- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ข้าขอมีมิติและสามีเป็นทหาร
- บทที่ 1 กำเนิดใหม่ก่อนปฐมบท
บทที่ 1 กำเนิดใหม่ก่อนปฐมบท
บทที่ 1 กำเนิดใหม่ก่อนปฐมบท
บทที่ 1 กำเนิดใหม่ก่อนปฐมบท
6 มีนาคม ปี 1975
ภายในบ้านดินดิบหลังเตี้ยของตระกูลฉินแห่งหน่วยผลิตเฉาหยาง แสงเทียนวูบไหวส่องกระทบใบหน้าของผู้คนในห้องอย่างชัดเจน
ผู้เฒ่าฉินนั่งอยู่บนแคร่เตา เคาะกล้องยาสูบกับขอบอ่าง พลางใช้ดวงตาที่ฝ้าฟางจ้องมองฉินซูเยว่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ "ฉินซูเยว่ ทุกคนทำงานเก็บแต้มงานมาทั้งวันก็เหนื่อยกันจะแย่อยู่แล้ว เอ็งจะปลุกทุกคนขึ้นมาทำไม แถมยังมัดนังหงซานไว้แบบนั้นอีก ตกลงเอ็งต้องการอะไรกันแน่?"
"ท่านปู่ อย่าเพิ่งใจร้อน หัวหน้ากองพลยังมาไม่ถึงเลย"
ฉินซูเยว่นั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กหน้าแคร่เตา สายตาเย็นชาจับจ้องไปที่ฉินหงซานและหลินเนี่ยนซึ่งถูกมัดมือมัดเท้าและอุดปาก กำลังดิ้นรนไปมาไม่หยุด ดวงตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง โกรธแค้น และเล่ห์เหลี่ยม รอยยิ้มกระหายเลือดผุดขึ้นที่มุมปากของหญิงสาว
เธอตื่นขึ้นมาได้ทันเวลา... เธอได้กลับมาเกิดใหม่ เกิดใหม่ก่อนที่หลินเนี่ยนจะขโมยป้ายหยกชิ้นนั้นไป
ในชาติที่แล้ว ก็เป็นวันนี้นี่แหละที่ฉินหงซานบุกเข้ามาในห้องพร้อมก้อนอิฐแล้วฟาดเธอจนสลบ หลินเนี่ยนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดฉวยโอกาสขโมยป้ายหยกไปจากเธอ และหลังจากเปิดใช้งานมิติภายในด้วยเลือดของตน หล่อนก็หายตัวไปจากหน่วยผลิตเฉาหยางทันที เมื่อทั้งสองได้พบกันอีกครั้ง หลินเนี่ยนก็ได้กลายเป็นนักธุรกิจผู้ช่ำชองไปแล้ว
แต่ป้ายหยกนั้นไม่ได้เป็นของหลินเนี่ยนตั้งแต่แรก วินาทีที่ทั้งสองเผชิญหน้ากัน แรงดึงดูดทางสายเลือดทำให้หลินเนี่ยนตระหนักว่าสิ่งที่ตนได้ไปเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของพลังในป้ายหยกเท่านั้น...
ด้วยความลุ่มหลงในชื่อเสียง เงินตรา และอำนาจ หลินเนี่ยนกลายเป็นปิศาจร้ายโดยสมบูรณ์ หล่อนจ้างคนมาจับตัวเธอ ขังไว้ในห้องใต้ดินที่ไร้แสงตะวัน และสูบเลือดของเธอทุกวันเพื่อไปหล่อเลี้ยงป้ายหยก จากนั้นก็นำของวิเศษข้างในออกมาแลกเปลี่ยนเป็นผลกำไร
เธอจำได้ว่าวันที่เธอกำลังจะตาย หลินเนี่ยนหัวเราะอย่างบ้าคลั่งและบอกความจริงทุกอย่าง... ปรากฏว่านับตั้งแต่เหตุการณ์ของฉินหงซาน เธอได้ตกหลุมพรางของหลินเนี่ยนมาตั้งแต่ต้นแล้ว...
"ฉินซูเยว่ อย่าลืมนะว่าข้าเป็นประมุขของบ้านนี้ ยังไม่ถึงตาเอ็งมาตัดสินใจ"
คำพูดของผู้เฒ่าฉินปลุกฉินซูเยว่จากภวังค์ เธอเก็บซ่อนความเกลียดชังในแววตา กลับมาวางท่าทีไม่ยี่หระดังเดิม
"ไม่ต้องรีบร้อน ไว้หัวหน้ากองพลมาถึง ปู่ค่อยแสดงบทบาทประมุขของบ้านให้เต็มที่เถอะ"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ลุงใหญ่และลุงรองของตระกูลฉินเพิ่งจะลุกขึ้นเตรียมออกไปต้อนรับ หัวหน้ากองพลก็เลิกม่านประตูเดินเข้ามาเสียก่อน
"ไหนขโมย? ขโมยมันอยู่ไหน? ข้าอยากจะเห็นนักว่าไอ้ลูกหมาตัวไหนมันกล้ามาขโมยของในหน่วยผลิตเฉาหยางของเรา..."
