เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 119 ความผันแปรในดินแดนประหลาด

ตอนที่ 119 ความผันแปรในดินแดนประหลาด

ตอนที่ 119 ความผันแปรในดินแดนประหลาด


หากตอนนี้เผชิญหน้ากับเสินติ่งหยานของสำนักกระบี่เซียนเมฆาอีกครั้ง ถ้าเฉินเฟยต้องการจากไปเสินติ่งหยานก็ไม่อาจหยุดเขาได้ ถ้าต้องสู้กันอีกครั้งเฉินเฟยก็ไม่จำเป็นต้องใช้จี้หยก

พลังกระบี่ฟ้าคำรามนั้นทรงพลัง แต่ตอนนี้เฉินเฟยมีสยบมังกรคชสาร มันจึงกลายเป็นเรื่องยากที่พลังกระบี่ฟ้าคำรามจะทำให้กล้ามเนื้อเฉินเฟยตึง และเสินติ่งหยานยังต้องได้รับบาดเจ็บทุกครั้งกระบี่หนามโต้กลับ

หากไม่มีร้อยเล่ห์เหลี่ยม กระบี่หนามมากพอแล้วที่จะฆ่าเสินติ่งหยาน และหากใช้หกกระบี่ เฉินเฟยสามารถใช้จุดบกพร่องในท่ากระบี่ของเสินติ่งหยานฆ่าเขาได้

ความก้าวหน้าของระดับบ่มเพาะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอันน่าประหลาดใจในความแข็งแกร่งของเฉินเฟย

“ไม่นานมานี้ข้าเพิ่งฝึกพลังเข้าใจต้นกำเนิดขั้นห้ากับเคล็ดชำระต้นกำเนิดถึงระดับสมบูรณ์ พอกลับไปสำนักแล้วคงต้องเริ่มฝึกสยบมังคชสาร!”

ความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัวเฉินเฟย สยบมังกรคชสารยังไม่ถึงระดับเชี่ยวชาญ แต่การเปลี่ยนแปลงที่มอบให้เฉินเฟยนั้นชัดเจนมาก ไม่เพียงความแข็งแกร่งร่างกายเพิ่มขึ้น แต่ยังพัฒนาศักยภาพร่างกายในทุกด้าน

วันก่อนเฉินเฟยกินโอสถเหนือสามัญเจ็ดเม็ดต่อวันจะถึงขีดจำกัด หากหมุนเวียนพลังเข้าใจต้นกำเนิดอีกหลายชั่วยาม เขาจะต้องกินโอสถเส้นลมปราณเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด

แต่ตอนนี้เฉินเฟยลองแล้วครั้งหนึ่ง การกินโอสถเหนือสามัญวันละสิบเม็ดยังไม่มีปัญหา แม้ไม่กินโอสถเส้นลมปราณด้วยยังสามารถหมุนเวียนพลังเข้าใจต้นกำเนิดได้อีกหลายชั่วยาม หากกินโอสถเส้นลมปราณจะสามารถเพิ่มเวลาได้อีก

วิชายุทธ์ที่เฉินเฟยไม่เข้าใจในตอนแรกก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและพลังอันน่าทึ่ง

เฉินเฟยตัดสินใจแล้วว่าเมื่อกลับไปสำนักจะใช้โอสถทะยานเนินเขาในการบ่มเพาะ แม้จะใช้เงินมากกว่าแต่ความเร็วของการบ่มเพาะย่อมเร็วกว่า

“หลายวันนี้พวกเขาเก็บเกี่ยวได้ไม่เลว ดูแล้วไม่ได้รับบาดเจ็บด้วย”

ห่างออกไปหลายสิบหมี่ มีคนมองเฉินเฟยและพูดด้วยเสียงต่ำ

“ให้ไปตรวจสอบว่าพวกเขาได้อะไรมาหรือไม่?”

