- หน้าแรก
- วิถีจอมเวทย์ไร้ขีดจำกัด เมื่อข้าเกิดใหม่เป็นมู่ฟาน
- บทที่ 5 การฝึกภาคสนาม
บทที่ 5 การฝึกภาคสนาม
บทที่ 5 การฝึกภาคสนาม
บทที่ 5 การฝึกภาคสนาม
หลังจาก 'เจ้าปลาไหลน้อย' จัดการดูดกลืนพลังงานจากอุปกรณ์เวทมนตร์ระดับละอองดาวจนเกลี้ยง โม่ฟานที่เตรียมตัวรับมือสถานการณ์ไว้แล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาอาจารย์ถังเยว่ทันที
ทันทีที่วางสาย โม่ฟานก็เริ่มจัดฉากเตรียมการ
ในขณะที่โม่ฟานกำลังแสร้งทำท่าทางตื่นตระหนกสุดขีด ระลอกคลื่นพลังงานจางๆ ก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิดบนดาดฟ้า
"โม่ฟาน?"
พร้อมกันนั้น เสียงอันไพเราะของอาจารย์ถังเยว่ก็ลอยออกมา
"อาจารย์ถังเยว่?" โม่ฟานแกล้งทำเป็นสะดุ้งตกใจ ก่อนจะรีบหันขวับไปมองรอบๆ ดาดฟ้าที่เปิดโล่ง
"เกิดอะไรขึ้นกับอุปกรณ์เวทมนตร์ระดับละอองดาวของเธอ?" อาจารย์ถังเยว่ไม่ได้สนใจท่าทีตกใจของโม่ฟาน แต่ยิงคำถามตรงเข้าประเด็นเรื่องอุปกรณ์ทันที
หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับอุปกรณ์เวทมนตร์ระดับละอองดาว นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่!
"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมทำตามที่อาจารย์เสวียบอกทุกอย่าง แต่ไม่รู้ทำไมจู่ๆ พลังงานในอุปกรณ์มันก็หายวูบไป แล้วจากนั้น..."
โม่ฟานทำท่าลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบสร้อยคอของตัวเองออกมาแล้วพูดด้วยสีหน้าสับสนงุนงง "จากนั้น พลังงานข้างในมันก็วิ่งเข้าไปในสร้อยของผมเฉยเลย"
ในเมื่อเขาต้องการขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ถังเยว่ให้ช่วยแก้ปัญหา ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบัง อีกอย่างอาจารย์ถังเยว่ก็เป็นครูที่ดีมาก!
เรื่องนี้โม่ฟานซาบซึ้งถึง "ทรวงใน" เลยทีเดียว!
"เธอหมายความว่าพลังงานจากอุปกรณ์ที่โรงเรียนมอบให้ ย้ายเข้าไปอยู่ในสร้อยคอของเธออย่างนั้นหรือ??" ดวงตาคู่สวยของถังเยว่เบิกกว้าง เผยให้เห็นแววตาไม่อยากจะเชื่อ
"ใช่ครับ แม้ผมจะไม่รู้ว่าทำไมของดูต่างหน้าบรรพบุรุษชิ้นนี้ถึงมีความสามารถแบบนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ" โม่ฟานถอดสร้อยคอส่งให้อาจารย์ถังเยว่
ถังเยว่รับสร้อยคอไปพิจารณาดูด้วยความตกตะลึงเช่นกัน
"สร้อยคอของเธอนี่ก็เป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ระดับละอองดาวเหมือนกัน เพียงแต่มันต่างจากอุปกรณ์ทั่วไปที่เราเห็น มันคือ 'อุปกรณ์เวทมนตร์ประเภทเติบโตได้'"
อาจารย์ถังเยว่อธิบายรายละเอียดให้ฟังอย่างใจเย็น ในขณะที่โม่ฟานตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
จากนั้น เจ้าเด็กจอมกะล่อนก็ส่งสายตาออดอ้อนมองไปยังสาวงามทรงเสน่ห์ตรงหน้า "อาจารย์ถังเยว่ครับ อาจารย์คงไม่อยากเห็นผมโดนตาแก่ตระกูลมู่ไล่ออกเพราะทำของโรงเรียนพังหรอกใช่ไหมครับ?"
"???"
เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าของถังเยว่ก็ทะมึนลงทันที!
ทำไมเด็กคนนี้มันถึงได้เจ้าเล่ห์เพทุบายนักนะ?
