- หน้าแรก
- มหาเทพสังหาร สตาร์ทที่ยอดหนึ่งล้านล้าน
- บทที่ 21 ลด 70% จะเอายังไง
บทที่ 21 ลด 70% จะเอายังไง
บทที่ 21 ลด 70% จะเอายังไง
"คนอื่นเขาดื่มกันหมด มีแค่แกไม่ดื่ม จะให้เป็นใครไปได้อีกล่ะ"
ผู้จัดการหลี่คะยั้นคะยอ "รีบไปเร็วเข้า อย่าให้ผู้จัดการใหญ่หลิวรอนาน"
"ก็ได้ค่ะ"
หลี่เมิ่งฉีรับกุญแจรถ มองหลินมู่อย่างเขินอายแล้วพูดว่า "ผู้จัดการใหญ่หลิว เดี๋ยวหนูขับรถไปส่งค่ะ"
"ครับ"
หลินมู่ยิ้ม แล้วเดินออกจากห้องจัดเลี้ยงไปพร้อมกับหลี่เมิ่งฉี
หลังจากหลินมู่และหลี่เมิ่งฉีออกไปแล้ว
เด็กหนุ่มคนหนึ่งสังเกตเห็นกล่องใบหนึ่งวางอยู่ใต้เก้าอี้ที่หลี่เมิ่งฉีนั่งเมื่อครู่ เขาเลยหยิบขึ้นมาแล้วถามว่า "ลุงครับ กล่องนี่ของลุงเหรอ?"
"อย่าแตะต้องนะ"
ผู้จัดการหลี่เห็นกล่องในมือเด็กหนุ่ม รีบพุ่งเข้าไปแย่งมาทันทีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "นี่เป็นของที่ผู้จัดการใหญ่หลิวมอบให้เมิ่งฉี"
"พี่เจี้ยนกัง พี่พูดอะไรน่ะ?"
ชายวัยกลางคนที่มีหน้าตาคล้ายผู้จัดการหลี่ขมวดคิ้วถาม "เมิ่งฉีกับไอ้หนุ่มนั่นไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำไมเขาต้องให้กล่องอะไรกับเมิ่งฉีด้วย?"
ชายวัยกลางคนคนนี้คือ หลี่อวิ๋นหัว พ่อของหลี่เมิ่งฉีนั่นเอง
"อวิ๋นหัว ของที่ผู้จัดการใหญ่หลิวให้ไม่ใช่กล่อง แต่เป็นของข้างในต่างหาก"
ผู้จัดการหลี่เริ่มเมาได้ที่แล้ว
เขาเดินเซไปมาพร้อมถือกล่องไว้ในมือ เข้าไปตบไหล่หลี่อวิ๋นหัวแล้วพูดว่า "อวิ๋นหัว แกโชคดีแล้วนะเว้ย"
"พี่เจี้ยนกัง พี่พูดเรื่องอะไรกันแน่?"
หลี่อวิ๋นหัวขมวดคิ้วแน่น
"ดูนี่เดี๋ยวก็รู้เอง"
ผู้จัดการหลี่วางกล่องลงบนโต๊ะ ท่ามกลางสายตาของหลี่อวิ๋นหัวและญาติพี่น้องทุกคน เขาเปิดฝากล่องออก
ทันใดนั้น ปึกธนบัตรสีแดงก็ปรากฏแก่สายตาทุกคน
"เห็นไหม? เงินหนึ่งล้านหยวน นี่คือซองรับขวัญที่ผู้จัดการใหญ่หลิวให้เมิ่งฉี"
เห็นทุกคนทำหน้าช็อกตาค้าง
ผู้จัดการหลี่พูดต่อ "ผู้จัดการใหญ่หลิวคือเจ้านายฉัน และยังเป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงสัตว์ไป๋หยุนกับซูเปอร์มาร์เก็ตฟู่ไหลด้วย เป็นนักธุรกิจที่มีทรัพย์สินเป็นหมื่นล้าน ถ้าเมิ่งฉีได้คบกับผู้จัดการใหญ่หลิว ครอบครัวแก อวิ๋นหัว สบายไปทั้งชาติแน่"
"เมิ่งฉีนี่วาสนาดีจริงๆ"
ญาติคนหนึ่งพูดด้วยความอิจฉาหลังจากฟังผู้จัดการหลี่
"ไอ้เราก็สงสัยว่าทำไมเจี้ยนกังถึงเรียกเด็กหนุ่มคนนั้นว่า 'ผู้จัดการใหญ่หลิว' ที่แท้ก็เป็นเสี่ยใหญ่นี่เอง"
"อวิ๋นหัว แกต้องกำชับเมิ่งฉีให้คว้าโอกาสนี้ไว้ดีๆ นะ"
"น้องเล็ก ยินดีด้วยนะ! ต่อไปจะได้เป็นพ่อตาเศรษฐีหมื่นล้านแล้ว"
...
