- หน้าแรก
- นอนรวยข้ามมิติ
- บทที่ 23 หลิงหลิงหนูวิญญาณ
บทที่ 23 หลิงหลิงหนูวิญญาณ
บทที่ 23 หลิงหลิงหนูวิญญาณ
บทที่ 23 หลิงหลิงหนูวิญญาณ
เมื่อมีน้ำวิญญาณ ที่ดินผืนนี้ก็พร้อมสำหรับการเพาะปลูกทันที
ซูเสี่ยวหม่านย้ายกระถางต้นไม้ออกมา เมล็ดพันธุ์ด้านในงอกเป็นต้นกล้าเล็กๆ อัดแน่นเต็มไปหมด
ต้นกล้าเหล่านี้เป็นพันธุ์ผักกาดขาวยักษ์ ไป๋เสี่ยวเสี่ยวบอกว่าผักชนิดนี้ต้นใหญ่เป็นพิเศษ แค่ใบเดียวก็ผัดได้กะละมังเบ้อเริ่ม แถมเวลาออกดอก กิ่งก้านของมันจะแผ่ขยายเหมือนต้นไม้เล็กๆ ดูสวยงามมาก
ภาชนะเพาะชำนี้ หรือจะเรียกว่าอุปกรณ์ไฮเทคอะไรก็สุดรู้ ภายในบรรจุสารลักษณะคล้ายเจลลี่ใส
ต้นกล้าเล็กๆ เหล่านี้เขียวขจีชุ่มฉ่ำ ใบอ่อนแต่ละใบคลี่ออก รากฝังลึกอยู่ในเนื้อเจล ดูเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
ซูเสี่ยวหม่านก้มลงสังเกตใกล้ๆ ก็พบว่าต้นกล้าเหล่านี้เติบโตดีผิดหูผิดตา ใบหนามันวาว ลำต้นแข็งแรงกว่าต้นกล้าทั่วไปมาก
โดยเฉพาะเมื่อเธอขยับเข้าไปใกล้ เธอสัมผัสถึงความคิดของพวกมันได้อย่างชัดเจน
"ว้าว ชอบที่นี่จัง อยากลงดินเร็วๆ แล้ว"
"ไหนๆ ขอดูหน่อย"
"อย่าเบียดสิ หัวฉันจะหลุดอยู่แล้วนะ"
...
เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังเซ็งแซ่จนซูเสี่ยวหม่านเริ่มปวดหัว
เธอนึกไม่ถึงว่าต้นกล้าพวกนี้จะ "พูด" ได้ แถมยังคุยเก่งกันขนาดนี้
เธอลองเอ่ยเสียงอ่อน "อย่าทะเลาะกันนะ อีกเดี๋ยวฉันจะพาพวกเธอไปลงดินตรงโน้นแล้ว"
ดูเหมือนพวกต้นกล้าจะฟังรู้เรื่อง ต่างพากันเงียบกริบทันที ใบไม้สั่นไหวระริกด้วยความตื่นเต้น ราวกับกำลังรอคอย "บ้านใหม่" อย่างใจจดใจจ่อ
ซูเสี่ยวหม่านหยิบพลั่วขนาดเล็กขึ้นมาเตรียมย้ายกล้า
พอตักต้นแรกขึ้นมา เจ้าต้นกล้าก็ตะโกนอย่างร่าเริง "เย้! ไปกันเลย ไปบ้านใหม่!"
ซูเสี่ยวหม่านอดอมยิ้มไม่ได้ ความรู้สึกนี้มันช่างวิเศษจริงๆ
เธอวางต้นกล้าลงในหลุม จัดลำต้นให้ตรง แล้วใช้มือกดดินรอบๆ ให้แน่น
พอเห็นเพื่อนได้ลงดิน ต้นกล้าอื่นๆ ก็เริ่มส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันอีกครั้ง
"ใกล้ถึงตาฉันแล้ว!"