“ไม่ต้องตรวจสอบ เก่อหงเจี๋ยเป็นคนระวังตัว แม้จะได้รับสิ่งที่ดีมาเขาจะไม่เปิดเผยให้ภายนอกรู้” ผู้ยืนดูอยู่ส่ายหัว

“ดูผิวพวกเขาสิ มันสมบูรณ์อย่างยิ่ง พวกเขาคงดูดซับปราณหยวนหลายครั้ง”

“หรือพวกเขามีวิธีพิเศษ? จ้าวจิ่งเยวียน ก่อนหน้านี้เจ้าติดตามเก่อหงเจี๋ยไม่ใช่หรือ ลองไปถามดูว่าเราสามารถร่วมมือกันได้หรือไม่?” ลู่ไห่หยานมองจ้าวจิ่งเยวียน

“เมื่อหลายวันก่อนข้าไม่อยากโดนศิษย์หลอมกระดูกรั้งไว้จึงออกจากกลุ่มเก่อหงเจี๋ย หากให้กลับไปตอนนี้เกรงว่าพวกเขาจะไม่ต้อนรับ”

จ้าวจิ่งเยวียนลังเล การกลับไปแบบนี้ดูน่าเกลียดไม่น้อย

“เจ้าไม่ต้องปราณหยวนหรือ?” ลู่ไห่หยานขมวดคิ้วมีสีหน้าไม่พอ

“พวกเจ้าเคยเป็นสหายกันมาก่อนนะ มันไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้พวกเราจะร่วมมือกัน เจ้าเป็นตัวแทนของพวกเราไม่ใช่ตัวเจ้าเอง จะไปกลัวอะไร!” คนอื่นให้กำลังใจ

“ได้ ข้าจะลองดู” จ้าวจิ่งเยวียนมองคนรอบข้าง กัดฟันเดินไปเก่อหงเจี๋ย

เก่อหงเจี๋ยกำลังนอนหลับตาอยู่ พอได้ยินเสียงฝีเท้าเขาจึงลืมตาขึ้น เมื่อพบว่าเป็นจ้าวจิ่งเยวียนจึงขมวดคิ้ว

“ศิษย์พี่เก่อ ศิษย์พี่หญิงจาง!”  จ้าวจิ่งเยวียนกุมมือให้เก่อหงเจี๋ยด้วยรอยยิ้ม

“เจ้ามาทำไม”

มู่หลางเทาหันไปมอง พบว่าเป็นจ้าวจิ่งเยวียนจึงถามอย่างไม่พอใจ ในวันนั้นจ้าวจิ่งเยวียนตัดสินใจออกจากกลุ่มอย่างเด็ดคาดซึ่งค่อนข้างน่าเกลียด แต่ทุกคนมีความคิดของตัวเองดังนั้นจึงยากที่จะพูด แต่ตอนนี้เขากลับมาเพราะต้องการอะไรสักอย่าง

“ศิษย์น้องมู่ เจ้าทะลวงระดับขัดเกลาอวัยวะภายในแล้วหรือ?”

จ้าวจิ่งเยวียนมองมู่หลางเทา เมื่อสัมผัสได้ถึงลมปราณของมู่หลางเทา ดวงตาเขาก็เบิกกว้างโดยไม่รู้ตัว คุณสมบัติของมู่หลางเทาไม่ค่อยดีนักซึ่งเทียบเท่ากับจ้าวจิ่งเยหวียน ดังนั้นฐานฝึกฝนของทั้งสองจึงใกล้เคียงกัน

ผลลัพธ์คือไม่ได้เจอกันหลายวัน มู่หลางเทากลับทะลวงระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน

“ดินแดนประหลาดอันตรายเกินไปจึงต้องทะลวงโดยไม่คำนึงชีวิต โชคดีที่ข้าทำสำเร็จ”

มู่หลางเทาพูดอย่างเรียบนิ่ง ปกติแล้วเขาเป็นคนชอบโอ้อวด แต่ในเวลาแบบนี้มู่หลางเตายังเข้าใจสิ่งต่างๆดี เขาสามารถสร้างโชคลาภด้วยการปิดปากเงียบเท่านั้น

“ยินดีด้วย!”