ฟังคำพูดของญาติพี่น้อง หลี่อวิ๋นหัวขมวดคิ้วแน่นและเงียบกริบ
เทียบกับเรื่องที่ลูกสาวจะมีแฟนรวย เขาห่วงว่าลูกจะโดนหลอกมากกว่า
"อวิ๋นหัว ไม่ต้องห่วง นิสัยใจคอของผู้จัดการใหญ่หลิวใช้ได้เลยนะ"
ผู้จัดการหลี่ล็อกกล่องแล้วยื่นให้หลี่อวิ๋นหัว "ฉันรู้ว่าแกกังวลเรื่องอะไร แต่สำหรับเมิ่งฉี นี่มันก็เป็นโอกาสไม่ใช่เหรอ?"
...
ที่หน้าโรงแรม
หลินมู่มองหลี่เมิ่งฉีที่เดินตามลงมา แล้วพูดว่า "กลับขึ้นไปเถอะครับ ผมเรียกรถกลับเองได้"
"คุณคิดว่าหนูกล้ากลับขึ้นไปตอนนี้เหรอคะ?"
หลี่เมิ่งฉีมองหลินมู่ "ป่านนี้พวกเขาคงภาวนาไม่ให้หนูกลับไปคืนนี้กันหมดแล้วมั้งคะ"
"แต่นี่ก็เป็นทางเลือกของคุณเองไม่ใช่เหรอครับ?"
หลินมู่ยิ้มบางๆ "ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณนะ แต่ไม่เห็นต้องคิดมากขนาดนั้นเลย"
"พูดตรงๆ นะ เงินล้านนึงที่ผมให้คุณเป็นซองรับขวัญได้ ผมก็ให้ผู้หญิงคนอื่นได้เหมือนกัน เงินล้านสำหรับคุณอาจจะมหาศาล แต่สำหรับผม มันก็แค่เศษเงิน"
"หนูรู้ว่าคุณรวยมาก แต่พวกคนรวยอย่างคุณไม่ใช่คนโง่ คุณต้องหวังผลอะไรบางอย่างใช่ไหมคะ?"
หลี่เมิ่งฉีเม้มปาก "แล้วมันก็เป็นความจริงที่หนูรับเงินคุณมา และหนูก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนดีเด่อะไรขนาดนั้น"
"ผมเป็นผู้ชาย คุณเป็นผู้หญิง คุณคิดว่าผมหวังอะไรล่ะครับ?"
หลินมู่ขยับเข้าไปใกล้หลี่เมิ่งฉีอีกก้าว หน้าสวยๆ ของหลี่เมิ่งฉีซีดเผือดด้วยความตกใจ
"หนูเข้าใจแล้วค่ะ"
หลี่เมิ่งฉีก้มหน้าลง "แต่หนูยังไม่รู้ชื่อคุณเลย"
ในเมื่อรับเงินเขามาแล้ว หลี่เมิ่งฉีก็เลิกเสแสร้งทำเป็นคนดี
เหมือนที่ลุงบอก การที่หลินมู่สนใจเธอ มันก็ถือเป็นโอกาสไม่ใช่เหรอ?
