เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 63 โอสถทะยานเนินเขา

ตอนที่ 63 โอสถทะยานเนินเขา

ตอนที่ 63 โอสถทะยานเนินเขา


“สมควรแล้ว โจรที่ฆ่าลูกชายเจ้าเป็นคนเลวทราม หากคนเช่นนั้นแฝงตัวอยู่ในกองคาราวานย่อมเกิดหายนะเป็นแน่ ตอนนี้มีโอกาสก็ต้องจับมันตั้งแต่เนิ่นๆ ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณ!” ต่งอี้หัวเราะเสียงดัง

“หัวหน้าต่งเกรงใจแล้ว”

สวี่หวังเลี่ยงโบกมืออย่างรวดเร็วและเทสุราให้ต่งอี้ “นี่คือสุราแขกเซียน หัวหน้าต่งโปรดลองชิม”

“ได้เลยได้เลย” ต่งอี้หยิบจอกสุราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

หลังดื่มไปสามจอก สวี่หวังเลี่ยงอำลาและจากไป ต่งอี้เรียกลูกน้องให้เข้ามาด้วยใบหน้าสงบลง

“หลังจากนี้สามวันสวี่หวังเลี่ยงจะนำคนไปค้นหาคนร้าย เจ้าใช้เงินหนึ่งพันตำลึงนี้จ่ายชดเชยให้ผู้ที่ซื้อป้าย”

“ท่านหัวหน้าเมตตาแล้ว!” ลูกน้องรีบประจบอย่างรวดเร็ว

“ข้าไม่อยากได้ยินเรื่องซุบซิบเมื่อถึงเวลานั้น เอาล่ะ ลงไปเถอะ” ต่งอี้โบกมือให้ ลูกน้องโค้งคำนับและจากไปอย่างรวดเร็ว

สามวันผ่านไปในพริบตา สมาชิกตระกูลสวี่หยุดค้นหาภายในเมืองราวกับยอมแพ้

ช่วงนี้เฉินเฟยทั้งสองไม่ได้ไปไหนและพักอยู่แต่ในลานบ้าน ฉือเต๋อเฟิงใช้โอกาสนี้พักฟื้นร่างกายตัวเอง อย่างไรแล้วเขาเพิ่งได้รับบาดเจ็บและยังต้องเดินทางไกล

ในระหว่างนี้เฉินเฟยฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา

ความชำนาญของวิชาเคล็ดตระหนกกลืนกินได้เข้าระดับสมบูรณ์ นอกจากพลังภายในจะเพิ่มขึ้นเมื่อฝึกฝน ผลลัพธ์ที่ใหญ่ที่สุดคือโอสถที่กินได้ต่อวันเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ก่อนทะลวงระดับหลอมกระดูก เฉินเฟยกินโอสถเหนือสามัญได้สี่เม็ดต่อวัน หลังทะลวงระดับหลอมกระดูก ความชำนาญวิชายุทธ์ยังไม่เปลี่ยนแปลงแต่เฉินเฟยกินโอสถเหนือสามัญได้ห้าเม็ด

เมื่อเคล็ดตระหนกกลืนกินถึงระดับสมบูรณ์ ขีดจำกัดในการกินโอสถเหนือสามัญต่อวันเพิ่มเป็นเจ็ดเม็ด

แม้ผลของโอสถเหนือสามัญจะอ่อนลงเล็กน้อยหลังจากทะลวงระดับหลอมกระดูก แต่ด้วยการกินโอสถเหนือสามัญเจ็ดเม็ดต่อวันรวมกับการบ่มเพาะด้วยเคล็ดตระหนกกลืนกิน

จากการคำนวนของเฉินเฟย แถบความคืบหน้าหนึ่งแสนแต้มที่จำเป็นต่อการทะลวงระดับขัดเกลาไขกระดูกนั้นคาดว่าจะใช้เวลาเพียงหนึ่งปีครึ่ง

นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากวิชายุทธ์ดี ใช้เวลาหนึ่งปีครึ่งในการเข้าระดับขัดเกลาไขกระดูก สิ่งนี้เกินกว่าที่ผู้ฝึกตนทั่วไปจิตนาการได้

จากการสังเกตของเฉินเฟย นักยุทธ์มากมายได้รับผลจากพรสวรรค์และวิชายุทธ์ที่มีจำกัด ในชั่วชีวิตนี้จึงไม่อาจฝึกฝนจนถึงระดับขัดเกลาไขกระดูกได้ และผู้ที่สามารถฝึกฝนถึงระดับนี้ได้ล้วนแก่ตัวแล้วทั้งนั้น

