- หน้าแรก
- หรูอี้ ค้ำจุนสวรรค์
- ตอนที่ 17: รายงานตัว และรูมเมท สวีเว่ย
ตอนที่ 17: รายงานตัว และรูมเมท สวีเว่ย
ตอนที่ 17: รายงานตัว และรูมเมท สวีเว่ย
ตอนที่ 17: รายงานตัว และรูมเมท สวีเว่ย
โรงเรียนวิศวกรวิญญาณหลวงสุริยันจันทรา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองหมิงตู
ที่นั่นมีพื้นที่รูปหกเหลี่ยม ครอบคลุมอาณาเขตกว้างใหญ่เทียบเท่ากับเมืองขนาดกลางเมืองหนึ่งเลยทีเดียว
และนี่คืออาณาเขตของโรงเรียนวิศวกรวิญญาณหลวงสุริยันจันทรา
เมื่อเซวียนจื่อเหวินพาขงเซวียนและขงหลิงมาถึงหน้าประตูโรงเรียน ก็มีคนมารอรับอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเซวียนจื่อเหวิน วิศวกรวิญญาณระดับเจ็ดที่อายุน้อย หรือขงเซวียนกับขงหลิง อัจฉริยะที่มีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด พวกเขาทุกคนล้วนคู่ควรแก่การต้อนรับอย่างสมเกียรติจากทางโรงเรียน
ขงเซวียนมองดูคนสองคนที่กำลังเดินเข้ามาหา คนหนึ่งรูปร่างท้วมเล็กน้อยแต่ดูค่อนข้างหนุ่ม จึงไม่น่าใช่ผู้อำนวยการจิ้งหงเฉิน
อีกคนรูปร่างสูงใหญ่ และทุกย่างก้าวที่เดินจะมีเสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังนั้นเขาน่าจะเป็นอาจารย์จากโรงเรียนสื่อไหลเค่อที่ท่านปู่พูดถึง
ในขณะที่ขงเซวียนกำลังสังเกตเหรินจวิ้น เหรินจวิ้นเองก็กำลังสังเกตขงเซวียน อัจฉริยะที่เขาเฝ้ารอเจอตัวจริงอยู่เช่นกัน
ดูเหมือนเขาจะไม่มีร่องรอยของการใช้ยาเร่งโตจริงๆ และพลังวิญญาณของเขาก็หนาแน่นมั่นคง จนดูไม่เหมือนมหาวิญญาณจารย์ทั่วไปเลย
ยิ่งไปกว่านั้น สีหน้าของขงเซวียนสงบนิ่ง ให้ความรู้สึกถึงวุฒิภาวะที่เกินวัย
แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเหรินจวิ้นมากที่สุดคือดวงตาของขงเซวียน
ด้วยระดับพลังวิญญาณพรหมยุทธ์ของเหรินจวิ้น เมื่อจ้องมองเข้าไปในดวงตาของขงเซวียน เขากลับรู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็นบางอย่าง
นัยน์ตาของขงเซวียนเป็นสีทองแดง ราวกับมีทองคำหลอมเหลวไหลเวียนอยู่ภายใน
สิ่งนี้ทำให้ขงเซวียนแผ่กลิ่นอายแห่งความน่าเกรงขามออกมาโดยไม่รู้ตัว แม้จะยังไม่ได้ทำอะไรเลยก็ตาม
เดิมทีนัยน์ตาของเขาเป็นสีดำ แต่หลังจากผสานกับ "ความสุขในการมองเห็น" มันก็เปลี่ยนไปในเช้าวันรุ่งขึ้น
การพบกันครั้งแรกในวันนี้ เหรินจวิ้นรู้สึกพอใจในตัวขงเซวียนมาก ขงเซวียนตรงตามภาพลักษณ์ของอัจฉริยะในอุดมคติของเขาทุกประการ
หลังจากแนะนำตัวกัน ขงเซวียนจึงได้รู้ว่าชายร่างท้วมคนนั้นคือ 'หลินเจียอี้' ผู้อำนวยการฝ่ายปกครองของโรงเรียน ซึ่งเป็นตัวละครที่ปรากฏในต้นฉบับด้วยเช่นกัน
