เมื่อตรวจสอบรอบด้านจนมั่นใจว่าไม่มีอันตรายใด เฉินเฟยยื่นมือขวาออกไป สมุนไพรวิญญาณต้นหนึ่งลอยเข้ามือ

ใช่แล้ว เฉินเฟยพบสมุนไพรวิญญาณ แต่สมุนไพรวิญญาณต้นนี้ค่อนข้างเล็ก ฤทธิ์ของมันมีเพียงครึ่งหนึ่งของสมุนไพรปกติ คาดว่าต้องใช้เวลาอีกสองสามปีถึงโตเต็มที่

หลายปีต่อจากนี้สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวจะมีสิทธิ์เข้าดินแดนลับอีกหรือไม่ยังคงเป็นคำถาม เฉินเฟยไม่สามารถรอให้สมุนไพรวิญญาณต้นนี้โตเต็มที่

“ใช้หลอมโอสถหลิงเสวี่ยได้”

เฉินเฟยเก็บสมุนไพรวิญญาณลงห่อด้านหลัง มองไปรอบตัว ไม่พบสิ่งใดอีกจึงเดินไปโพรงของปาข่าต่อ

แต่ผ่านไปไม่นานเฉินเฟยก็หยุดอีกครั้ง ไม่มีเหตุผลใดนอกจากพบสมุนไพรวิญญาณอีกต้น สมุนไพรวิญญาณตรงหน้าใหญ่กว่ามากเมื่อเทียบกับเมื่อครู่

“ดินแดนลับระดับสองที่เพิ่งเกิดใหม่มีสิ่งดีๆเต็มไปหมด” เฉินเฟยประหลาดใจและเก็บสมุนไพรวิญญาณเข้าห่อ

มันเป็นหนึ่งในสมุนไพรของโอสถหลิงเสวี่ย สมุนไพรวิญญาณนี้เป็นวัตถุวิญญาณที่พบได้ทั่วไป ด้วยเหตุนี้เองวัตถุวิญญาณเหล่านี้จึงถูกนำมาหลอมโอสถหลิงเสวี่ย

นี่เป็นเรื่องปกติ ด้วยวิธีเท่านั้นจึงสามารถหลอมโอสถได้อย่างยั่งยืนเหมือนโอสถเลือดลมและโอสถทะยานเนินเขาในระดับปรับแต่งร่างกาย หากเป็นสมุนไพรเติบโตยาก เมื่อเก็บเกี่ยวมากเกินไปมันจะสูญพันธ์ ดังนั้นจึงไม่สามารถนำมันมาเป็นวัสดุของโอสถ

เว้นแต่จะเป็นโอสถวิญญาณที่มีจุดประสงค์พิเศษซึ่งต้องใช้วัตถุวิญญาณหายาก ตัวอย่างเช่นโอสถแรกเริ่มของสำนักกระบี่เซียนเมฆาจำเป็นต้องใช้เนื้อของต้นไม้วิญญาณ

เมื่อรู้ถึงความพิเศษของดินแดนลับ เฉินเฟยจึงใช้พลังจิตวิญญาณตลอดเวลาเพื่อหาวัตถุวิญญาณในระหว่างเดินทาง ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ เฉินเฟยขุดสมุนไพรวิญญาณอีกต้นในรอยแยกภูเขา

เฉินเฟยเก็บมันลงห่ออย่างพึงพอใจ ทันใดนั้นเฉินเฟยเหมือนได้ยินเสียงบางอย่าง คุณสมบัติฟังเสียงลมของวิชารวมลมถูกใช้งาน เสียงต่อสู้ดังเข้าหู

ห่างออกไปหนึ่งลี้

“ปัง!”

โม่หยวนเฟยถอยหลังไปโดยไม่อาจควบคุม หลังถอยไปสิบก้าวจึงถ่ายเทพลังมหาศาลที่ติดอยู่กับร่างกายลงพื้น แต่ถึงอย่างนั้นมุมปากโม่หยวนเฟยยังมีเลือดไหลออกมา

โม่หยวนเฟยมองวานรคลั่งในระยะไกลแล้วกลืนเลือดลงคอ อสูรวานรตัวนี้แข็งแกร่งเกินไป มันเป็นระดับหนึ่งขั้นสูงสุดแถมยังใกล้จะทะลวงระดับ

ไม่อย่างนั้นด้วยการบ่มเพาะของเขากับเจิงไจ้เหวิน การสู้กับสัตว์อสูรระดับหนึ่งไม่ใช่เรื่องยาก

ในการปะทะเมื่อครู่ โม่หยวนเฟยป้องกันหมัดและได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แขนเขายังสั่นอยู่เลย บนร่างกายวานรเต็มไปด้วยบาดแผลแต่นั่นไม่มีผลอะไรเลย ในทางกลับกันยังกระตุ้นให้มันดุร้ายยิ่งขึ้น

“อย่ามัวแต่งง รีบมาช่วยเร็ว!”

