- หน้าแรก
- อัญเชิญอสูร พลิกโลกข้ามมิติด้วยระบบสุดโกง
- บทที่ 75 เพื่อหางนุ่มฟู
บทที่ 75 เพื่อหางนุ่มฟู
บทที่ 75 เพื่อหางนุ่มฟู
เจ้าต้าเสอคือมิวส์ผู้จุดประกายแรงบันดาลใจแรกเริ่มของฉินหมิง แต่การต้องเจอกันทุกวี่ทุกวัน แถมยังต้องเค้นไอเดียใหม่ๆ ออกมาตลอดแบบนี้ มันก็ต้องมีอาการสมองตันกันบ้างแหละ
ถึงปากจะไม่พูด แต่ในใจฉินหมิงเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายนิดหน่อยแล้ว ที่ผ่านมาก็อาศัยการลอกคราบเปลี่ยนร่างของต้าเสอที่เหมือนมีอะไรใหม่ๆ มาล่อตาล่อใจ คอยกระตุ้นความสนใจฉินหมิงให้เดินหน้าต่อเหมือนเอาม้าล่อหัวไชเท้า
แต่ตอนนี้ต้าเสอทะลวงระดับสำเร็จแล้ว ฉินหมิงที่หมดห่วงก็เริ่มมีความคิดอยากจะออกไปสเก็ตช์ภาพนอกสถานที่ มองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ดูบ้าง
ถือว่าโชคเข้าข้างแบบงงๆ เพราะภาพตรงหน้าดันมีนายแบบนางแบบให้เลือกสรรเยอะแยะเต็มไปหมด
ฉินหมิงไม่ได้เจอขุมทรัพย์ทางปัญญาที่อู้ฟู่ขนาดนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ!
เจ้าอินทรีเมฆพลังสายฟ้าตัวนั้นก็ดูเข้าท่า หน้าตาเด๋อด๋าดี
เสือดาววารีดั้นเมฆตัวนี้ก็น่ารักแฮะ แถมเป็นธาตุน้ำเหมือนกันด้วย
ช้างพงไพรที่มีจุดเด่นตรงงวงกับหู ก็วาดง่ายจับจุดได้ไม่ยาก
ส่วนมดเงินลายแถบตัวจิ๋ว แค่แต้มจุดหมึกดำๆ ลงไปสองสามจุด ก็น่าจะดูออกแล้วมั้ง...
สรุปสั้นๆ คือ พอฉินหมิงเลิกมองพวกมันในฐานะศัตรู จู่ๆ ก็รู้สึกว่าไอ้ก้อนขนพวกนี้น่ารักน่าเอ็นดูไปซะทุกตัว
พวกสัตว์อสูรมีประสาทสัมผัสรับรู้อารมณ์ของผู้อัญเชิญที่เฉียบไวมาก พอสัมผัสได้ถึงเจตนาดีที่ฉินหมิงแผ่ออกมาอย่างไม่ปิดบัง กองทัพสัตว์อสูรก็เริ่มสงบลง ยอมให้ฉินหมิงจ้องมองสำรวจได้ตามใจชอบ
ฉินหมิงในวันนี้ไม่ใช่ไก่อ่อนคนเดิมอีกต่อไป เพื่อที่จะรังสรรค์ผลงานระดับมาสเตอร์พีซตามที่สัญญาไว้กับเข่อต๋า เขาได้ก้าวข้ามอุปสรรคสุดหินในการวาดภาพอย่าง 'การวาดขน' ไปเรียบร้อยแล้ว
เคล็ดลับก็คือ... ต้องรู้จัก ‘ตัดทอนรายละเอียด’!
