เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 - ไม่มีเงิน ไม่อยากมีแฟน

บทที่ 10 - ไม่มีเงิน ไม่อยากมีแฟน

บทที่ 10 - ไม่มีเงิน ไม่อยากมีแฟน


บทที่ 10 - ไม่มีเงิน ไม่อยากมีแฟน

“มันจะไปมีเยอะขนาดนั้นได้ยังไง? อย่ามามั่วได้ไหม?” เฉิ่นเจวี้ยนเอียงคอ เรื่องเขินอายน่ะไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน

บ้าไปแล้ว เขาคือชายอกสามศอกที่แท้จริง เรื่องขาอ่อนเป็นเพียงตัวเลือกสำรองเท่านั้น ถ้าเขาแอบมองหน้าอกแล้วถูกจับได้สิ ถึงอาจจะรู้สึกเขินสักครู่หนึ่ง

ส่วนเรื่องมองขาแล้วถูกเจอเหรอ?

Who care? (ใครจะสน?)

อีกอย่างนะ ขาอ่อนขาวๆ ของสาวสวยวางอยู่ตรงหน้า ถ้าทนไม่มองเลยสักครั้งสิ ถึงจะเป็นยอดคน!

“เชอะ สุดท้ายก็มองไม่ใช่เหรอ?” ซ่งจู่เอ๋อร์แกล้งยืดเส้นยืดสายต่อหน้าเฉิ่นเจวี้ยน บิดเอวที่คอดกิ่วโชว์สัดส่วนรูปร่างที่งดงามและเรียวยาว

เฉิ่นเจวี้ยนมองดูหญิงสาวสวยที่เลียนแบบนกยูงตัวเมียที่กำลังรำแพนหางหาคู่เงียบๆ ด้วยสัญชาตญาณดิบ ในใจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกหวั่นไหวบางอย่างขึ้นมาอย่างประหลาด

ต้องบอกว่าพี่สาวคนนี้สมกับเป็นดาราที่มีหน้าตาติดอันดับต้นๆ ในบรรดาดาราสาวรุ่นปี 95 และสามารถใช้หน้าตาหาเลี้ยงชีพได้จริงๆ ใช่ไหมล่ะ?

หากตัดปัจจัยอื่นๆ ออกไป เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกที่งดงามของเธอก็มีมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดคนให้ลุ่มหลงได้แล้ว

“จึ๊... หน้าอกแบนราบขนาดนี้จะมาเลียนแบบเขาบิดขี้เกียจโชว์หุ่นไปทำไม?” เฉิ่นเจวี้ยนเลิกคิ้วขึ้น พร้อมสีหน้าที่ดูแคลนอย่างไม่ใส่ใจ

“โอ๊ย! เจ้านี่มัน! เฉิ่นเจวี้ยน พฤติกรรม Body Shame (การล้อเลียนรูปร่าง) ที่ไม่มีมารยาทแบบนี้ของนายถ้าเอาไปลงเน็ตนะ คนต้องด่านายยาวเป็นพันคอมเมนต์แน่!”

“เป็นผู้ชายที่แย่จริงๆ!”

ซ่งจู่เอ๋อร์แค้นจนกัดฟันกรอดๆ แต่ไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นมาได้ จู่ๆ เธอก็กลับมาได้ใจอีกครั้ง กอดอกพูดด้วยสีหน้าที่เปี่ยมด้วยความสุขว่า “แต่ถ้านายจะใจเต้นกับฉันมันก็ปกติแหละ เพราะหน้าตาฉันน่ะเอาอยู่จริงๆ เพียงแต่ฉันแนะนำว่าต่อไปอย่าเที่ยวไปวิจารณ์รูปร่างของผู้หญิงเขาสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะอารมณ์ดีและใจกว้างยอมรับนายได้เหมือนฉันหรอกนะ ฉันพูดขนาดนี้แล้วเจวี้ยนเจวี้ยนตัวน้อยเข้าใจหรือยังจ๊ะ?”