แต่ถังเยว่ย่อมไม่อาจทนดูดายได้
เธอกำชับเขาเรื่องความสำคัญของอุปกรณ์ชิ้นนี้ และรับปากว่าจะช่วยจัดการเรื่องนี้ให้เขาอย่างเงียบๆ
แน่นอนว่าด้วยเหตุนี้ โม่ฟานจึงติดหนี้บุญคุณอาจารย์ถังเยว่ไปโดยปริยาย
หลังจากอาจารย์ถังเยว่จากไป โม่ฟานก็กลับเข้าสู่สภาวะการบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง จากการสนทนากับอาจารย์ถังเยว่ทำให้โม่ฟานได้ข้อมูลสำคัญมาอย่างหนึ่ง
นั่นคือ 'เจ้าปลาไหลน้อย' ในตอนนี้สามารถดูดซับ 'เมล็ดพันธุ์แห่งจิตวิญญาณ' เพื่อยกระดับตัวเองได้ เหตุผลที่โลกเดิมไม่ต้องการเมล็ดพันธุ์แห่งจิตวิญญาณ อาจจะเป็นเพราะมี 'น้ำพุศักดิ์สิทธิ์แห่งปฐพี' ก็เป็นได้!
แต่เขายังมีเวลาอีกสองปี จะให้มัวนั่งรอแต่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์แห่งปฐพีได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังครอบครองเมล็ดพันธุ์แห่งจิตวิญญาณคู่กายอยู่แล้ว
ถ้าไม่ใช้ประโยชน์จากการเริ่มต้นที่สวรรค์ประทานมาให้นี้ ก็คงเสียของแย่!
โดยไม่รู้ตัว ฤดูกาลแห่งการบำเพ็ญเพียรก็ผ่านพ้นไป การฝึกภาคสนามอันโหดร้ายกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
การฝึกฝนจะเริ่มจากห้องคิงเป็นอันดับแรก
เทียบกับความกังวลของคนอื่นแล้ว โม่ฟานกลับตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ!
ในเวลานี้ ละอองดาวทั้งธาตุสายฟ้าและธาตุอัคคีของเขาต่างทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สองเรียบร้อยแล้ว
ไม่ต้องพึ่งพาทางลัด เป็นการเลื่อนระดับตามครรลองที่สมเหตุสมผล
ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่นักเรียนห้องคิงส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 5 ถึง 10 วินาทีในการร่ายเวทให้สำเร็จ แต่โม่ฟานสามารถร่าย 'อัคคีทลาย' ได้ภายในเวลาไม่เกิน 3 วินาที
ส่วน 'อัสนีม่วง' นั้นใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 4 วินาที
แน่นอนว่านี่เป็นสถิติในยามที่มีสมาธิแน่วแน่ หากอยู่ในสถานการณ์วิกฤตก็ยังบอกยาก
การฝึกภาคสนามครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้เขาได้ทดสอบทักษะการต่อสู้จริง
เช้าตรู่วันเดินทาง นักเรียนห้องคิงถูกแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ขึ้นรถบัสและมุ่งหน้าไปยัง 'สถานีพักแรมเสวี่ยเฟิง'
สถานีพักแรมเสวี่ยเฟิงเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีความสำคัญสำหรับนักล่าจากสมาคมนักล่า เพื่อใช้เป็นจุดเชื่อมต่อและลำเลียงเสบียงกับเมืองป๋อ หมู่บ้านแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในหุบเขา
หลังจากขึ้นรถบัสและผ่านพื้นที่รกร้างขนาดใหญ่นอกเมือง ไม่นานภาพของภูเขาและผืนป่าก็ปรากฏแก่สายตาของทุกคน
ป่าเขานั้นเขียวขจีและลึกล้ำ กิ่งก้านสาขาและใบไม้หนาทึบ วัชพืชขึ้นรกชัน มองออกไปไกลๆ เห็นยอดเขาสลับซับซ้อนและเมฆหมอกหนาตา
ในโลกใบนี้ การจะชื่นชมทิวทัศน์ของป่าเขาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพื้นที่นอกเขตปลอดภัยนั้นเต็มไปด้วยอันตราย
จอมเวทยังพอมีโอกาสได้ออกไปผจญภัยนอกเขตปลอดภัย แต่คนธรรมดาอาจไม่มีโอกาสได้เห็นทิวทัศน์ของธรรมชาติที่แท้จริงเลยตลอดชีวิต
ในที่สุดก็มาถึงสถานีพักแรมเสวี่ยเฟิง
แม้จะเรียกว่าหมู่บ้านเล็กๆ แต่ก็ไม่ใช่เพิงพักซอมซ่อธรรมดา
หมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่โดยอาศัยหน้าผาสูงชันขนาบทั้งสองข้าง หน้าผาสูงตระหง่านหลายร้อยเมตรชนิดที่ต้องแหงนหน้าจนคอตั้งบ่าถึงจะเห็นท้องฟ้า
หน้าผาทั้งสองฝั่งทำหน้าที่เป็นกำแพงธรรมชาติ และด้วยประตู้หินยักษ์ที่ปิดหัวปิดท้ายหุบเขา ทำให้สถานีพักแรมแห่งนี้เปรียบเสมือนเมืองป้อมปราการที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาอย่างสมบูรณ์
เมื่อมาถึงที่นี่ อาจารย์จางจากวิชาสัตว์อสูรก็เริ่มเทศนาอีกครั้ง ครูฝึกสองคนที่มาด้วยไม่ได้ห้ามปราม เพราะกลุ่มอื่นยังตามมาไม่ถึง
หลังจากรถบัสของอีก 4 กลุ่มทยอยมาถึง นักเรียนหัวกะทิทั้ง 100 คนของโรงเรียนมัธยมเวทมนตร์เทียนหลาน ภายใต้การนำของครูฝึก ก็มายืนรวมกันอยู่ที่หน้าประตูหินอันโอ่อ่า
สองข้างประตูหินมีป้อมยามตั้งอยู่ ทหารจอมเวทนายหนึ่งที่ไม่ได้สวมเครื่องแบบกำลังเล่นสนุกกับเปลวไฟในฝ่ามืออย่างสบายอารมณ์ เปลวไฟดวงเล็กๆ เปรียบเสมือนสัตว์เลี้ยงที่เชื่อฟัง ลอยละล่องไปตามปลายนิ้วของเขาอย่างคล่องแคล่ว บางครั้งก็เต้นรำไปรอบกายเขา ดูงดงามและน่าอัศจรรย์
และคนคนนี้ก็คือ หัวหน้าครูฝึก 'จ่านกง'
ลูกผู้ชายตัวจริงที่กล้าเสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง
เมื่อแรกพบครานี้ เขาอาจดูพึ่งพาไม่ได้ หรืออาจจะดูขวางโลกไปบ้าง แต่มีเพียงคนที่เข้าใจเขาอย่างแท้จริงเท่านั้นที่จะรู้ว่าตาลุงเคราดกตรงหน้านี้สูงส่งและยิ่งใหญ่เพียงใด!
แต่ความคิดของโม่ฟานกลับล่องลอยไปไกล เหมือนกับตอนที่เขาเห็นภาพการเสียสละของชายผู้นี้ในเมืองศักดิ์สิทธิ์:
สุดท้ายเขาก็ไม่อาจเป็นเหมือนชายคนนี้ได้
ขณะที่เหล่าครูฝึกเข้าไปทักทายจ่านกงและคนอื่นๆ กำลังสังเกตเขาเงียบๆ จ่านกงก็กวาดสายตามองเหล่านักเรียน และบังเอิญสบตาเข้ากับโม่ฟานที่มองมาทางเขา แวบแรกด้วยความรู้สึกเสียดาย แวบต่อมาด้วยความรู้สึก...
จ่านกง: ???
เขางุนงงเล็กน้อย หน้าเขาเหมือนปู่ที่ตายไปแล้วของเจ้าเด็กนี่หรือไง?
ทำไมสายตานั่นมันดูเหมือนกำลังจะ "ส่งวิญญาณ" เขาเลยวะ?
โม่ฟานเองก็เห็นว่าหัวหน้าครูฝึกสังเกตเห็นเขา ไม่รู้ทำไมอารมณ์ซาบซึ้งท่วมท้นเมื่อครู่ถึงได้หายวับไปทันที แทนที่ด้วยความรู้สึกขบขันที่อธิบายไม่ถูก
เมื่อเห็นสีหน้าของโม่ฟานเปลี่ยนไป จ่านกงที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กับความคิดของโม่ฟานก็นึกในใจ: ไอ้เด็กนี่มันปัญญาอ่อนหรือเปล่า??
"หัวหน้าจ่านกง?"
ในขณะที่หัวหน้าครูฝึกกำลังหงุดหงิดอย่างไม่มีสาเหตุและสับสนงุนงง ลั่วอวิ๋นปัวก็เอ่ยเรียกขึ้น
"อ้อ ไม่มีอะไร ว่างน่ะ ได้ยินว่าวันนี้จะมีสาวๆ ม.ปลายมา ก็เลยตั้งใจมาดูสักหน่อย" หัวหน้าครูฝึกเลิกสนใจโม่ฟาน ก่อนจะหัวเราะหึๆ แล้วกลับสู่มาดเดิมที่เคยเป็น
หลังจากแซวนักเรียนสาวรุ่นน้องไปไม่กี่คำ หัวหน้าครูฝึกก็อนุญาตให้นักเรียนผ่านเข้าไป
ภายในหมู่บ้านนั้นเรียบง่ายมาก มีถนนสายหลักเพียงเส้นเดียว สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าและแผงลอย ดูไม่ต่างจากตลาดในเมืองทั่วไป
เพียงแต่สิ่งที่วางขายที่นี่ล้วนเป็นอุปกรณ์สำหรับการต่อสู้และการบำเพ็ญเพียรของจอมเวททั้งสิ้น
ทว่าโม่ฟานที่มีเงินติดตัวน้อยนิดย่อมไม่มีกะจิตกะใจจะเดินดูของพวกนี้ อีกอย่างพอเข้ามาข้างในแล้ว พวกเขาก็ถูกเรียกให้ไปรวมพลทันที