"ฉันอยากอยู่ข้างต้นนั้น เราเป็นเพื่อนซี้กันนะ"
ซูเสี่ยวหม่านคอยตอบรับพวกมันอย่างใจเย็น พลางลงมือย้ายกล้าอย่างเป็นระบบ
ไม่นานนัก ต้นกล้าทั้งหมดในกระถางก็ถูกย้ายลงดินจนครบทุกต้น
ปลูกเสร็จแล้วก็ต้องรดน้ำ
ซูเสี่ยวหม่านผสมน้ำวิญญาณลงไปอีกหนึ่งหยดแล้วใช้กระบอกฉีดน้ำพ่นพรมลงไป
ทันทีที่ละอองน้ำเย็นฉ่ำโปรยปรายลงมา เหล่าต้นกล้าต่างส่งเสียง "อึกๆ" อย่างพึงพอใจ
"ว้าว สบายตัวจัง น้ำนี่หวานอร่อยชะมัด"
"ฉันอยากกินอีก"
ฟังเสียงของพวกมันแล้ว ซูเสี่ยวหม่านก็สุขใจ ต้นกล้าเหล่านี้ไม่ใช่พืชธรรมดา แต่เป็นเหมือนเหล่าภูตน้อยแสนซนชัดๆ
ซูเสี่ยวหม่านมองพื้นที่ว่างเปล่าริมคูน้ำแล้วรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย จำเป็นต้องล้อมรั้วเพื่อป้องกัน
แต่รั้วธรรมดาคงไม่คู่ควรกับภูตน้อยเหล่านี้ ขืนโดนสัตว์อื่นอย่างพวกไก่ที่ย่าเลี้ยงเข้ามาจิกกิน เธอคงร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือดแน่
"ถ้ามีค่ายกลป้องกันแปลงสมุนไพรวิญญาณก็คงดี จะได้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง"
ซูเสี่ยวหม่านได้แต่คิด เพราะของวิเศษแบบนั้นคงหายากน่าดู และเย่หลีเองตอนนี้ก็เป็นแค่คนธรรมดา คงไม่มีปัญญาหาของวิเศษแบบนั้นได้
ตัดภาพไปที่เย่หลี ตอนนี้เธอกำลังกอดผ้าห่มร้องไห้โฮ เธอเพิ่งถูกเถ่าแก่ไล่ออกเพียงเพราะทำขวดหยกแตก
ให้ตายเถอะ เธอไม่ได้เป็นคนทำแตกเสียหน่อย!
ยิ่งพูดยิ่งช้ำใจ น้ำตายิ่งไหลพราก เย่หลีทำได้เพียงซมซานกลับมาที่พัก
แต่ห้องนี้ก็อยู่ได้อีกไม่นาน สัญญากำลังจะหมดและเธอไม่มีหินวิญญาณจ่ายค่าเช่า คงโดนยึดคืนในเร็ววัน
ตอนนี้เธอทำได้แค่ระบายความอัดอั้นตันใจให้ซูเสี่ยวหม่านฟัง ในโลกบำเพ็ญเพียรแห่งนี้ ใครๆ ก็เป็นขาใหญ่ที่เธอแตะต้องไม่ได้
ซูเสี่ยวหม่านส่งอัญมณีให้เธออีกเม็ด พร้อมกับส่งอาหารอร่อยๆ ไปปลอบใจอีกเพียบ
"เอาล่ะ อย่าเศร้าไปเลย ฮึดสู้แล้วพยายามกันใหม่นะ"
เย่หลีหยิบอาหารออกมานั่งกินไปพลางตอบข้อความไปพลาง
"ขอบใจนะเสี่ยวหม่าน การได้มาเจอเธอนี่เป็นโชคดีที่สุดของฉันเลย"
หลังจากกินอิ่มและเก็บกวาดเรียบร้อย เย่หลีก็เตรียมตัวออกไปหางานทำอีกครั้ง
ถ้ายังหางานไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องไปเสี่ยงดวงในหุบเขา เผื่อจะฟลุ๊กขุดเจอสมุนไพรวิญญาณอีกสักต้น
"จี๊ดๆๆ..."
เย่หลีชะงัก เธอคุ้นเคยกับเสียงนี้ดี
เธอคว้ากิ่งไม้แถวนั้นขว้างใส่เจ้าหนูตัวน้อย แต่น่าเสียดายที่พลาดเป้าอีกตามเคย
"เจ้าหัวขโมยตัวจิ๋ว ยังคิดจะมาขโมยอัญมณีของฉันอีกเหรอ"
เย่หลียิ้มเยาะ พลางชูอัญมณีในถุงขึ้นมาอวด
"ของอยู่นี่จ้ะ ขโมยไม่ได้หรอก แบร่!"
เจ้าหนูน้อยยืนสองขาอยู่มุมห้อง ส่งเสียงร้องจี๊ดๆ สองที ดวงตากลมโตสีดำขลับจ้องเขม็งไปที่อัญมณีในมือเย่หลี แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เย่หลีเห็นท่าทางนั้นก็เริ่มเอะใจ จึงแกล้งถาม "เจ้าตัวเล็ก อยากได้เจ้านี่ขนาดนั้น มันมีประโยชน์อะไรกับแกหรือไง"
เจ้าหนูดูเหมือนจะฟังรู้เรื่อง มันพยักหน้าหงึกหงักตอบรับทันที
"ฟิ้ว..."
