- หน้าแรก
- ภารกิจป่วน กวนใจน้องชายท่านผู้กล้า
- บทที่ 28: ท่านประธานแห่งตระกูลเศรษฐี 【05】
บทที่ 28: ท่านประธานแห่งตระกูลเศรษฐี 【05】
บทที่ 28: ท่านประธานแห่งตระกูลเศรษฐี 【05】
บทที่ 28: ท่านประธานแห่งตระกูลเศรษฐี 【05】
นับตั้งแต่ได้เห็นคลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่ตนแกล้งล้มที่บ้านคุณปู่ เหอเจินก็ไม่กล้าใช้อุบายตื้นเขินพรรค์นั้นใส่ร้ายเหออันถิงอีก
ทว่าเหอเจินยังไม่ยอมถอดใจ แม้จะเป็นไปไม่ได้ที่จะญาติดีกับเหออันถิงอย่างสงบสุข แต่จะให้ลงมือโหดเหี้ยมกับเด็กน้อยวัยไม่กี่ขวบ เขาก็ทำไม่ลงเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงเริ่มปฏิบัติการล้างสมองอีกฝ่าย
"นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเป็นอาเล็กของฉัน? นายรู้หรือเปล่าว่าอาเล็กคืออะไร?"
เหออันถิงผู้พยายามเคี่ยวเข็ญให้เหอเจินเรียกตนว่าอาเล็กมาโดยตลอดแต่ไม่เคยสำเร็จ ลองครุ่นคิดอย่างจริงจังครู่หนึ่งก่อนตอบเสียงฉะฉาน "อาเล็กก็คืออาเล็กไงล่ะ!"
เหอเจินแย้ง "อาเล็กก็คือผู้หลักผู้ใหญ่ หมายความว่านายเป็นผู้ใหญ่กว่าฉัน เหมือนที่พ่อ แม่ คุณปู่ คุณย่าเป็นผู้ใหญ่ นายต้องทำดีกับฉัน ตามใจฉัน อยากได้อะไรก็ต้องหามาประเคนให้!"
เหออันถิงหวนนึกถึงตอนที่เหอเจินอ้อนขอของจากพี่ชายใหญ่ ดูเหมือนพี่ชายใหญ่จะไม่เคยปฏิเสธเลยสักครั้ง เขาจึงพยักหน้าหงึกหงัก "งั้น... งั้นเสี่ยวเจินอยากได้อะไรล่ะ?"
เหอเจินหัวเราะคิกคัก "อย่างแรก นายต้องเอารถรบแปลงร่างสุดหวงของนายมาให้ฉันก่อน แล้วฉันถึงจะยอมเรียกว่าอาเล็ก!"
เหออันถิงขมวดคิ้วเล็กๆ จนใบหน้ายับยู่ แก้มยุ้ยๆ ที่เต็มไปด้วยเบบี้แฟตย่นเข้าหากัน ฝั่งหนึ่งคือสิ่งล่อใจที่จะได้ยินเพื่อนเล่นตัวน้อยเรียกตนว่าอา อีกฝั่งคือรถรบแปลงร่างสุดที่รัก เขาลังเลอยู่นานก่อนจะตัดใจพูดว่า "นายต้องเรียกก่อน ฉันถึงจะให้!"
เหอเจินปฏิเสธทันควัน "ไม่เอา! ฉันจะรู้ได้ยังไงว่านายไม่ได้หลอกให้ฉันเรียกเก้อ? ถ้าฉันเรียกแล้วนายไม่ให้ของ ฉันก็ขาดทุนแย่น่ะสิ เอารถมาให้ก่อนดีกว่า ถ้าฉันไม่เรียก นายค่อยแย่งรถคืนไปก็ได้นี่นา"
เหออันถิงไตร่ตรองดูแล้วเห็นว่าคำพูดของเหอเจินมีเหตุผล จึงวิ่งดุ๊กดิ๊กไปหยิบรถรบแปลงร่างคันโปรดมาส่งให้เหอเจินด้วยสีหน้าปวดใจและอาลัยอาวรณ์สุดขีด "อะ นี่!"
