- หน้าแรก
- นอนรวยข้ามมิติ
- บทที่ 13 ได้สถานที่แปรรูปแล้ว
บทที่ 13 ได้สถานที่แปรรูปแล้ว
บทที่ 13 ได้สถานที่แปรรูปแล้ว
บทที่ 13 ได้สถานที่แปรรูปแล้ว
เมื่อทั้งคู่กลับถึงบ้านจึงได้รู้ว่าคุณย่ามารออยู่ก่อนแล้ว
หญิงชรานั่งอยู่บนตั่งเตี้ยกลางลานบ้าน ตรงหน้ามีตะกร้าไม้ไผ่ที่อัดแน่นไปด้วยผักสดซึ่งเพิ่งเก็บมาจากสวนหลังบ้าน
เมื่อเห็นหลานๆ กลับมา นางก็วางมือจากการคัดผักแล้วเอ่ยทักด้วยรอยยิ้ม "เสี่ยวหม่าน โจวหยาง การเจรจาเรื่องสวนผลไม้เป็นอย่างไรบ้างลูก"
ซูเสี่ยวหม่านรีบเดินเข้าไปหาผู้เป็นย่าแล้วนั่งยองๆ ลงข้างกาย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"คุณย่าคะ เราตกลงกับลุงซุนและลุงหวังเรียบร้อยแล้วค่ะ ทั้งราคาและเงื่อนไขต่างๆ ตกลงกันได้ลงตัว ตอนนี้เซ็นสัญญากันแล้วด้วย เหลือแค่หาสถานที่เหมาะๆ สำหรับทำโรงงานแปรรูป คุณย่าพอจะได้ความเรื่องนี้บ้างไหมคะ"
หญิงชราหัวเราะร่า "ระดับย่าออกโรงเองมีหรือจะไม่สำเร็จ ผู้ใหญ่บ้านตกลงให้พวกเราเช่าห้าปี คิดค่าเช่าแค่ปีละห้าพันหยวนเท่านั้น"
ราคานี้ถูกแสนถูก พื้นที่กว้างขวางขนาดนั้นแต่ค่าเช่าตกเดือนละไม่ถึงห้าร้อยหยวน แทบไม่ต่างอะไรกับให้เปล่า
ซูเสี่ยวหม่านและโจวหยางกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
ซูเสี่ยวหม่านกุมมือย่าไว้แน่น "คุณย่า ขอบคุณมากนะคะ ถ้าไม่ได้ย่า เรื่องคงไม่ราบรื่นขนาดนี้"
โจวหยางที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็กล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจเช่นกัน "ขอบคุณครับคุณย่าซู ย่าช่วยพวกเราได้มากจริงๆ"
"พวกเธอไปเซ็นสัญญากับผู้ใหญ่บ้านได้เลย แต่โรงงานนั่นเก่าหน่อยนะ ต้องปรับปรุงกันยกใหญ่ ค่าใช้จ่ายคงไม่ใช่น้อยๆ"
ซูเสี่ยวหม่านและโจวหยางตอบรับอย่างมั่นใจ "คุณย่าวางใจเถอะครับ เรื่องนี้ปล่อยเป็นหน้าที่ของพวกเราเอง"
วันนั้นทั้งสองคนรีบไปเซ็นสัญญาเช่ากับทางหมู่บ้านทันที
เมื่อมองดูกระดาษแผ่นบางในมือ ทั้งคู่ก็หันมายิ้มให้กัน ทุกอย่างพร้อมแล้ว พวกเขาจะได้เริ่มต้นสักที
สภาพโรงงานทรุดโทรมอย่างที่ย่าว่าจริงๆ กาลเวลาทำให้ปูนฉาบผนังหลุดร่อนเป็นแผ่นเผยให้เห็นอิฐด้านใน พื้นก็ขรุขระแถมบางจุดยังมีน้ำขัง
โจวหยางเอ่ยขึ้น "เสี่ยวหม่าน งานปรับปรุงนี่ยากกว่าที่คิดนะ เราต้องวางแผนกันให้ละเอียดหน่อย"
ซูเสี่ยวหม่านเดินสำรวจทั้งภายในและภายนอก "ซ่อมหลังคาก่อนเลย ไม่งั้นถ้าฝนตก เครื่องจักรกับวัตถุดิบข้างในพังหมดแน่ ผนังต้องทาสีใหม่ พื้นก็ต้องปรับระดับ อ้อ... แล้วก็ต้องวางผังตั้งเครื่องจักรให้ดีด้วย"