เช่นเดียวกับเหอหยวนฉิวที่เฉินเฟยตัดศีรษะไปเมื่อไม่กี่วันก่อน เขามีอายุครึ่งร้อยปีและเกือบจะทะลวงระดับขัดเกลาไขกระดูกไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ราคาที่เฉินเฟยต้องจ่ายสำหรับความเร็วในการบ่มเพาะนี้คือโอสถราคาแพง

โอสถเหนือสามัญเจ็ดเม็ดต่อวันมีมูลค่ามากกว่าสองร้อยตำลึง และหนึ่งปีคิดเป็นเงินมากกว่าเจ็ดหมื่นตำลึง สิ่งนี้ห่างไกลจากความมั่งคั่งที่ผู้ฝึกตนทั่วสามารถทำได้

แต่นี่คือเฉินเฟยผู้ที่หลอมโอสถได้ด้วยตัวเอง เขาสามารถเลี้ยงดูตัวเองและทำเงินได้มากมาย

นอกจากการบ่มเพาะ เวลาที่เหลือเฉินเฟยก็ไม่ได้อยู่เฉย เขาล้วนอ่านตำราเกี่ยวกับโอสถ

ไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากคาดเดาสูตรโอสถ

โอสถทะยานเนินเขาเป็นโอสถที่ทรงพลังที่สุดในห้าระดับปรับแต่งร่างกาย ในเมืองซิ่งเฝินมีขายเพียงไม่กี่ร้าน ไม่ต้องพูดถึงคุณค่าของสูตรโอสถเลย ความยากในการหลอมยากเช่นกัน นักหลอมโอสถมากมายที่สามารถหลอมโอสถเหนือสามัญได้ยังไม่อาจเริ่มต้นโอสถทะยานเนินเขาด้วยซ้ำ

นั่นจึงเป็นธรรมดาที่โอสถทะยานเนินเขามีราคาสูงเกินจริง หนึ่งเม็ดหนึ่งร้อยตำลึงเงิน มีราคามากกว่าโอสถเหนือสามัญสามเท่า

ครั้งนี้เฉินเฟยไม่มีสูตรโอสถไม่สมบูรณ์อยู่ในมือ เฉินเฟยจึงเริ่มศึกษาตำราสมุนไพร เรียนรู้เรื่องคุณสมบัติสมุนไพรบางตัว เมื่อถึงเวลาคาดเดาส่วนผสมโอกาสที่จะสำเร็จย่อมมีมากขึ้น

แม้ว่าจะคาดเดาโอสถทะยานเนินเขาไม่ได้ แต่เฉินเฟยยังหลอมโอสถชนิดอื่นได้หากเขาเรียนรู้เรื่องคุณสมบัติสมุนไพร พูดง่ายๆคือการอ่านตำรามากขึ้นไม่มีผลเสีย

ตอนเช้าตรู่ จุดพักกองคาราวานเซียนเมฆาเต็มไปด้วยเสียง ผู้ที่ถือกระเป๋าเล็กใหญ่ล้วนเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปที่ซื้อตั๋ว

กองคาราวานเซียนเมฆาไม่ได้จัดหาอาหารให้แต่อย่างน้อยยังจัดหารถม้า แม้ว่าคนจะเยอะไปหน่อยแต่ก็ต้องทนจนไปถึงเมืองเซียนเมฆา

เฉินเฟยยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ฟังการสนทนาของผู้คนรอบตัวเขา ทันใดนั้นทุกคนในกองคาราวานเงียบลง เฉินเฟยหันไปมอง เขาเหล่สายตาสบตากับฉือเต๋อเฟิงด้านข้าง

ต่งอี้หัวหน้ากองคาราวานมาถึง ด้านข้างเขาคือสวี่หวังเลี่ยงและอู่จางลี่

“กองคาราวานยินดีอำนวยความสะอวดให้ผู้คนแต่ไม่ใช่สำหรับคนชั่ว มีคนฆ่าทายาทของน้องสวี่ ตอนนี้ข้ามาที่นี่เพื่อตรวจสอบและต้องใช้เวลาเล็กน้อย หวังว่าทุกคนจะให้อภัย”

“นี่...”

ทุกคนมองหน้ากันรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย แต่คนใต้ชายคาไม่กล้าพูดออกไป

“มีฆาตกรหรือ?”

“ใช่ การที่ต้องกินนอนฆาตกรแบบนี้เป็นเรื่องลำบากเช่นกัน”

“มีเหตุผล เพียงเสียเวลาเล็กน้อยไม่เป็นไรหรอก”

“ตรวจสอบเลย พอตรวจสอบเสร็จพวกเราจะได้สบายใจขึ้น!”