เมื่อเห็นสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวบนใบหน้าจิ้มลิ้มของเหออันถิง เหอเจินก็รู้สึกเจริญอาหารขึ้นมาทันตา เห็นทีกลางวันวันนี้คงกินข้าวได้ถึงสามชาม!
เหอเจินไม่ได้คิดจะเบี้ยวสัญญา เขาเอ่ยปากเรียกอย่างฉะฉาน "อาเล็ก!"
น้ำเสียงนั้นหวานเจี๊ยบ "อาเล็กครับ ผมอยากกินเค้กชิ้นเล็กของอา!"
ในชาติที่แล้ว ก่อนที่จะแตกหักกับเหออันถิง เขาเคยเรียกอีกฝ่ายว่าอาเล็กมานับครั้งไม่ถ้วน การกลับมาเรียกตอนนี้จึงไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังแฝงความรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ลึกๆ
เหออันถิงได้ยินคำว่า "อาเล็ก" ซ้ำๆ ก็ตัวลอยด้วยความปลื้มปริ่ม เขายืดอกขึ้น รู้สึกราวกับว่าตัวเองเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว!
แม้แต่ตอนที่เหอเจินได้คืบจะเอาศอก ขอกินเค้กที่เขาเองยังตัดใจกินไม่ลง เขาก็ยังตอบตกลงโดยไม่ลังเล "ได้เลย! เดี๋ยวอาเล็กไปหยิบมาให้นะ!"
แล้วเหออันถิงก็วิ่งปรู๊ดไปที่ตู้เย็นอย่างร่าเริงเพื่อหยิบเค้ก
ด้วยความที่เค้กมีปริมาณน้ำตาลสูง เด็กทั้งสองจึงถูกจำกัดให้กินได้แค่สัปดาห์ละสองชิ้นเท่านั้น
เหอเจินนั้นอดใจไม่ค่อยอยู่ โควตาเค้กประจำสัปดาห์มักจะถูกฟาดเรียบตั้งแต่วันต้นสัปดาห์ ส่วนเหออันถิงมีความยับยั้งชั่งใจมากกว่า เขาจัดสรรตารางให้ตัวเองกินชิ้นหนึ่งในวันจันทร์ และอีกชิ้นในวันพฤหัสบดี จะได้ไม่ต้องอดทนรออยากกินนานหลายวัน
วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีพอดี เชฟขนมหวานได้เตรียมเค้กที่เหออันถิงอยากกินแช่เย็นไว้ล่วงหน้า เดิมทีเหออันถิงตั้งใจจะรอทานตอนช่วงจิบน้ำชายามบ่าย แต่นึกไม่ถึงว่าเหอเจินจะเล็งเค้กชิ้นนี้ไว้ตั้งนานแล้ว...
ทันทีที่เปิดตู้เย็นและเห็นเค้กหน้าตาน่าทาน เหออันถิงก็กลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ไม่มีเด็กคนไหนต้านทานความเย้ายวนของขนมหวานแสนน่ารักแบบนี้ได้ แต่เมื่อนึกถึงหลานชายตัวน้อยที่กำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ เหออันถิงในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่จึงเขย่งปลายเท้าหยิบเค้กออกมาส่งให้เหอเจิน
เหอเจินตักเค้กเข้าปากอย่างมีความสุข ไม่รู้ทำไมทั้งที่ชาติก่อนเขาไม่ใช่คนชอบกินของหวานขนาดนั้น แต่พอได้กลับมาเป็นเด็กในชาตินี้ เขากลับโหยหาของหวานเป็นพิเศษ
ยิ่งตอนนี้มีเหออันถิงยืนกลืนน้ำลายมองตาละห้อยอยู่ข้างๆ เหอเจินก็ยิ่งรู้สึกว่าเค้กในปากหวานล้ำกว่าเดิมหลายเท่า!