เฉิ่นเจวี้ยนก้มหน้าเอามือกุมขมับ รู้สึกเหงื่อตกทันที

พล่ามมาอีกยาวเหยียดแล้ว...

ถ้าจะบอกว่าซ่งจู่เอ๋อร์ตอนไม่เปิดปากพูดให้เก้าสิบคะแนน

ถ้าอย่างนั้นซ่งจู่เอ๋อร์ที่เปิดปากแล้วพูดจาเพ้อเจ้อพรรค์นี้ คงเหลือแค่หกสิบถึงเจ็ดสิบคะแนนแล้วล่ะ

เฮ้อ ทั้งที่หน้าตาสวยขนาดนี้ ทำไมไม่ทำตัวเป็นสาวงามในแจกันที่นิ่งสงบและไม่มีปากล่ะ?

น่าเสียดายจริงๆ...

ทั้งคู่คุยกันได้ไม่นาน อาหารจานเด็ดที่เฉิ่นเจวี้ยนสั่งไว้ล่วงหน้าก็ถูกนำมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมเข้มข้นที่เพิ่งปรุงสร็จใหม่ๆ อบอวลไปในอากาศทันที

พนักงานเสิร์ฟในชุดยูนิฟอร์มค้อมตัวเล็กน้อยแนะนำว่า “ตีนไก่ตุ๋นรสเด็ด, หมูสามชั้นมัดเชือกต้มซีอิ๊ว, หัวปลาจักรพรรดิแดงน้ำแดง, ซุปหัวปลาจักรพรรดิ, ปูขนเจียงหนาน อาหารมาครบแล้วค่ะ ขอให้ทานให้อร่อยนะคะ”

เมื่อพนักงานเสิร์ฟจากไป ซ่งจู่เอ๋อร์รีบขยับเข้าไปดม 一 ทันใดนั้นดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมา “หอมจังเลย! แค่ดูก็รู้สึกว่าน่าจะอร่อยมากแล้ว!”

“ถ้าดูไม่ดี จะไปหลอกเงินลูกค้าให้ขายได้ราคาแพงๆ ได้ยังไงล่ะ?” เฉิ่นเจวี้ยนรินน้ำส้มให้ตัวเอง

เขาก็พอจะดื่มเหล้าได้ แต่ไม่ค่อยชอบดื่มเท่าไหร่

“เจวี้ยนเจวี้ยน หรือว่าพวกเราสองคนมาคบกันดีไหม ในเมื่อนายก็หล่อขนาดนี้ และฉันก็สวยขนาดนี้ พวกเราน่ะเหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก!” ซ่งจู่เอ๋อร์จ้องมองเฉิ่นเจวี้ยนด้วยดวงตากลมโตนั่น “และถ้านายรู้สึกเบื่อ ฉันก็ยังสร้างบรรยากาศทำให้ลนายมีความสุขและพานายไปเที่ยวเล่นได้ด้วย! เป็นยังไงล่ะ? ฉันน่ะคุ้มค่าสุดๆ เลยใช่ไหม? นายไม่มีทางเสียเปรียบแน่นอน!”

พูดเสร็จเธอก็จงใจคีบตีนไก่ใส่ลงในชามของเฉิ่นเจวี้ยน จากนั้นก็เท้าคางด้วยมือทั้งสองข้างที่ไขว้กัน เอียงคอส่งยิ้มหวานรอคำตอบจากเขาอย่างเงียบเชียบ

พี่สาวคนนี้อาการกำเริบอีกแล้วเหรอ? เฉิ่นเจวี้ยนที่กำลังลิ้มรสน้ำส้มอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว จากนั้นก็วางแก้วลง และตอบกลับด้วยความรู้สึกพูดไม่ออกว่า “ผมไม่มีเงิน อย่ามาหาผมเลย”

เพราะชาติก่อนเขาเคยได้ยินข่าวลือมาไม่น้อย เขาจึงรู้เรื่องในอดีตของซ่งจู่เอ๋อร์อยู่บ้าง รู้ว่าตอนที่เธอเรียนมัธยมปลายที่อเมริกา เธอเคยคบกับแฟนที่เป็นลูกเศรษฐี และหลังจากเป็นผู้ใหญ่กลับเข้าสู่วงการบันเทิงจีน ก็มีข่าวลือเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับดาราชายที่อายุรุ่นลุงสำหรับเธออีกหลายคน

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงเนื้อหาที่ถูกสื่อเปิดเผยออกมาสู่ที่สว่าง ส่วนในที่มืดจะมีเรื่องราวอื่นอีกไหม?