จู่ๆ เจ้าหนูก็พุ่งตัวเข้าใส่ เย่หลีกำอัญมณีแน่นโดยสัญชาตญาณ กำลังจะไล่ตะเพิด แต่มันกลับเบรกเอี๊ยดหยุดลงตรงเท้าเธอ
แล้วเอาหัวถูไถรองเท้าเธอเบาๆ ส่งเสียงร้องอ้อนราวกับจะผูกมิตร
เย่หลีประหลาดใจเล็กน้อย เธอนั่งยองๆ ลงพิจารณามันใกล้ๆ
ขนของมันเป็นมันขลับ หูแหลมตั้ง หน้าตาดูฉลาดเฉลียวและน่ารักน่าชัง
เธออดใจไม่ไหวใช้นิ้วจิ้มๆ ลูบๆ หัวมันเบาๆ เจ้าหนูไม่เพียงไม่หนี แต่ยังหรี่ตาเคลิ้มอย่างสบายใจ
"เห็นว่าแสนรู้หรอกนะ งั้นมาอยู่ด้วยกันไหม ต่อไปรับรองมีของดีกินไม่อั้น" เย่หลีเอ่ยยิ้มๆ
เจ้าหนูเหมือนจะเข้าใจคำสัญญา มันกระโดดเกาะแขนเธอทันที แล้วงับเข้าที่ข้อมืออย่างจัง
"โอ๊ย!"
เย่หลีสะดุ้งโหยง หนูตัวนี้จะมีเชื้อโรคไหมเนี่ย? เธอจะตายเพราะกาฬโรคไหม?
ทันใดนั้น แสงสว่างวาบก็พวยพุ่งออกมาจากบาดแผล ถักทอเป็นเส้นไหมแสงห่อหุ้มทั้งเย่หลีและเจ้าหนูเอาไว้
เย่หลีสัมผัสได้เพียงกระแสความอบอุ่นที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย ผ่านบาดแผลนั้น ข้อมูลสายหนึ่งหลั่งไหลเข้ามาในสมอง
นี่คือพิธีกรรมทำพันธสัญญาโบราณ
ตัวจริงของเจ้าหนูนี้ไม่ใช่หนูวิญญาณธรรมดา แต่เป็นทายาทของสัตว์เทพโบราณ "ตี้ทิง"
ตี้ทิงมีความสามารถในการแยกแยะความจริงเท็จของสรรพสิ่งและล่วงรู้ความลับฟ้าดิน
แม้สายเลือดจะเจือจางลงตามกาลเวลา แต่เจ้าหนูตัวนี้โชคดีที่ได้รับพรสวรรค์พิเศษบางอย่างตกทอดมา
เช่น การค้นหาสมบัติและการสื่อสารทางจิต
เมื่อแสงสว่างจางหายไป สายใยที่มองไม่เห็นก็ก่อตัวขึ้นเชื่อมโยงระหว่างเย่หลีกับเจ้าหนู
เจ้าตัวเล็กส่งเสียงร้องจี๊ดๆ สองครั้ง เอาหัวถูไถแขนเย่หลีอย่างออดอ้อน
"เจ้าตัวแสบ ที่แท้ก็มีภูมิหลังไม่ธรรมดา ในเมื่อทำสัญญากันแล้ว ต่อไปเราต้องดูแลกันและกันนะ"
เย่หลีทั้งประหลาดใจและดีใจ เธอหยิบอัญมณีออกมาป้อนให้มันกิน
เจ้าหนูเองก็ตื่นเต้น เจ้านายคนนี้ใจดีชะมัด ป้อนพลังงานล้ำค่าให้มันอีกแล้ว
เย่หลีสัมผัสได้ถึงความปีติยินดีของเจ้าหนู ทำให้เธอพลอยมีความสุขไปด้วย
อัญมณีนี้เป็นตัวนำโชคจริงๆ สงสัยเธอต้องเตรียมสำรองไว้เยอะๆ แล้ว ไม่รู้ว่าเสี่ยวหม่านยังพอมีเหลืออีกไหม
"แกมีความรู้ความเข้าใจมากขนาดนี้ งั้นต่อไปฉันจะเรียกแกว่่า 'หลิงหลิง' ก็แล้วกัน" เย่หลีพูดอย่างอารมณ์ดี
หลิงหลิงดูจะพอใจกับชื่อนี้มาก มันส่งเสียงร้องตอบรับอย่างร่าเริง