ทั้งสองเดินวนสำรวจโรงงานอยู่หลายรอบ จดบันทึกจุดที่ต้องซ่อมแซมและประเมินเนื้องานอย่างละเอียด พอกลับถึงบ้านก็เริ่มทำงบประมาณการปรับปรุงทันที
โจวหยางรับหน้าที่ติดต่อช่างและร้านวัสดุก่อสร้างเพื่อสอบถามราคา ส่วนซูเสี่ยวหม่านคอยจดบันทึกและเช็กราคาในอินเทอร์เน็ตเพื่อเปรียบเทียบหาทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด
พอสรุปตัวเลขเบื้องต้นออกมา แค่ค่าซ่อมหลังคา ทำผนัง ปรับพื้น เดินน้ำเดินไฟใหม่ ก็ปาเข้าไปไม่ใช่น้อย เกินงบที่ตั้งไว้ตอนแรกไปไกลโข
"นี่แทบจะเหมือนสร้างใหม่เลยนะ" ซูเสี่ยวหม่านกัดริมฝีปาก คิ้วขมวดมุ่น "ถ้าปรับปรุงไม่ทัน แผนงานเราต้องเลื่อนออกไปแน่ๆ"
ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนเป็นช่วงที่ผลไม้ออกผลดกที่สุด เหมาะแก่การทำผลไม้แปรรูปที่สุด หากพลาดช่วงเวลานี้ไปคงน่าเสียดายแย่
โจวหยางหยิบบัตรธนาคารออกมา "เงินลงทุนก้อนแรกจำเป็นมาก ฉันมีอยู่สองแสนหยวน เอามาใช้ก่อนเถอะ"
ซูเสี่ยวหม่านพยักหน้าและหยิบบัตรออกมาเช่นกัน นี่เป็นสิ่งที่ตกลงกันไว้แล้วว่าแต่ละคนจะลงเงินคนละส่วนและทำบัญชีไว้อย่างชัดเจน
ซูเสี่ยวหม่านแอบคิดในใจว่า ในอนาคตการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มคงต้องเน้นแลกเปลี่ยนเป็นเงินหยวนให้มากขึ้น
ระหว่างมื้อเย็น ย่าหยิบบัตรธนาคารออกมาวาง
"เสี่ยวหม่าน จะเริ่มทำธุรกิจต้องใช้เงินทุน เอาเงินก้อนนี้ไปใช้เถอะลูก ย่าช่วยแรงไม่ได้มาก ก็สนับสนุนเงินได้นิดหน่อย"
ซูเสี่ยวหม่านมองบัตรที่ย่ายื่นให้ ขอบตาพลันร้อนผ่าว
ย่าใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัสถ์มาตลอดหลายปี เงินในบัตรนี้คือเงินเกษียณที่ย่าเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต
เธอรีบปฏิเสธทันควัน "คุณย่า ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ ย่าเก็บเงินนี้ไว้ใช้ยามแก่เถอะ หนูรับไว้ไม่ได้จริงๆ"
หญิงชรายัดบัตรใส่มือหลานสาวอย่างหนักแน่นพลางกล่าวด้วยความเอ็นดู "เด็กโง่ ย่าแก่ป่านนี้จะเอาเงินเยอะแยะไปทำอะไร หลานกับโจวหยางจะสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นเรื่องดี ย่าเชื่อว่าพวกเธอต้องทำสำเร็จ อีกอย่างย่ากินใช้น้อย ไว้หลานหาเงินได้แล้วค่อยเอามาคืนย่าก็ได้"
"แต่ย่าคะ นี่มันเงินเกษียณของย่านะ หนูจะกล้าใช้ได้ยังไง"