สู้ดิ้นรนในสังคมแทบตายแล้วสุดท้ายไม่เหลืออะไร ยอมเอาใจหลินมู่ดีกว่า
หลินมู่ทั้งหนุ่ม ทั้งหล่อ ทั้งรวย ขอแค่เอาใจเขาให้ดี ชีวิตครึ่งหลังของเธอก็สบายไปทั้งชาติ
"หลินมู่ครับ"
หลินมู่หันหลังกลับแล้วพูดว่า "คุณพูดถูก คนรวยไม่ใช่คนโง่ เขาไม่ให้เงินใครฟรีๆ หรอก ผมเองก็เหมือนกัน"
"แต่สิ่งที่ผมอยากได้ ผมได้ไปแล้ว คุณไม่ต้องกดดันตัวเองหรอก ถือซะว่าเงินก้อนนั้นเป็นลาภลอยจากสวรรค์ก็แล้วกัน"
"แน่นอนว่า ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ และยืนกรานอยากให้มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเราเพื่อความสบายใจ ผมก็พอจะฝืนใจยอมรับได้นะครับ"
พูดจบ หลินมู่ก็โบกเรียกแท็กซี่ริมถนนแล้วขึ้นรถไป
มองดูรถแท็กซี่ที่เลี้ยวหายไปตรงหัวมุมถนน หลี่เมิ่งฉีถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนที่แก้มจะแดงซ่านขึ้นมา พึมพำกับตัวเองว่า "ใครเขาอยากให้มีอะไรกับคุณกันย่ะ?"
"ความชอบของหลี่เมิ่งฉี +20"
"ผู้หญิงหนอผู้หญิง"
บนรถแท็กซี่ หลินมู่มองแสงไฟนีออนนอกหน้าต่าง พลางครุ่นคิด
...
กลับถึงบ้าน
หลินมู่ตรงดิ่งเข้าห้องนอนทันที
บนเตียงนอน มีหมูทองคำหนักร้อยชั่งที่ระบบให้รางวัลวางอยู่ พร้อมกับเอกสารโฉนดตึกซิงเฉินและคฤหาสน์หมิงเยว่
หลังจากเก็บหมูทองคำเข้าตู้เสื้อผ้า
หลินมู่โอนเงินหนึ่งล้านให้หลินเหยียนหราน แล้วเข้าไปอาบน้ำ
"กองทุนความรัก -1,000,000"
"ทรัพย์สินส่วนตัว +1,000,000"
...
วันรุ่งขึ้น
ตอนเช้า
แผนกของสดในซูเปอร์มาร์เก็ตฟู่ไหลคึกคักจอแจ
"ป้าหวัง เนื้อที่ฟู่ไหลลดราคา รีบมาเร็ว!"
"ป้าหลี่ เนื้อที่ฟู่ไหลลด 70% เร็วเข้า... อ้าว แย่งซื้ออยู่แล้วเหรอ?"
"โอ้โห เนื้อสันในไม่ถึงห้าหยวน หมูสามชั้นไม่ถึงสี่หยวน ถูกเวอร์!"
...
"ทุกคนครับ เข้าแถวหน่อยครับ อย่าเบียดกัน"
ชายวัยกลางคนมองเหล่าลุงป้าน้าอาที่แย่งกันซื้อของด้วยรอยยิ้มแห้งๆ
ชายคนนี้ชื่อ เจิ้งปิง เป็นผู้จัดการสาขาของซูเปอร์มาร์เก็ตฟู่ไหลแห่งนี้
เมื่อเช้านี้ เขาได้รับคำสั่งจากเบื้องบนว่าให้ลดราคาสัตว์ปีกและเนื้อสัตว์ 70% เป็นเวลาหนึ่งเดือน
เขาไม่เข้าใจการตัดสินใจของเบื้องบนเลย
ก็ซูเปอร์มาร์เก็ตมีกำไรจากเนื้อสัตว์แค่ประมาณ 35% ขืนขายลด 70% แค่วันเดียวก็ขาดทุนยับเยินแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเดือนนึงเลย
แต่ถึงจะไม่เข้าใจ เขาเป็นแค่ลูกจ้าง ก็ต้องทำตามคำสั่ง
สถานการณ์แบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นในซูเปอร์มาร์เก็ตฟู่ไหลทั้ง 18 สาขาทั่วซานเฉิง
ไม่นาน ข่าวเรื่องซูเปอร์มาร์เก็ตฟู่ไหลลดราคาเนื้อสัตว์ 70% ก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอยของเจียงเฉิง
เพียงแค่ครึ่งวัน เนื้อสัตว์ในซูเปอร์มาร์เก็ตฟู่ไหลทั้ง 18 สาขา ก็ขายหมดเกลี้ยง
...