จ้าวจิ่งเยวียนรู้สึกอิจฉา เขายังคงอยู่ในระดับขัดเกลาไขกระดูกและไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่จะมีโอกาสก้าวเข้าสู่ระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน และล่าสุดไปอยู่กับกลุ่มอื่น เพราะเขาไม่ค่อยรู้จักใครจึงกลายเป็นคนที่ได้รับผลประโยชน์คนสุดท้าย

มู่หลางเทาบอกว่าก้าวหน้าขึ้นเพราะโชคดี แต่เขาต้องได้รับประโยชน์จากดินแดนประหลาดแน่ ไม่อย่างนั้นจะทะลวงระดับขัดเกลาอวัยวะภายในอย่างง่ายดายได้อย่างไร

“ถ่อมตัวแล้ว” มู่หลางเทากุมมือ หยุดคุยกับจ้าวจิ่งเยวียน

จ้าวจิ่งเยวียนรู้สึกอาย หันไปคุยกับเก่อหงเจี๋ย “ศิษย์พี่เก่อ ที่ข้ามาครั้งนี้เพราะคำไหว้วานของศิษย์พี่ลู่ไห่หยาน ข้าอยากรู้ว่าเราสองกลุ่มพอจะร่วมมือกันได้หรือไม่?”

“ตอนนั้นเจ้าอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน เจ้าควรรู้ว่าข้าไม่ชอบคนมาก ฝากขอบคุณลู่ไห่หยานสำหรับความเมตาด้วย”

เก่อหงเจี๋ยขมวดคิ้ว โบกมือปฏิเสธคำเชิญจ้าวจิ่งเยวียนโดยตรง

ตอนนี้พวกเขาสามารถดูดซับปราณหยวนได้หลายครั้งต่อวัน พวกเขาจะมีความคิดร่วมมือกับกลุ่มอื่นได้อย่างไร

รอยต่อแต่ละอันจะปล่อยปราณหยวนเพียงหนึ่งลมหายใจ และการดูดซับอย่างเต็มที่จะทำได้ไม่เกินห้าคน เท่ากับกว่าจะมีเกินมาหนึ่งคน

และอย่างที่เก่อหงเจี๋ยพูดไปเมื่อครู่ ปรัชญาของเขาคือมีคนน้อยกว่าแต่มากความสามารถ หากมีคนมากเกินไปย่อมเกิดความขัดแย้ง

โดยเฉพาะเมื่อร่วมมือกับกลุ่มอื่น ในเวลานั้นใครควรเป็นผู้นำ? สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหา

“ศิษย์พี่เก่อลองคิดดูอีกทีเถอะ ศิษย์พี่ลู่จริงใจมากจริงๆ”

จ้าวจิ่งเยวียนยังไม่ยอมแพ้ ก่อนมาตรงนี้เขายังคงลังเลอยู่ แต่พอได้เห็นควาก้าวหน้าของมู่หลางเทา ความปราถนาของจ้าวจิ่งเยวียนจึงรุนแรงขึ้น

ตอนนี้จ้าวจิ่งเยวียนรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง เขาไม่ควรออกจากกลุ่มตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นบางทีตอนนี้เขาอาจทะลวงระดับขัดเกลาอวัยวะภายในแล้ว

“ข้าพูดชัดแล้ว เจ้ากลับไปเถอะ” เก่อหงจี้ส่ายหัว

“ศิษย์พี่หญิงจาง พวกเรา...”