ภายใต้การนำของหลินเจียอี้ ทั้งคณะก็เดินเข้าสู่โรงเรียนวิศวกรวิญญาณหลวงสุริยันจันทรา
ตลอดทาง หลินเจียอี้รับหน้าที่เป็นไกด์ แนะนำส่วนต่างๆ ของโรงเรียน ทำให้ขงเซวียนมีความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับที่นี่
โรงเรียนมีพื้นที่กว้างขวางมาก แต่แบ่งออกเป็นสามโซนหลักๆ คือ โซนการเรียนการสอน, โซนหอพัก และโซนทดลอง
ในบรรดาสามโซนนี้ โซนทดลองมีขนาดใหญ่ที่สุด กินพื้นที่กว่าสองในสามของโรงเรียนทั้งหมด
มิน่าล่ะ เทคโนโลยีเครื่องมือวิญญาณของจักรวรรดิสุริยันจันทราถึงได้ก้าวหน้าขนาดนี้ พวกเขายอมทุ่มงบวิจัยไม่อั้นจริงๆ
โรงเรียนวิศวกรวิญญาณหลวงสุริยันจันทรามีเพียงหกระดับชั้น และไม่ได้แบ่งตามอายุ แต่แบ่งตามระดับความสามารถของวิศวกรวิญญาณ
นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะอายุน้อยแค่ไหน ตราบใดที่สามารถเป็นวิศวกรวิญญาณระดับสองได้ ก็สามารถเลื่อนจากปีหนึ่งไปปีสองได้ทันที
นี่แสดงให้เห็นถึงสไตล์การปฏิบัติจริงของโรงเรียน ที่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสามารถ
จู่ๆ หลินเจียอี้ก็หันมามองขงเซวียนและขงหลิง "ชั้นเรียนวิญญาณจารย์ที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ไม่ได้อยู่ในระบบการสอนเดิม ดังนั้นหอพักและตึกเรียนจึงแยกออกมาต่างหากครับ"
ไม่นาน จุดหมายแรกของคณะก็มาถึง อาคารใหม่สองหลังตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างโซนหอพักและโซนตึกเรียนเดิม
หลินเจียอี้ชี้ไปที่อาคารทางซ้าย "นี่คือตึกเรียนของชั้นเรียนวิญญาณจารย์ มีทั้งห้องเรียน, ห้องฝึกฝน, ห้องทดสอบสมรรถภาพร่างกาย, ห้องแรงกดดัน และอื่นๆ ครบครันครับ"
จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่อาคารทางขวา "ส่วนนี่คือหอพักนักเรียน ตอนนี้ยังมีนักเรียนน้อยมาก ชั้นล่างเป็นหอพักชาย ส่วนชั้นสองเป็นหอพักหญิงครับ"
พูดจบ การ์ดโลหะสองใบก็ปรากฏขึ้นในมือของหลินเจียอี้ และแจกจ่ายให้กับขงเซวียนและขงหลิง
"นี่คือกุญแจห้องพัก เดี๋ยวครูจะพาไปดูห้องนะครับ"
ขงเซวียนไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของหลินเจียอี้ทันที "อาจารย์หลินครับ พวกเราไปที่หอพักกันเองได้ครับ"
จากการสนทนาระหว่างทาง ขงเซวียนรู้ว่าเดี๋ยวหลินเจียอี้จะต้องพาเซวียนจื่อเหวินไปที่โซนทดลองต่อ
ตอนนี้พามาส่งถึงหน้าตึกหอพักแล้ว หลินเจียอี้ไม่จำเป็นต้องพาขึ้นไปส่งถึงห้องก็ได้
"เอ่อ..."