เขาไม่รู้ และก็ไม่ได้คิดจะสืบหาความจริง

เพราะมันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลย

และเขาก็ไม่ได้ชอบซ่งจู่เอ๋อร์ด้วย

และก็ไม่ได้คิดจะทำให้ซ่งจู่เอ๋อร์มาชอบเขา

ดาราถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่สามารถรักกันได้เหมือนคนปกติ ดังนั้นเฉิ่นเจวี้ยนจึงตัดสินใจชะลอกระบวนการนี้ออกไป

เขาคิดว่าในตอนที่ยังอายุน้อย ควรจะให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานของตัวเองเป็นหลัก รอให้สถานะมั่นคง หาเงินได้มากพอ และมีความมั่นใจในตัวเองสูงขึ้นแล้ว ค่อยมาพิจารณาเรื่องพวกนี้ก็ยังไม่สายเกินไป

ความรักน่ะ ไม่ใช่สิ่งจำเป็น

อย่างน้อยสำหรับเขาในขั้นตอนนี้ก็ไม่ใช่

“แต่นายมีใบหน้าที่ดูมีอนาคตทางการเงินที่รุ่งโรจน์มากเลยนะ!” ซ่งจู่เอ๋อร์แกล้งแลบลิ้นอย่างทะเล้นและน่ารัก

เดิมทีเธอก็แค่ใช้ข้ออ้างเรื่องล้อเล่นมาลองเชิงเฉิ่นเจวี้ยนดูเท่านั้น เมื่อเห็นว่าเขาดูเหมือนจะไม่มีความคิดแบบนั้น เธอก็ย่อมไม่เซ้าซี้ถามต่อไป

“และก็นะ เจวี้ยนเจวี้ยน นายอย่าคิดว่าแค่เป็นดาราเด็กแล้วจะมีเงินนะ นายไม่รู้หรอกว่าผู้จัดการของฉันตอนเด็กๆ น่ะน่ารังเกียจแค่ไหน ตอนนั้นเขาบังคับให้ฉันเปลี่ยนชื่อ และยังรับปากว่าจะช่วยจัดการเรื่องทะเบียนบ้านให้นักเรียนอย่างฉันได้เรียนในปักกิ่ง ผลสรุปคืออะไรล่ะ? ผลสรุปคือตอแหลทั้งนั้น!”

“เพราะงั้นเธอก็เลยหนีไปเรียนที่อเมริกาตอนมัธยมปลายงั้นเหรอ?” ก่อนหน้านี้เฉิ่นเจวี้ยนไม่เคยรู้เรื่องลับพวกนี้มาก่อนเลย

“ถ้าไม่ไปจะให้ทำยังไงล่ะ? ฉันตั้งใจจะอยู่ในวงการบันเทิงแล้ว จะหนีไปเรียนต่างประเทศเพื่ออะไร? เพื่อเอาสถานะเด็กจบนอกมาเพิ่มมูลค่าให้ตัวเองงั้นเหรอ?” ซ่งจู่เอ๋อร์กลอกตามองบนอย่างหัวเสีย เห็นได้ชัดว่าในใจเกลียดผู้จัดการคนนั้นเข้าไส้

“และฉันจะบอกนายให้นะ ผู้จัดการคนนั้นน่ะเป็นญาติของซูช่าง ตอนนั้นเขาสั่งให้พวกเราเรียกกันว่าลูกพี่ลูกน้องต่อหน้าคนอื่น แต่จริงๆ แล้วฉันกับซูช่างไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลย กระทั่งลูกพี่ลูกน้องกำมะลอแบบฉันน่ะยังมีอีกตั้งหลายคน เพียงแต่สุดท้ายมีแค่ฉันคนเดียวที่ดังขึ้นมาเท่านั้นเอง”