เหอเจินถึงกับบรรยายรสสัมผัสออกมาขณะเคี้ยวตุ้ยๆ "อาเล็ก ฝีมือเชฟบ้านเรานี่สุดยอดจริงๆ เค้กสตรอว์เบอร์รีนี่เนื้อเนียนละเอียด รสชาติดีมาก ครีมก็หวานกำลังดีไม่เลี่ยนเลย ไส้แยมสตรอว์เบอร์รีข้างในก็กวนเองมีเนื้อผลไม้ผสมด้วย กัดคำเดียวฟินสุดๆ! สตรอว์เบอร์รีลูกโตที่ประดับอยู่ก็สดใหม่ ราดไวท์ช็อกโกแลตลงไปหน่อย รสชาติทั้งหวานทั้งกรอบ!"
เหออันถิงยืนฟังตาค้างด้วยความทึ่ง เด็กที่ยังไม่เข้าโรงเรียนอย่างเขา เวลากินเค้กก็ได้แต่พูดว่า "ว้าว! อร่อยจัง!" นึกไม่ถึงว่าเสี่ยวเจินชิมแล้วจะบรรยายได้เป็นฉากๆ ขนาดนี้ เล่นเอาเขาน้ำลายสอจนห้ามไม่อยู่
"เสี่ยวเจิน อาอยากกินเค้กสตรอว์เบอร์รีบ้างจัง ขอกินหน่อยได้ไหม?"
"เฮ้อ เห็นแก่ที่นายทำหน้าตาน่าสงสาร แบ่งให้ครึ่งหนึ่งก็ได้!"
หยวนเจียเลิกงานกลับมาถึงบ้านเร็วกว่าปกติ เขาเห็นเหอเจินนั่งขัดสมาธิพิงขาโซฟาดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่นกว้างใหญ่ ท่าทางวางก้ามราวกับนายน้อย ก่อนจะตะโกนสั่งเสียงดัง "อาเล็ก ผมหิวน้ำ!"
เหออันถิงที่นั่งอ่านการ์ตูนอยู่ข้างๆ รีบลุกกุลีกุจอไปรินน้ำมาให้คุณชายน้อยเหอเจินทันที
เหอเจินรับแก้วน้ำจากมือเหออันถิง จิบไปแค่อึกเดียวก็วางแก้วลง ดูท่าทางไม่ได้หิวน้ำเหมือนที่ปากพูดสักนิด เขาออกคำสั่งกับเหออันถิงอีกรอบ "อาเล็ก ผมจะอ่านการ์ตูนเล่มนั้น!"
เหออันถิงลังเล "เสี่ยวเจิน อาเล็กยังอ่านไม่จบเลย รออาอ่านจบก่อนค่อยเอาไปได้ไหม?"
เหอเจินแย้ง "ไม่เอา จะอ่านเดี๋ยวนี้! นายเป็นอาเล็กของฉัน นายต้องเสียสละให้ฉันสิ!"
"งั้น... งั้นก็ได้!" เหออันถิงหยิบการ์ตูนที่อ่านค้างไว้ครึ่งเล่มส่งให้เหอเจินอย่างเสียดาย
เมื่อเห็นเหอเจินโขกสับเหออันถิงเช่นนี้ เดิมทีหยวนเจียคิดจะเอ่ยปากเตือน เขารู้ดีว่าเหอเจินมีความคับแค้นใจต่อเหออันถิง แต่หากปล่อยให้เหอเจินตั้งแง่รังแกเหออันถิงต่อไปเรื่อยๆ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่คงพังทลายในที่สุด เขาเกรงว่าก่อนที่ไป๋เฉียวจะปรากฏตัว อาหลานคู่นี้คงแตกหักกันไปเสียก่อน
ทว่าผิดคาด ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากอบรมเหอเจิน จู่ๆ เหออันถิงก็พูดขึ้นว่า "เสี่ยวเจิน อาเล็กยังอ่านไม่จบ งั้นเรามาอ่านด้วยกันไหม?"