ร่างเจิงไจ้เหวินวูบไหววิ่งไปรอบตัวอสูรวานร เขาใช้เดินหนีสวรรค์บทขัดเกลาอวัยวะภายในถึงขีดสุด ปล่อยให้อสูรวานรคำรามอย่างเดือดดาน

มองจากภาพนี้จะเห็นว่าเจิงไจ้เหวินได้เปรียบ อสูรวานรไม่สามารถโจมตีเจิงไจ้เหวินได้สักครั้ง แต่เจิงไจ้เหวินเพิ่มรอยแผลอาบเลือดให้อสูรวานรเป็นครั้งคราว

แต่มีเพียงเจิงไจ้เหวินที่เข้าใจว่าสถานการณ์ในตอนนี้อันตรายแค่ไหน

พวกเขาสองคนร่วมกันโจมตี ด้วยการป้องกันอันแน่นหนาของอสูรวานร ไม่ต้องพูดถึงการสะกิด แต่มันยากจะทำให้บาดเจ็บถึงชีวิต ในทางกลับกันการโจมตีทุกครั้งของอสูรวานรทำให้ผู้คนหวาดกลัว

หากไม่ระวังอาจได้รับบาดเจ็บสาหัส สุดท้ายแล้วอาการบาดเจ็บสาหัสจะนำไปสู่การถูกอสูรวานรทุบตีจนตาย

อสูรวานรสามารถพลาดได้หลายสิบครั้ง แต่เจิงไจ้เหวินไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะการพลาดสักครั้งอาจหมายถึงความตาย

โม่หยวนเฟยคำรามด้วยความโกรธ อาวุธกึ่งวิญญาณในมือเปล่งแสง พลังมหาศาลกระจายไปทั่วบริเวณ อสูรวานรที่โจมตีอย่างต่อเนื่องเหมือนจะรู้สึกถึงภัยคุกคาม ระยะการเคลื่อนไหวของมันจึงแคบลง

โม่หยวนเฟยพุ่งเข้าหาอสูรวานรและฟันคอมัน อสูรวานรตระหนักได้ถึงสิ่งนี้จึงกระโดดหลบกระบี่และตีตัวออกห่างทั้งสอง

เจิงไจ้เหวินไม่ได้ไล่ตามและไปยืนข้างโม่หยวนเฟย มองอสูรวานรแล้วถอยกลับไปทีละก้าว

เห็นได้ชัดว่าอสูรวานรไม่ใช่สิ่งที่ทั้งสองจัดการได้ ดังนั้นควรถอยโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นหากพัวพันกับมันต่อไป เกรงว่าแม้ต้องการจากไปก็คงทำไม่ได้

“โฮก!”

เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของทั้งสอง อสูรวานรคำรามทุบหน้าอกตัวเองอย่างแรงแล้วพุ่งใส่ เจิงไจ้เหวินทั้งสองต้องการจากไปแต่อสูรวานรไม่ให้โอกาสนั้น

สีหน้าเจิงไจ้เหวินทั้งสองเปลี่ยนไปทันที เพิ่งเข้าดินแดนลับมา ยังไม่ทันได้รับสิ่งดีๆก็ต้องจบชีวิตที่นี่แล้วหรือ?

ในฐานะศิษย์แท้จริงของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว ทั้งสองจึงฝึกฝนในยอดเขาสืบทอดได้อย่างสบายใจ แต่ครั้งนี้โอกาสของดินแดนลับดีเกินไป หากชนะเดิมพันสักครั้งอาจเพิ่มโอกาสทะลวงระดับขัดเกลาทวารได้

การเปิดจุดทวารนั้นยากพอกับการปีนขึ้นสวรรค์ แม้แต่ศิษย์แท้จริงของสำนัก หากต้องการทะลวงระดับขัดเกลาทวาร โอกาสจะสูงกว่าศิษย์ภายในเล็กน้อย

ไม่กี่เดือนก่อนเหมียวเต๋าซินศิษย์แท้จริงอันดับหนึ่งพยายามทะลวงระดับขัดเกลาทวาร  แต่สุดท้ายจบลงด้วยความล้มเหลว