หลินเจียอี้ชะงักไปเล็กน้อย แล้วหันไปมองเซวียนจื่อเหวินที่อยู่ข้างๆ
เซวียนจื่อเหวินยิ้ม "ผอ.หลิน ตามใจพวกเขาเถอะครับ พวกเขาไม่ใช่เด็กสามสี่ขวบแล้ว"
"งั้นก็ได้ครับ!" หลินเจียอี้จึงกำชับทิ้งท้าย "พรุ่งนี้เช้าอย่าลืมไปเข้าเรียนให้ตรงเวลานะครับ!"
มองดูคณะอาจารย์เดินจากไป ขงเซวียนและขงหลิงก็เดินเข้าไปในตึกหอพัก
ตึกหอพักมีความสูงเจ็ดชั้น แต่จากคำแนะนำของหลินเจียอี้เมื่อครู่ ตอนนี้เปิดใช้งานแค่ชั้นหนึ่งและชั้นสองเท่านั้น
เมื่อเทียบกับความพลุกพล่านในส่วนอื่นๆ ของโรงเรียน ตึกหอพักใหม่แห่งนี้ดูเงียบเหงาไปถนัดตา อาจเพราะยังมีนักเรียนอาศัยอยู่ไม่มากนัก
ผนังของอาคารฝังด้วยลวดลายเครื่องมือวิญญาณ มีพลังงานสีฟ้าอ่อนไหลเวียนผ่านร่องลวดลาย
หอพักมีการจัดวางที่เรียบง่ายและป้ายบอกทางชัดเจน บันไดตั้งอยู่ไม่ไกลทางด้านซ้ายของล็อบบี้ชั้นหนึ่ง
"ท่านพี่ ข้าขึ้นไปข้างบนก่อนนะ ตอนเย็นค่อยมากินข้าวด้วยกัน!"
ขงหลิงเดินตัวปลิวขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง นางไม่ใช่เด็กหญิงขี้อายที่เอาแต่หลบหลังพี่ชายอีกต่อไปแล้ว
ขงเซวียนก้มมองการ์ดโลหะในมือ "1006" ที่เขียนอยู่บนนั้นน่าจะเป็นหมายเลขห้อง
มองป้ายบอกทางด้านบน ขงเซวียนเดินไปทางขวา
โคมไฟเครื่องมือวิญญาณเหนือระเบียงทางเดินส่องแสงสีขาวนวลตา ขงเซวียนเดินไปไม่กี่ก้าวก็หยุด
มองดูหมายเลข "1006" บนประตู เขาหยิบกุญแจในมือขึ้นมาแล้วโบกผ่านตำแหน่งผลึกแก้วทรงกลมบนบานประตู
เสียง "ติ๊ด" เบาๆ ดังขึ้น ตามด้วยเสียงปลดล็อก กลไกนี้ทำให้ขงเซวียนรู้สึกเหมือนกำลังเช็คอินโรงแรมในชาติก่อน
เขาผลักประตูห้องเข้าไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือห้องที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเทคโนโลยี
พื้นที่ห้องเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณยี่สิบตารางเมตร พื้นปูด้วยโลหะสีเงินเทาที่มีลวดลายกันลื่น ผนังสีฟ้าอ่อนทำจากวัสดุพิเศษ
เครื่องปรับสภาพแวดล้อมทรงแปดเหลี่ยมแขวนอยู่กลางเพดาน หมุนวนช้าๆ
มีเตียงเดี่ยววางอยู่ทางซ้ายและขวาด้านละหนึ่งเตียง และบนผนังข้างเตียงแต่ละฝั่งมีค่ายกลรวมวิญญาณขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เมตรติดตั้งอยู่
ขณะที่ขงเซวียนกำลังจะก้าวเข้าไปในห้อง ประตูระเบียงฝั่งตรงข้ามก็เปิดออก และร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตา รูมเมทของเขามาถึงก่อนแล้ว