“จากนั้นพอฉันแตกหักกับผู้จัดการคนนั้น แน่นอนว่าฉันก็ต้องเลิกติดต่อกับคนทางฝั่งนั้นด้วย ผลคืออะไรล่ะ ตอนนี้ในเน็ตต่างก็หาว่าฉันลืมบุญคุณ เมื่อก่อนเรียกซูช่างว่าพี่สาว เดี๋ยวนี้พอปีกกล้าขาแข็งก็ไม่เห็นหัวเขา แต่พวกเขารู้ไหมว่าจริงๆ แล้วเวยป๋อของฝั่งโน้นต่างหากที่กดเลิกติดตามฉันก่อนน่ะ?”

ซ่งจู่เอ๋อร์ใช้ตะเกียบจิ้มปูตัวใหญ่นั่นไปมาอย่างแรง ท่าทางแยกเขี้ยวเคี้ยวฟันนั่นเขียนคำว่าเกลียดชังและรังเกียจผู้จัดการคนนั้นไว้อย่างชัดเจน

“ทุกคนต่างก็บอกว่าซูช่างเป็นคนพาฉันเข้าวงการ แต่ประเด็นคือบท”น่าจา" น้อยนั่นน่ะ เดิมทีมันคือบทที่ผู้จัดการคนนั้นรับปากว่าจะให้ฉันเล่นถ้าฉันเซ็นสัญญาเป็นดาราในสังกัดเขาไง! ถ้าเขาไม่ให้บทฉันจะไปเซ็นเข้าสังกัดเขาเพื่อหาเงินให้เขาทำไม?”

“และที่ตลกกว่านั้นคือ รายได้ทั้งหมดของฉันในช่วงไม่กี่ปีแรกที่เดบิวต์ในฐานะดาราเด็กน่ะ เข้ากระเป๋าผู้จัดการคนนั้นหมดเลย ฉันไม่ได้เงินเลยสักหยวนเดียว เขาแค่ให้ค่าขนมปีละไม่กี่หมื่นหยวนเพื่อไล่ฉันไปก็เท่านั้น พอฉันโตขึ้นและเริ่มรู้ความแล้ว จะไม่ให้ฉันแตกหักกับเขาได้ยังไง?”

เฉิ่นเจวี้ยนถึงตอนนี้จึงพอจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดคร่าวๆ แล้ว สรุปก็คือคนนอกที่ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังต่างพากันเชื่อว่าความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วนทางธุรกิจของเธอกับซูช่างเป็นเรื่องจริงสินะ!

เดี๋ยวนะ หรือว่านี่คือ "แฟนคลับคู่จิ้น" เวอร์ชันเก่าแก่และดั้งเดิมที่สุดของวงการบันเทิงจีนกันนะ?

อืม โอเค ถ้าคิดแบบนี้ ทุกอย่างก็ดูจะสมเหตุสมผลขึ้นมาแล้ว

ศาสตร์เรื่องการผูกคู่จิ้น เพื่อเรียกกระแสในวงการบันเทิงจีนยุคหลังๆ น่ะมีอยู่ไม่น้อย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเจ้าตัวจะออกมาทุบคู่จิ้นด้วยตัวเองไม่ได้ และจะออกมาซ้ำเติมคู่หูตอนที่เขามีปัญหาไม่ได้เด็ดขาด

ดังนั้น การที่ซ่งจู่เอ๋อร์ซึ่งเป็นเจ้าตัวออกมาทุบคู่จิ้นด้วยตัวเองทั้งที่ฐานแฟนคลับยังไม่มั่นคงพอ จึงถูก "แฟนคลับคู่จิ้น" ด่าทอจนเสียผู้เสียคนแบบนั้น ก็นับว่า "สมเหตุสมผล" แล้วล่ะมั้งนะ ประมาณนั้นแหละ...

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 10 - ไม่มีเงิน ไม่อยากมีแฟน

คัดลอกลิงก์แล้ว