เหอเจินตอบ "ก็ได้"
ภาพเด็กสองคนสุมหัวอ่านการ์ตูนเล่มเดียวกัน โดยมีเสียงบ่นงุ้งงิ้งด้วยน้ำเสียงน้ำนมของเหอเจินลอดออกมาเป็นระยะ ทำให้หยวนเจียอดอมยิ้มไม่ได้และปัดความคิดที่จะเข้าไปแทรกแซงทิ้งไป
แม้คนที่กลับชาติมาเกิดนอกเหนือพล็อตเรื่องในครั้งนี้จะเป็นลูกชายของเขา แต่หยวนเจียก็ไม่ได้มีอคติกับเหอเจินที่กลับมาเกิดใหม่ และยังคงรักใคร่เอ็นดูเหมือนลูกแท้ๆ
หยวนเจียย่อมไม่อยากให้ลูกชายมีความคิดสุดโต่งจนถลำลึกสู่เส้นทางตัวร้าย เหออันถิงและไป๋เฉียวคือปมในใจของเหอเจิน เขาอยากให้เหอเจินคลายปมเหล่านั้น ก้าวข้ามเงามืดในอดีตและเริ่มต้นชีวิตใหม่
นั่นคือเหตุผลที่หยวนเจียปล่อยให้เหออันถิงเป็นฝ่ายเข้าหาและสร้างสายใยผูกพัน ไม่ว่าความสัมพันธ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อให้เหอเจินมองเห็นว่าเหออันถิงตัวน้อยในปัจจุบัน กับเหออันถิงในชาติก่อนเป็นคนละคนกัน ให้เขาตระหนักว่าตนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว!
ตอนนี้เมื่อเห็นเด็กทั้งสองเข้ากันได้ดี เหอเจินก็ค่อยๆ ก้าวผ่านเรื่องราวในใจไปทีละนิด
แม้เหอเจินจะชอบวางอำนาจใส่อาเล็กของเขา แต่เหออันถิงเองก็ดูจะชอบดูแลหลานชายตัวน้อยอยู่ไม่น้อย คนหนึ่งเต็มใจให้ อีกคนเต็มใจรับ ความสัมพันธ์จึงแน่นแฟ้นกลมเกลียวขึ้น หยวนเจียย่อมไม่มีเหตุผลต้องเข้าไปห้ามปราม
ในสายตาคนอื่น นี่เป็นเพียงการละเล่นตามประสาเด็กที่เข้ากันได้ดี พ่อเฒ่าเหอเห็นฉากนี้เข้าก็ยังเอ่ยชมว่าเหออันถิงวางตัวสมเป็นคุณอา รู้จักดูแลหลาน
เหออันถิงยืดอกภูมิใจ!
ทว่าหลิวเจิน แม่ของเหออันถิงกลับรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก ลูกชายของเธอมีศักดิ์ที่สูงกว่า แถมอายุยังมากกว่าเหอเจินตั้งสองสามปี ทำไมลูกเธอต้องยอมลงให้เหอเจินไปซะทุกเรื่อง?
หลิวเจินไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าแสดงออก เธอได้แต่แอบเตือนลูกชายเงียบๆ "อันถิง อย่าโง่ให้เหอเจินเรียกใช้สิลูก! หนูเป็นถึงนายน้อยตระกูลเหอ ทำไมต้องไปยอมให้หลานสั่งด้วย?"
เหออันถิงทำหน้างง "แม่ครับ ผมไม่ได้โดนใช้สักหน่อย! ผมเป็นอาของเสี่ยวเจิน เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องดูแลเด็กสิครับ!"
หลิวเจินกัดฟันกรอด "ผู้ใหญ่อะไรกัน? ลูกโตกว่าเหอเจินไม่กี่ปีเอง! ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก!"