จ้าวจิ่งเยวียนหันไปมองจางฟางฉยงแต่เห็นจางฟางฉยงส่ายหัว คำพูดตามหลังจึงติดขัดทันที สีหน้าจ้าวจิ่งเยวียนมืดลง แต่เขาไม่กล้าแสดงความโกรธจึงได้แต่หันหลังกลับไปทางเดิม

“ปัญหามาแล้ว” จางฟางฉยงขมวดคิ้วมองด้านหลังจ้าวจิ่งเยวียน

“ไม่ช้าก็เร็วมันต้องมาอยู่ดี”

สีหน้าเก่อหงเจี๋ยนิ่งเฉย เขาคาดเดาเรื่องไว้อยู่แล้ว เหตุผลหลักคือตอนนี้พวกเขามีสภาพดีเกินไป หากสังเกตุให้ดีจะพบหนึ่งถึงสองอย่าง

ระดับปราณหยวนในร่างกายค่อนข้างบ้าคลั่ง พวกเขาทำได้เพียงทำร้ายตัวเองและปกปิดลมปราณ แต่มันไม่ได้หมายความว่าจะระงับได้ด้วยการกดเอาไว้

“ทำอย่างไรดี? ได้ยินมาว่าลู่ไห่หยานเป็นพวกอันธพาลด้วย”

มู่หลางเทากังวล วันนี้ทำลายได้หลายรอยต่อ ความรู้สึกนี้ทำให้ไม่สบายใจจริงๆ ทุกคนล้วนมีความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น เป็นธรรมดาที่มู่หลางเทาไม่ต้องการแบ่งผลประโยชน์นี้ให้ใคร

“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ให้กลุ่มลู่ไห่หยวนมาเถอะ หากเขาอยากเสียเวลาตามพวกเรามาก็ให้ตามมา อย่างไรแล้วปราณหยวนในร่างพวกเราก็ยังไม่หมด”

เก่อหงเจี๋ยพูดด้วยรอยยิ้ม นี่คือความมั่นใจ ตามจริงแล้วปราณหยวนส่วนใหญ่ที่ไหลเข้าสู่ร่างกายในช่วงหลายวันที่ผ่านมาถูกย่อยไปหมดแล้ว แต่ยังพอเหลืออยู่ในเลือดเนื้ออยู่บ้าง

“ถ้าไม่ได้จริงๆ คงต้องทุบตีให้บทเรียนพวกเขาสักหน่อย” จางฟางฉยงพูดด้วยรอยยิ้ม

ด้วยการฟื้นตัวอาการบาดเจ็บที่ซ่อนอยู่ของนางและเก่อหงเจี๋ยง ความแข็งแกร่งของพวกเขาจึงกลับมาอยู่ในจุดสูงสุด เรียกได้ว่าในบรรดาศิษย์ที่มาครั้งนี้ความแข็งแกร่งของทั้งสองจัดอยู่ในอันดับต้น

มู่หลางเทาอยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน ทักษะธนูของเฉินเฟยไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง หากพวกเขาโกรธขึ้น มาก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการต่อสู้ และกลุ่มลู่ไห่หยานจะไม่อาจหยุดพวกเขาได้

ต่อให้ไปรายงานสำนักก็ยังมีเหตุผลรองรับ

จ้าวจิ่งเยวียนกลับไป เมื่อเขาบอกผลลัพธ์ลู่ไห่หยวนก็ตะโกนด่าไม่หยุด ไม่เพียงด่าจ้าวจิ่งเยวียนแต่ยังรวมไปถึงพวกเก่อหงเจี๋ยด้วย

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ลู่ไห่หยวนต้องการติดตามเก่อหงเจี๋ยไป แต่พอเห็นสายตาเย็นชาของเก่อหงเจี๋ยเขาจึงเกิดความลังเลก่อนจะเข้าดินแดนประหลาดพร้อมก่นด่า

“รังแกผู้อ่อนแอหวาดกลัวผู้แข็งแกร่ง!” มู่หลางเทาถอนหายใจ

“มีคนแบบนี้อยู่มากมาย อย่าไปสนใจเลย” เก่อหงเจี๋ยพูดด้วยรอยยิ้ม

ข้าวชนิดเดียวกันสามารถเลี้ยงคนได้ทุกประเภท เฉินเฟยมองพวกลู่ไห่หยานแล้วส่ายหัว

เฉินเฟยคนอื่นเข้าสู่ดินแดนประหลาด ในขณะเดียวกันกลุ่มลู่ไห่หยานก็หายไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ต้องการเผชิญหน้ากับเก่อหงเจี๋ย