อีกฝ่ายดูอายุประมาณแปดหรือเก้าขวบ สวมเครื่องแบบของโรงเรียนวิศวกรวิญญาณหลวงสุริยันจันทรา รูปร่างค่อนข้างผอมแต่ดูทะมัดทะแมงและเต็มไปด้วยพลัง
เขามองขงเซวียนแล้วชะงักไปเล็กน้อย แม้จะอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวขงเซวียน รวมถึงดวงตาสีทองคู่นั้น ให้ความรู้สึกกดดันจางๆ ทำให้ลมหายใจของเขาหนักหน่วงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ขงเซวียนเดินเข้าไปในห้องและเอ่ยทักทายก่อน "สวัสดี ข้าชื่อขงเซวียน"
"เอ่อ... อ๋อ... สวัสดี ข้าชื่อ 'สวีเว่ย'"
สวีเว่ยได้สติกลับมา ดูท่าทางประหม่าเล็กน้อย
ขงเซวียนเห็นร่องรอยการอยู่อาศัยบนเตียงฝั่งซ้าย เขาจึงนั่งลงที่เตียงฝั่งขวา แล้วถามสวีเว่ย "เจ้ามารายงานตัวเมื่อไหร่เหรอ?"
สวีเว่ยกลับมานั่งที่เตียงของตนและตอบตามความจริง "ข้าเรียนอยู่ที่โรงเรียนวิศวกรวิญญาณหลวงมาตั้งแต่ปลุกวิญญาณยุทธ์แล้ว เพิ่งย้ายมาที่นี่เมื่อวานซืนเอง"
ขณะพูด เขาก็ลอบสังเกตขงเซวียนไปด้วย
เพราะเพิ่งมาถึง ขงเซวียนจึงสวมชุดลำลองของตัวเอง แม้จะไม่มีเครื่องประดับหรูหรา แต่คนช่างสังเกตอย่างสวีเว่ยก็ดูออกว่าเนื้อผ้าและการตัดเย็บนั้นประณีตบรรจง คล้ายกับที่พวกขุนนางในโรงเรียนสวมใส่กัน
สวีเว่ยมั่นใจว่าภูมิหลังของขงเซวียนต้องไม่ธรรมดา ส่วนขงเซวียนก็อนุมานจากคำพูดของสวีเว่ยได้ว่า สวีเว่ยน่านะมาจากครอบครัวสามัญชน
เพราะมีเพียงวิญญาณจารย์จากครอบครัวสามัญชนเท่านั้น ที่หลังจากปลุกพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งได้ จะถูกดึงตัวเข้ามาบ่มเพาะในโรงเรียนวิศวกรวิญญาณตั้งแต่เนิ่นๆ
ขงเซวียนจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย "งั้นเจ้าก็คงคุ้นเคยกับโรงเรียนนี้ดีสินะ จากนี้ไปคงต้องรบกวนเจ้าช่วยแนะนำข้าด้วยแล้วล่ะ"
เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของขงเซวียน สวีเว่ยก็รู้สึกว่าขงเซวียนดูเข้าถึงง่ายกว่าที่คิด ไม่เหมือนพวกขุนนางเย่อหยิ่งที่เขาเคยเจอ
"แน่นอน! ข้าน่ะเป็นสารานุกรมเดินได้ของโรงเรียนเลยนะ มีอะไรไม่รู้ถามข้าได้เลย!"
ชั่วพริบตา สวีเว่ยก็กลับคืนสู่ธรรมชาติเดิม คุยโวโอ้อวดต่อหน้าขงเซวียน
ทว่าเสียงหัวใจที่เต้นเร็วกว่าปกติ บ่งบอกว่าเขายังคงไม่สงบนิ่งนักเมื่อต้องเผชิญหน้ากับขงเซวียน
จบตอน