แต่เหออันถิงที่เพิ่งจะเริ่มเรียนรู้ความรับผิดชอบและความปรารถนาที่จะดูแลคนอื่นกลับไม่เต็มใจนัก เขาเห็นสีหน้าบึ้งตึงของแม่ สุดท้ายจึงไม่กล้าพูดสิ่งที่คิดออกไป
อันที่จริงเขาชอบดูแลเสี่ยวเจินมาก เขาชอบความรู้สึกของการเป็นผู้ใหญ่และเป็นที่ต้องการ มันทำให้เขารู้สึกรับผิดชอบ ราวกับว่าเขาโตขึ้นและได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ให้แบกรับภาระอันยิ่งใหญ่!
ต่อมา หลิวเจินเห็นลูกชายยังคงวิ่งตามต้อยๆ คอยดูแลเหอเจิน แม้พักหลังเหอเจินจะเลิกสั่งการแล้ว แต่เหออันถิงก็ยังขยันเข้าหาและคอยดูแลเหอเจินอยู่ดี ซึ่งนั่นขัดใจหลิวเจินอย่างยิ่ง
เธอจึงเสนอให้พ่อเฒ่าเหอส่งเหออันถิงไปโรงเรียนอนุบาล เพื่อหวังจะจับแยกเหออันถิงออกจากเหอเจิน
ผิดคาด เมื่อพ่อเฒ่าเหอได้ฟังกลับพยักหน้าเห็นดีด้วย "ให้อันถิงไปโรงเรียนอนุบาลก็ดีเหมือนกัน จะได้เจอเพื่อนรุ่นเดียวกันบ้าง... ประจวบเหมาะให้เสี่ยวเจินไปเรียนด้วยเลย ให้เรียนชั้นเตรียมอนุบาล ส่วนอันถิงเรียนชั้นอนุบาล... จะได้ให้อันถิงช่วยดูแลเสี่ยวเจินหน่อย!"
กลายเป็นว่าลูกชายเธอต้องไปดูแลเหอเจินอีกแล้ว!
หลิวเจินแอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแต่ไม่กล้าคัดค้าน
พ่อเฒ่าเหอไม่ได้รับรู้ความไม่พอใจของภรรยา ในมุมมองของเขา ลูกคนโตดูแลลูกคนเล็กเป็นเรื่องสมควร และลูกคนเล็กในฐานะอาดูแลหลานก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องเช่นกัน!
ที่เรียกว่า 'ดูแล' เอาเข้าจริงก็มีพี่เลี้ยงและบอดี้การ์ดคอยประกบอยู่แล้ว เด็กตัวแค่นั้นจะไปดูแลใครได้จริงจัง? ก็แค่ให้เด็กสองคนไปเป็นเพื่อนเล่นกันเท่านั้นเอง!
หยวนเจียเคลียร์คิวงานช่วงเช้าเพื่อพาเหออันถิงและเหอเจินไปส่งโรงเรียนด้วยตัวเอง
พอรู้ว่าจะได้ไปโรงเรียนอนุบาลพร้อมกับเหอเจิน เหออันถิงก็ไม่มีท่าทีต่อต้านแม้แต่น้อย เขากลับตื่นเต้นที่จะได้ไปหาเพื่อนใหม่ที่โรงเรียนเสียด้วยซ้ำ
แต่เหอเจินกลับหน้าบึ้งตึง "ผมขอคัดค้าน! ผมไม่อยากไปโรงเรียนอนุบาล!" ที่นั่นมีแต่เด็กกะโปโล ใครจะอยากไปเล่นกับเด็กพวกนั้นกัน!
หยวนเจีย "..." ลืมไปแล้วหรือไงว่าตอนเล่นของเล่นเด็กกับเหออันถิงน่ะสนุกสุดเหวี่ยงแค่ไหน?
หยวนเจียหิ้วปีกเจ้าลูกชายตัวจ้อยจับยัดลงเบาะนั่งนิรภัยในรถ "คำคัดค้านตกไป! ไปโรงเรียนซะดีๆ!"
เหออันถิงทำตัวดีกว่าเหอเจินมาก ไม่ต้องรอให้หยวนเจียบอก เขาก็ปีนขึ้นรถไปนั่งเรียบร้อยด้วยตัวเอง