เฉินเฟยเงยหน้าดื่มของเหลวยกจิตและเข้าสู่เมืองประหลาด

พื้นที่ด้านหน้าเมืองส่วนใหญ่ล้วนถูกผู้คนมากมายหากิน ดังนั้นเฉินเฟยทั้งสี่จึงตรงเข้าไปยังจุดที่ห่างจากเมืองประหลาดหลายร้อยหมี่ก่อนเริ่มค้นหา

เฉินเฟยกระตุ้นจี้หยก การรับรู้ปราณหยวนของเขาเหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อย

เฉินเฟยสัมผัสได้ถึงสิ่งรอบข้างที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบหมี่ พบรอยต่อที่มีเส้นดำหลายเส้นลอยอยู่ในลานบ้านซึ่งห่างออกไปทางขวามากกว่าสิบหมี่ นั่นคือรอยต่อจริง

เฉินเฟยยิ้มออกมาและนำพวกเขาไปยังลานบ้านอย่างระวัง

เฉินเฟยกระตุ้นจี้หยกเพื่อยืนยันตำแหน่งที่แน่นอนของรอยต่อ แต่ทันใดนั้นมีจุดดำพุ่งมาจากระยะไกล

“ระวัง!”

สีหน้าเฉินเฟยเปลี่ยนไปทันใด ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเฉินเฟยเคยเห็นจุดดำแบบนี้หลายครั้งในการรับรู้ แต่เพราะไม่รู้ว่ามันคืออะไรเฉินเฟยจึงคอยอยู่ห่างจากมัน

คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้พวกเขาตั้งใจหลีกเลี้ยงแล้วแต่มันกลับพุ่งเข้ามาหาพวกเขาเอง

“มีอะไรหรือ?”

เก่อหงเจี๋ยทั้งสามตื่นตัวเสมอ เมื่อพวกเขาสีหน้าเฉินเฟยเปลี่ยนไปจึงเปลี่ยนมาเป็นจริงจัง

เฉินเฟยต้องการให้ทุกคนหนี แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดออกไป ในการรับรู้เขามีจุดดำปรากฏขึ้นทั่วลานบ้านแล้ว

“ทุกคนขยับเข้ามาใกล้ข้า! จำไว้ว่าอย่าจุดเทียนแดง!”

เก่อหงเจี๋ยรู้สึกแปลกๆและพูดเสียงต่ำ เทียนแดงสามารถต้านทานสิ่งปลกประหลาด แต่การจุดเทียนแดงในดินแดนประหลาดเทียบได้กับการโยนงูพิษใส่ฝูงชน กลัวคือกลัว แต่แววตายังคงป้องกันตัวอยู่

การจุดเทียนสีแดงในดินแดนประหลาดย่อมดึงดูดสายตาสิ่งแปลกประหลาด และผลที่ได้คงไม่ต่างจากการจุดเทียนขาว

เฉินเฟยทั้งสามค่อยเข้าไปใกล้เก่อหงเจี๋ยอย่างช้าๆ

“เคร้ง!”

เสียงกระบี่ปะทะกันดังขึ้น เก่อหงเจี๋ยมองจางฟางฉยงอย่างไม่เชื่อ จางฟางฉยงแทงดาบตรงหัวใจเขา

หากเก่อหงเจี๋ยไม่อยู่ในสภาพตึงเครียด เขาคงตายด้วยกระบี่เล่มนี้แล้ว

“ศิษย์พี่เก่อ มาตายด้วยกันเถอะ!”

มู่หลางเทาวิ่งเข้าหาเก่อหงเจี๋ยแล้วระเบิดร่างกายทันที เลือดเนื้อเข้าปกคลุมเก่อหงเจี๋ยจนตัวเปียกโชก

จบบทที่ ตอนที่ 119 ความผันแปรในดินแดนประหลาด

คัดลอกลิงก์แล้ว