ไอ้ลูกหมาฉินหงซาน "..."
ไอ้ลูกหมาหลินเนี่ยน "..."
ไอ้ลูกหมาลุงป้าน้าอาตระกูลฉิน "..."
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมหงซานกับยุวปัญญาชนหลินถึงถูกมัดไว้แบบนั้น? แถมยังโดนอุดปากอีก?"
หัวหน้ากองพลฉินต้าเจียงกวาดตามองหน้าทุกคน สุดท้ายสายตาก็มาหยุดอยู่ที่ฉินซูเยว่ซึ่งนั่งอยู่อย่างมั่นคง
"นังหนูซูเยว่ มานี่ซิ ไหนบอกลุงต้าเจียงหน่อยว่าตกลงเรื่องราวมันเป็นยังไง?"
ก่อนที่ฉินซูเยว่จะทันได้เอ่ยปาก คนอื่นๆ ในตระกูลฉินก็เริ่มส่งเสียงจอแจ
"ต้าเจียง เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว เรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้น พี่น้องสาวๆ เขาแค่เล่นกัน ไม่มีขโมยที่ไหนหรอก"
"ใช่ๆ หัวหน้ากองพล ทั้งหมดเป็นเพราะฉินซูเยว่นั่นแหละ ดึกดื่นไม่หลับไม่นอน ดันลุกขึ้นมาจับหงซานของเรามัดไว้ ดูสิทำกับหงซานได้ลงคอ ข้อมือแดงไปหมดแล้ว แถมยังไม่ยอมให้เราแก้มัดอีก ถ้าถามฉันนะ หัวหน้ากองพลน่าจะจับฉินซูเยว่ไปสั่งสอนสักหน่อย โทษฐานที่ทำตัวอวดดี"
"ถูกต้องเลย ร้ายกาจเกินไปแล้ว หงซานของเราแค่เดินเข้าห้องไป หล่อนก็ทุบตีหงซานทันที แถมยังไม่ยอมรับผิดอีก เด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่สั่งสอนมันก็ป่าเถื่อนแบบนี้แหละ"
ฉินเจิ้งเจี๋ยที่ยืนมองดูคนอกตัญญูกลุ่มนี้ใส่ร้ายป้ายสีน้องสาวด้วยสายตาเย็นชา พอได้ยินป้ารองเฉียนเฟิ่งเหอเอ่ยถึงพ่อแม่ ขอบตาของเขาก็แดงก่ำ เขาพุ่งเข้าไปหาเฉียนเฟิ่งเหอทันทีพลางตะคอกถาม "ป้ารอง พูดแบบนี้ไม่ยุติธรรมไปหน่อยหรือ? ทำไมพี่น้องเราถึงไม่มีพ่อแม่ คนนอกอาจจะไม่รู้ แต่ป้ารู้อยู่แก่ใจไม่ใช่หรือไง? ถ้าไม่ใช่เพราะป้ายุยง พ่อแม่ข้าจะตายในอุบัติเหตุครั้งนั้นรึ? ดึกๆ ดื่นๆ แม่ข้าไม่ได้ไปยืนทวงชีวิตที่ข้างเตียงป้าบ้างหรือไง?"
"แก..."
เฉียนเฟิ่งเหอตกใจจนเซถอยหลังไปหลายก้าว รีบไปหลบอยู่หลังสามี ไม่กล้าปริปากอีก
ฉินซูเยว่ลุกขึ้นดึงพี่ชายไว้ สายตากวาดมองทุกคนด้วยความเย็นยะเยือก แล้วแค่นหัวเราะ "พี่ จะพูดมากความไปทำไม? คนพวกนี้ไม่มีหัวใจหรอก ในสายตาพวกเขามีแต่ผลประโยชน์ เอาล่ะ... หัวหน้ากองพลมาแล้ว ได้เวลาคิดบัญชีกันเสียที..."