ย่านการเงิน
ในห้องประชุมของเทียนเล่อกรุ๊ป
หลังจากวางสายโทรศัพท์ สีหน้าของโจวถิงก็ดำคล้ำลงทันที
ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะประตูห้องประชุมดังขึ้น
ยังไม่ทันที่โจวถิงจะอนุญาต ชายสองคนก็ผลักประตูเข้ามาด้วยท่าทีร้อนรน
โจวถิงกำลังจะโมโห แต่พอเห็นหน้าผู้มาใหม่ เธอก็รีบปรับอารมณ์ทันที
"คุณหนูโจว คงได้ยินข่าวเรื่องฟู่ไหลลดราคา 70% แล้วใช่ไหมครับ?"
ชายวัยกลางคนร่างท้วมพูดเสียงเครียด
ชายคนนี้คือ หวงจินข่าย แห่งปาต๋ากรุ๊ป
"ค่ะ"
โจวถิงพยักหน้า "ลูกน้องเพิ่งรายงานฉันเมื่อกี้"
"คุณหนูโจว บอกมาเลยดีกว่าครับว่าจะเอายังไงต่อ"
หวงจินข่ายพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ตอนนี้ฟู่ไหลยอมขาดทุนขายลด 70% ลูกค้าแห่ไปที่นั่นกันหมด ถ้าพวกเขาทำแบบนี้จริงจังเป็นเดือน ส่วนแบ่งตลาดของพวกเราทั้งสามบริษัทหายวูบแน่"
"คุณอาหวง ในเมื่อพวกเขาลด 70% ได้ เราก็ทำได้เหมือนกันค่ะ"
โจวถิงครุ่นคิด "จำนวนสาขาของพวกเราสามเจ้าในซานเฉิงรวมกันยังน้อยกว่าฟู่ไหล ภายใต้เงื่อนไขส่วนลดเท่ากัน ฟู่ไหลจะขาดทุนต่อวันมากกว่าเรา พอนานเข้า ฟู่ไหลต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ไปเองแน่นอน"
"พูดง่ายแต่ทำยากนะครับ"
ซุนหง เจ้าของหว่านเจียกรุ๊ป ที่ยืนข้างหวงจินข่ายพูดขึ้น "ฟู่ไหลไม่ได้เข้าตลาดหุ้น ขาดทุนก็คือขาดทุน แต่บริษัทของพวกเราทั้งสามจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเราไม่ได้มีแค่ธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต ถ้าขาดทุนต่อเนื่อง หุ้นของพวกเราได้รับผลกระทบแน่นอน ถ้าหุ้นตก ความเสียหายจะมากกว่าฟู่ไหลหลายเท่า หรืออาจจะเป็นสิบเท่าเลยด้วยซ้ำ"
"อีกอย่าง คุณหนูโจวมีคุณพ่อคอยหนุนหลัง มีฟาร์มในเครือโซ่วหยวนซัพพอร์ต สามารถหาเนื้อสัตว์ได้ในราคาต่ำหรือราคาทุน ต่อให้ลด 70% ก็เจ็บตัวไม่มาก แต่ผมกับคุณอาหวงไม่เหมือนกัน เนื้อสัตว์ในซูเปอร์มาร์เก็ตเราต้องซื้อตามราคาตลาดนะครับ"