ทันใดนั้นมีเสียงหลายเสียงมาจากฝูงชน มีคนมากมายประมาณยี่สิบคน หลังจากคนเหล่านี้ตะโกนความรังเกียจในใจคนที่เหลือจึงลดลง

ต่งอี้อดไม่ได้ที่จะยิ้ม เขาหันมองสวี่หวังเลี่ยง

สวี่หวังลี่ชี้อู่จางลี่ อู่จางลี่ไม่กล้ารอช้าและปล่อยหนอนกู่ออกจากแขน

“หนอนชิมเลือด!”

ดวงตาฉือเต๋อเฟิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขาควบคุมตัวเองไม่ให้มองเฉินเฟยไม่อย่างนั้นมันจะเด่นชัดเกินไป แต่ในใจยังคงกังวลอยู่เหมือนเดิม

เมื่อได้ยินเสียงกระซิบของฉือเต๋อเฟิงและการสนทนาของบางคนในฝูงชน เฉินเฟยจึงเข้าใจการทำงานของหนอนกู่ตัวนี้ มันสามารถติดตามกลิ่นเลือดที่ทิ้งไว้บนอาวุธได้

เฉินเฟยเปิดหูเปิดตาเล็กน้อย ในขณะเดียวกันรู้สึกขอบคุณการตัดสินใจของตัวเองในครั้งก่อน เมื่อสัมผัสได้ว่าฉือเต๋อเฟิงทำตัวมีพิรุธ เฉินเฟยจึงขยับนิ้วเล็กน้อยกระแทกแขนเสื้อฉือเต๋อเฟิง

ฉือเต๋อเฟิงผงะไปครู่หนึ่งจากนั้นสงบลง นี่เป็นสัญญาณลับที่ทั้งสองนัดกันก่อนหน้านี้

หนอนกู่ลอยอยู่กลางอากาศครู่หนึ่ง มันไม่ตั้งใจจะบินเข้าหาฝูงชนแต่ร้องใส่อู่จางลี่แทน

สีหน้าอู่จางลี่เปลี่ยนไป เขาลอบมองสวี่หวังเลี่ยงแล้วกลืนน้ำลายและเริ่มนำหนอนกู่เดินผ่านหน้าผู้ฝึกตน

รูปลักษณ์หนอนชิมเลือดนั้นดูน่าสงสัย ผู้ฝึกตนทั่วไปบางคนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นหนอนชิมเลือดเดินผ่านไป ครู่เดียวอู่จางลี่ก็นำหนอนชิมเลือดเดินผ่านผู้ฝึกตนทั่วไปครึ่งหนึ่ง แต่หนอนชิมเลือดยังคงสงบนิ่ง

หน้าผากอู่จางลี่มีเหงื่อท่วม สวี่หวังเลี่ยงที่อยู่ระยะไกลหรี่ตาลงเล็กน้อย

ฉือเต๋อเฟิงแสร้งทำเป็นผ่อนคลายเมื่อเห็นหนอนชิมเลือดเดินผ่านไป แต่ในใจเขาประหม่าอย่างยิ่ง โชคดีที่หนอนชิมเลือดไม่ทำสิ่งใดปกติ มันเดินผ่านหน้าเฉินเฟยไปเช่นกัน

ครู่ต่อมา หนอนชิมเลือดเดินผ่านผู้ฝึกตนทั่วไปจนครบทั้งหมด

อู่จางลี่กลับไปสวี่หวังเลี่ยงแล้วส่ายหน้า สวี่หวังเลี่ยวมองผู้ฝึกตนทั่วไปเหล่านี้ด้วยใบหน้ามืดมน ลึกๆในใจเขารู้สึกว่าคนที่ฆ่าลูกชายอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย แต่เขาเพียงหาตัวไม่พบ

สวี่หวังเลี่ยงกำหมัดแน่นและสุดท้ายก็ปล่อยออก

“ออกเดินทางในหนึ่งเค่อ ขอบคุณทุกคน”

ต่งอี้พูดเสียงดังจากนั้นหันไปมองสวี่หวังเลี่ยง นี่เป็นสิ่งเดียวที่เขาช่วยได้

เฉินเฟยมองด้านหลังสวี่หวังเลี่ยงด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย

หนึ่งเค่อต่อมา กองคาราวานเซียนเมฆาออกเดินทาง เฉินเฟยนั่งอยู่ที่มุมรถม้าและฟังชายชราที่อยู่ข้างพูด

“ดูแล้วพวกเจ้าคงไปสำนักกระบี่เซียนเมฆาใช่ไหม? แต่สำนักกระบี่เซียนเมฆาจะก้าวเข้าได้ง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร!”

จบบทที่ ตอนที่ 63 โอสถทะยานเนินเขา

คัดลอกลิงก์แล้ว