พูดจบ ฉินซูเยว่ก็เดินเข้าไปดึงผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้าที่อุดปากฉินหงซานออก
พอปากเป็นอิสระ ฉินหงซานก็ด่าทอทันที "นังแพศยา แกกล้าทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง? ถ้าแกไม่โชคดีตื่นขึ้นมาก่อน วันนี้ฉันคงสั่งสอนแกจนจำไปนานแล้ว"
"งั้นก็รอให้แกทำสำเร็จก่อนแล้วกัน" ฉินซูเยว่ยัดผ้าขี้ริ้วกลับเข้าไปในปากอีกฝ่ายอย่างใจเย็น จากนั้นหันไปหาหัวหน้ากองพลด้วยท่าทางไร้เดียงสาและกล่าวว่า "ลุงต้าเจียง ลุงดูสิคะ... ไม่ใช่หนูไม่อยากปล่อย แต่ฉินหงซานปากไม่ดี หนูเลยต้องจัดการกับเธอแบบนี้"
มุมปากของหัวหน้ากองพลกระตุกยิก สายตาตั้งคำถามเบนไปทางหลินเนี่ยน
"งั้นเราลองถามคนนี้ดู..."
เมื่อปากเป็นอิสระ หลินเนี่ยนก็พยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง แต่เพราะมือเท้าถูกมัดไว้จนหมดแรง จึงทำได้เพียงนอนกองกับพื้น น้ำตาไหลพรากเป็นสาย ทว่าผู้คนที่นั่งอยู่ในห้องล้วนเป็นชายฉกรรจ์หยาบกระด้างที่ไม่อาจซาบซึ้งกับการแสดงบทดอกบัวขาวของหล่อน หัวหน้ากองพลขัดจังหวะอารมณ์ที่หล่อนพยายามปั้นแต่งขึ้นอย่างรำคาญใจ
"จะร้องไห้ทำไม? รีบเล่ามาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
ใบหน้าของหลินเนี่ยนบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ หล่อนรีบก้มหน้าซ่อนความโกรธเกรี้ยวในแววตา เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความน่าสงสาร
"หัวหน้าคะ หงซานบอกว่าสหายซูเยว่รังแกเธอ เธอแค่อยากให้ฉันช่วยคิดหาทางออก เจตนาเดิมของฉันคือจะมาคุยกับสหายซูเยว่ดีๆ ขอให้เธอช่วยเมตตาหงซานเห็นแก่หน้าฉันบ้าง แต่ใครจะรู้ว่าหงซานไม่ยอม บอกว่าจะต้องสั่งสอนบทเรียนที่ลืมไม่ลงให้สหายซูเยว่ให้ได้ ฉันกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับเธอ... ก็เลย... ก็เลยตามมาดู ตอนนั้นฉันยืนอยู่ที่หน้าประตู ยังไม่ได้เข้าไปในห้องเลยด้วยซ้ำ หงซานหยิบก้อนอิฐแดงที่วางอยู่หน้าประตูแล้วบุกเข้าไป ฉัน... ฉันไม่ได้ทำอะไรจริงๆ นะคะ"
"ลุงต้าเจียง ความจริงกระจ่าง หลักฐานมัดตัวแน่นหนา ถึงเวลาที่ลุงต้องตัดสินใจแล้วค่ะ"
ทุกคน "..."
กระจ่างบ้าบออะไรกัน? ทำไมเขาต้องตัดสินใจตอนนี้เลย?
หัวหน้ากองพลหรี่ตามองหลินเนี่ยนแล้วเอ่ยว่า "นี่เธอใช่ยุวปัญญาชนที่เพิ่งมาใหม่เมื่อไม่กี่วันก่อนหรือเปล่า?"
"ใช่ค่ะ ฉันเอง..."
"เพิ่งมาถึงก็ก่อเรื่องวุ่นวายกับฉินหงซานแล้วเหรอ? ดูท่าทางเธอเองก็ไม่ใช่คนซื่อสัตย์สุจริตอะไรสินะ..."
หลินเนี่ยน "..."
ช่างจับประเด็นได้เก่งเหลือเกิน...
ฉินซูเยว่ยืนพยักหน้าเห็นด้วยหงึกๆ จริงแท้ทีเดียว ความสามารถในการก่อเรื่องของหลินเนี่ยนยังมีมากกว่านี้อีกเยอะ
ในชาติที่แล้ว ฉินหงซานทำสำเร็จ และหลินเนี่ยนก็ได้ป้ายหยกที่ต้องการไป เรื่องราวเงียบหายไปในที่สุดภายใต้การแทรกแซงอย่างไร้เหตุผลของตระกูลฉิน
ชาตินี้ได้เกิดใหม่ ฉินซูเยว่ไม่มีเจตนาจะปล่อยผ่าน
"ในเมื่อความจริงกระจ่างแล้ว ก็คุมขังพวกหล่อนไว้ก่อน ถ้าฉินหงซานยังไม่สำนึกผิด ก็ส่งเรื่องให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยจัดการต่อไป"