ผู้เป็นย่าแกล้งทำหน้าดุ "ถ้าไม่รับแสดงว่าไม่เห็นย่าเป็นคนในครอบครัว ย่าเลี้ยงเรามาแต่เล็กจนโต ก็หวังอยากเห็นเราได้ดิบได้ดี ตอนนี้มีโอกาสทำธุรกิจ ย่าก็ดีใจที่พอจะช่วยอะไรได้บ้าง"
ซูเสี่ยวหม่านตื้นตันจนพูดไม่ออก เธอเสียงเครือขณะเอ่ย "คุณย่า... งั้นหนูขอรับไว้ก่อนนะคะ ย่าวางใจได้เลย พวกหนูจะตั้งใจทำงานรีบหาเงินมาคืนย่าให้เร็วที่สุด จะไม่ทำให้ย่าผิดหวังแน่นอน"
ย่าหัวเราะเบาๆ "เรื่องคืนเงินไม่รีบหรอก ไว้กำไรแล้วค่อยว่ากัน"
"คืนเงินอะไรกัน? เสี่ยวหม่านยังขาดเงินอีกเท่าไหร่"
เสียงหนึ่งดังมาจากหน้าประตู ซูเสี่ยวหม่านหันไปเห็นลุงใหญ่กับอาเล็กเดินเข้ามา
ซูเจี้ยนเย่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเป็นห่วง สายตาเหลือบไปเห็นบัตรในมือซูเสี่ยวหม่านก็พอจะเดาเรื่องราวได้ เขาหยิบบัตรธนาคารออกมาส่งให้หลานสาว "เสี่ยวหม่าน ลุงได้ยินว่าหลานกับโจวหยางจะทำธุรกิจ ดีมากเลย! ถ้าติดขัดเรื่องเงินทำไมไม่บอกลุง ถึงลุงจะไม่มีเงินมาก แต่ก็พอช่วยได้บ้าง"
ซูเจี้ยนลี่เองก็รีบล้วงบัตรออกมาเช่นกัน
"ใช่แล้วเสี่ยวหม่าน พ่อแม่เราจากไปเร็ว เป็นหน้าที่ของลุงกับอาที่ต้องดูแลเรา เงินในนี้มีไม่มาก รับไปใช้เถอะ อย่าเกรงใจเลย"
ซูเสี่ยวหม่านน้ำตาคลอเบ้า เธอรีบดันบัตรคืนกลับไปพลางกล่าวขอบคุณ
"ลุงใหญ่ อาเล็ก หนูรู้ว่าทุกคนเป็นห่วง แต่หนูรับไว้ไม่ได้จริงๆ ค่ะ กว่าลุงกับอาจะหาเงินมาได้ก็เหนื่อยยาก ตอนนี้ย่าก็ช่วยหนูแล้ว ปัญหาเรื่องเงินคลี่คลายแล้วค่ะ รบกวนลุงกับอาไม่ได้แล้วจริงๆ"
ซูเจี้ยนเย่ขมวดคิ้วแสร้งทำเสียงดุ "เสี่ยวหม่าน พูดอะไรแบบนั้น เราเป็นครอบครัวเดียวกัน หลานลำบากแล้วถ้าพวกลุงไม่ช่วยจะเป็นครอบครัวได้ยังไง รับไปซะ!"
ซูเจี้ยนลี่เสริม "เด็กคนนี้นี่ ดื้อจริง ทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย มีทุนสำรองไว้อุ่นใจกว่า ถ้าไม่รับแสดงว่าไม่เห็นพวกเราเป็นญาติพี่น้องสินะ"
ซูเสี่ยวหม่านซาบซึ้งใจอย่างที่สุด แต่ยังคงยืนกราน
"ลุงใหญ่ อาเล็ก ไม่ต้องจริงๆ ค่ะ น้ำใจครั้งนี้หนูจะจดจำไว้ ถ้าธุรกิจไปได้ดีแล้วหนูยังต้องการความช่วยเหลือ หนูจะไม่เกรงใจแน่นอน"
สองพี่น้องมองหน้ากัน แววตามีทั้งความจนใจและความโล่งใจ
ซูเจี้ยนเย่ตบไหล่หลานสาวเบาๆ "เอาเถอะ ในเมื่อหลานยืนยันขนาดนี้ ลุงก็จะไม่บังคับ แต่ถ้าเจอเรื่องอะไรที่แก้ไม่ได้ ต้องบอกลุงกับอานะ เข้าใจไหม"
ซูเสี่ยวหม่านพยักหน้าแรงๆ "รับทราบค่ะ ขอบคุณลุงใหญ่กับอาเล็กมากนะคะ หนูจะไม่ลืมพระคุณเลย"