เหมี่ยวเต๋าซินเป็นศิษย์แท้จริงมาหลายปี แม้กระทั่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานอกจากช่วงเวลาอันสั้นที่เฉินเฟยกลายเป็นศิษย์แท้จริงอันดับ เหมียวเต๋าซินอยู่ในอันดับหนึ่งเสมอ

ภูมิหลังของเหมียวเต๋าซินนั้นลึกล้ำ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในครั้งเดียวเขาจึงใช้เวลาหลายปีฝึกฝนอยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสูงสุด แต่ถึงอย่างนั้นเหมียวเต๋าซินยังคงล้มเหลว

ผู้อาวุโสสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวผิดหวังเล็กน้อย พวกเขาคิดว่าถัดจากเฉินเฟย สำนักจะถือกำเนิดระดับขัดเกลาทวารคนใหม่ในเวลาอันสั้นอีก ผลลัพธ์คือเหมียวเต๋าซินผู้มีโอกาสมากสุดประสบความล้มเหลว

แม้สิ่งนี้จะทำให้ทุกคนประหลาดใจ แต่ยังทำให้หลายคนกังวลเกี่ยวกับความก้าวหน้าของตัวเองมากขึ้น

แม้แต่ศิษย์แท้จริงอันดับยังล้มเหลว พวกเขาซึ่งเป็นศิษย์แท้จริงอันดับล่างจะนับว่าเป็นอะไร ดังนั้นศิษย์แท้จริงหลายคนจึงเข้าร่วมการเข้าดินแดนลับครั้งนี้  โม่หยวนเฟยกับเจิงไจ้เหวินก็เช่นกัน

นั่นเป็นผลให้ทั้งสองพบกับอสูรวานรตัวนี้ก่อนจะได้แสดงความสามารถ แต่อสูรวานรแข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัว ด้วยพลังต่อสู้และการบ่มเพาะของศิษย์แท้จริงสองคน ต่อให้ร่วมมือกันก็ไม่สามารถปราบมันได้

“ปัง!”

โม่หยวนเฟยถูกต่อยกระเด็นอีกครั้ง ครั้งนี้โม่หยวนเฟยไม่โชคดีเหมือนครั้งก่อน หน้าอกเขาเกือบถูกกระแทก

หากไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาวิกฤติจึงเลือกเอนตัวเล็กน้อย โม่หยวนเฟยคงถูกต่อยเข้าลำตัว

แม้นักยุทธ์ปรับแต่งร่างกายจะฝึกฝนร่างกายตลอด แต่เมื่อเปรียบเทียบกับพลังมหาศาลอันน่าสะพรึงของอสูรระดับหนึ่งขั้นสูงสุด ดูแล้วแค่นั้นยังไม่เพียงพอ

แค่โดนเชี่ยวยังได้รับบาดเจ็บ หากโดนเข้าเต็มๆไม่ตายก็บาดเจ็บสาหัส

ตอนนี้โม่หยวนเฟยเป็นแบบนั้น หมอกเลือดคำแรกยังอยู่เต็มอากาศ หมอกเลือดคำที่สองไม่อาจกลั้นไว้จึงต้องพ่นออกมาอีกครั้ง ภายในนั้นมีอวัยวะภายในบางส่วนด้วยซ้ำ

เพียงหมัดเดียว โม่หยวนเฟยเกือบสูญเสียพลังต่อสู้เกือบแปดส่วน ตอนนี้จะลุกขึ้นยืนยังลำบากสักหน่อย

“ปัง!”

หมัดของอสูรวานรกระแทกอากาศจนเกิดเสียงดัง เจิงไจ้เหวินได้รับผลจากพลังมหาศาลนี้ เดินหนีสวรรค์จึงหยุดชะงักชั่วขณะ

เจิงไจ้เหวินหน้าซีดลง เขาเอนตัวไปข้างหลังอย่างสุดกำลังตามสัญชาติญาณ เมื่อเขาเอนไปด้านหลังเสร็จ หมัดใหญ่ก็พุ่งเชี่ยวแก้ม

ทันใดนั้นแก้มเจิงไจ้เหวินเกิดรอยขีดยาวและมีเลือดทะลักออกมา เจิงไจ้เหวินอยู่ห่างจากการหัวหลุดเพียงนิดเดียวเท่านั้น

“หนีไป!”

เจิงไจ้เหวินตะโกนบอกโม่หยวนเฟย เท้าวูบไหว ใช้ประโยชน์จากแรงผลักของอสูรวานรวิ่งไปหลังมันและใช้วิชาวาดกระบี่ถึงขีดสุด ลมปราณเฉียบคมกระจายไปทุกทาง

แต่อสูรวานรเหมือนมีตาอยู่หลังหัว มันเตะเท้าหนึ่งไปข้างหลังโจมตีกระบี่เจิงไจ้เหวิน

อาวุธกึ่งวิญญาณในมือเจิงไจ้เหวินส่งเสียงบิดเบี้ยวและเจาะทะลุ แขนขวาเจิงไจ้เหวินไม่อาจทนรับแรงได้ทำให้ทั้งแขนถูกดันหัก ส่วนกระบี่กึ่งวิญญาณแทงเข้าเท้าจากมุมนั้น

อสูรวานรคำรามอย่างเจ็บปวด ฝ่าเท้ามันเกิดรอยแผล แต่เป็นเพียงรอยแผลเล็กๆ

โม่หยวนเฟยยิ้มขมขื่นเมื่อได้ยินคำพูดของเจิงไจ้เหวิน แม้เขาจะหนีไปก็ไม่มีทางหนีพ้นจากการไล่ล่าของอสูรวานร แม้เท้าอสูรวานรจะบาดเจ็บแต่ผลลัพธ์ยังเป็นเช่นเดิม

เจิงไจ้เหวินเหลือมองโม่หยวนเฟยแล้วมองอสูรวานร ไม่มีโอกาสเลย คงต้องตายอยู่ที่นี่จริงๆ

อสูรวานรเห็นเจิงไจ้เหวินบาดเจ็บ พอได้กลิ่นคาวเลือดจึงคำรามขึ้นฟ้าอย่างตื่นเต้น ครู่ต่อมาอสูรวานรรีบวิ่งเข้าหาเจิงไจ้เหวิน มันรู้ว่ามนุษย์คนนี้เป็นภัยคุกคามที่สุด

เจิงไจ้เหวินโคจรพลังภายในถึงขีดสุดและถือกระบี่ด้วยมือซ้าย แม้จะต้องตาย เขายังต้องการแทงกระบี่ใส่อสูรวานร

“ชิ้ง!”

ทันใดนั้นมีเสียงใบมีดแหลมคมตัดผ่านอากาศ อสูรวานรตกใจและอยากกระโดดออกไป แต่ก่อนจะกระโดดออก ลูกปัดกระบี่สีดำก็ปรากฏตรงหน้ามัน

“โฮก!”

อสูรวานรู้สึกถึงลมปราณน่าสะพรึงจากลูกปัดกระบี่ อสูรวานรเคยสัมผัสลมปราณแบบนี้จากสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่าซึ่งมีเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น

อสูรวานรยกแขนปิดใบหน้า กล้ามเนื้อร่างกายหดเกร็ง เลือดลมโคจรอย่างรวดเร็วโดยมุ่งเน้นการป้องกันทั้งหมด

ครู่ต่อมาลูกปัดกระบี่พุ่งชนแขนอสูรวานร เจิงไจ้เหวินซึ่งอยู่ไม่ไกลดวงตาเบิกกว้าง มองลูกปัดกระบี่บดขยี้แขนอสูรวานรจากขนสู่เนื้อจนกระทั่งไปถึงกระดูก

ในสายตาเจิงไจ้เหวิน ผิวหนังและเนื้อของอสูรวานรทนทานต่อกระบี่ยิ่งนัก แต่ต่อหน้าลูกปัดกระบี่มันกลับบางเหมือนกระดาษ

“ปัง!”

เสียงดังทำให้เจิงไจ้เหวินได้สติกลับมา เมื่อมองอสูรวานรอีกครั้ง กลางหัวขนาดใหญ่ของมันเกิดรูโหว่ทะลุจากหน้าไปหลัง ส่วนแขนถูกบดขยี้จนหายไป

ด้วยอาการบาดเจ็บดังกล่าว ไม่ว่าพลังชีวิตของสัตว์อสูรจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่มีทางรอด

ร่างใหญ่ของอสูรวานรล้มไปข้างหลังกระแทกพื้น ตัวกระตุกครู่หนึ่งแล้วแน่นิ่งไป เห็นได้ชัดว่าตายสนิท

เจิงไจ้เหวินหยุดนิ่ง จนถึงตอนนี้เขายังคงสับสนอยู่ โม่หยวนเฟยที่อยู่ห่างไปไม่กี่หมี่ก็เช่นกัน

จบบทที่ ตอนที่ 293 แสวงหาแต่ไม่ได้ตามที่หวัง

คัดลอกลิงก์แล้ว