พูดง่ายๆ ก็คือ บรรจงวาดขนสวยๆ สักสองเส้น ส่วนที่เหลือก็ช่างหัวมัน ทำเป็นมองไม่เห็นไปซะ
คอนเซปต์หลักคือการเว้นที่ว่างให้ผู้ชมได้ใช้จินตนาการไปมโนต่อเอาเอง ใครมีบุญก็คงดูออกเองแหละ
ปริมาณงานที่ลดฮวบลงแบบนี้ ช่างถูกจริตฉินหมิงเป็นที่สุด
ส่วนคำถามที่ว่าทำไมต้องเป็นสองเส้น ไม่ใช่เส้นเดียว ก็เพราะเข่อต๋ามีปีกสองข้าง ร่างกายสมมาตรกัน จะวาดข้างเดียวก็กลัวจะหาว่าลำเอียง
แต่สำหรับอินทรีเมฆพลังสายฟ้า... เอาเถอะ ยังไงก็ไม่ใช่ลูกรักของตัวเอง ฉินหมิงเลยไม่ได้ใส่ใจพิถีพิถันขนาดนั้น
เขาอยากจะลองทำการทดลองที่บ้าบิ่นดูสักหน่อย คือวาดแค่บางส่วน เหมือนภาพประกอบที่โชว์แค่ครึ่งเดียว หรือซูมเฉพาะจุดอะไรทำนองนั้น
จะบอกว่าเป็นความเห็นแก่ตัวของฉินหมิงล้วนๆ ก็คงไม่ใช่ซะทีเดียว สาเหตุหลักจริงๆ คือค่ายกลรวมวิญญาณระดับต้น มันมีพื้นที่ให้เขาปล่อยของได้ไม่มากนักต่างหาก
จากการทดลองลับๆ ก่อนหน้านี้ ทุกครั้งที่เริ่มลงมือ แค่ร่างโครงยังไม่ทันเสร็จ รายละเอียดก็ยังไม่ได้ใส่ ฐานของค่ายกลระดับต้นก็เริ่มจะรับพลังงานไม่ไหว สั่นพั่บๆ จะพังแหล่มิพังแหล่อยู่รอมร่อ
มันไม่ใช่เวทีที่เหมาะให้ฉินหมิงได้เฉิดฉายเลยสักนิด!
ฉินหมิงเคยกลุ้มใจกับเรื่องนี้มาตลอด แต่วันนี้จู่ๆ ปิ๊งไอเดียขึ้นมา ทางออกสว่างวาบ
วาดไม่หมด ก็ไม่ต้องวาดให้หมดสิวะ เรื่องแค่นี้เอง!
สมัยเรียนอยู่โลกมนุษย์ ครูศิลปะพร่ำสอนเรื่องสุนทรียภาพแห่งพื้นที่ว่างในงานศิลปะ มันคงหมายถึงไอ้นี่แหละมั้ง?
คิดได้ดังนั้น ฉินหมิงก็บรรลุธรรม!
ที่แท้เขาก็ติดอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ มาตลอด ใครเป็นคนกำหนดว่าต้องวาดให้ครบทุกส่วนถึงจะเรียกว่าองค์ประกอบภาพสมบูรณ์?
ทำไมจะวาดแค่ภาพเจาะลึกเฉพาะจุดไม่ได้?
เพราะยังไงซะ ‘การละไว้ในฐานที่เข้าใจ’ ก็ถือเป็นคำตอบที่ถูกต้องตามทฤษฎีเหมือนกัน!
แถมลิขสิทธิ์รูปลักษณ์สุดท้ายของผลึกควบแน่นค่ายกล ก็เป็นของฉินหมิงแต่เพียงผู้เดียว
เขาอยากวาดอะไรก็วาด จะมานั่งมัดมือชกตัวเองทำไมกัน?
วินาทีนี้ฉินหมิงตาสว่างโร่ เขาแทบรอไม่ไหวที่จะหาหนูทดลอง... เอ้ย นายแบบสัตว์อสูร มาช่วยพิสูจน์ไอเดียสุดบรรเจิดนี้
“เข่อต๋า พวกมันก็แค่หนูทดลองยา นายอย่าคิดมากนะ!”
ฉินหมิงผู้รอบคอบรีบส่งกระแสจิตไปดักคอไว้ก่อน เพื่อตัดปัญหาดราม่าครอบครัวในภายหลัง
ทุกอย่างพร้อมแล้ว มาดูกันซิว่าใครจะเป็นผู้โชคดีรายแรก?
พวกสัตว์อสูรป่าพวกนี้ขี้ระแวงใช้ได้ ไม่มีตัวไหนกล้าเสนอหน้าออกมาทันที กลับเป็นพวกเฉิงเฟิงที่เดินเข้ามาหา
“ฉินหมิง นายจะวาดผลึกควบแน่นค่ายกลเหรอ? มาแบ่งงานกันทำดีกว่า จะให้เหนื่อยอยู่คนเดียวได้ไง!” เจาเยว่อาสาช่วยด้วยความหวังดี
“ใช่ๆ ผลึกค่ายกลระดับต้นพวกเราทำจนคล่องแล้ว” เฉิงเฟิงตบหน้าอกปุๆ รับประกันความสามารถด้วยความมั่นใจ
ฉินหมิงเงียบกริบ
เป็นไปได้ไหมว่างานนี้ เขาแอบซ่อนเจตนาแอบแฝงไว้นิดหน่อย?
เพราะงั้นเขาเลยไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด และไม่อยากให้ใครมาช่วยแบ่งเบาภาระด้วย
แถมเป็นไปได้ไหมว่าด้วยฝีมือของพวกนาย อาจจะยังไม่ถึงขั้นที่จะมารับงานนี้... ไปเอาความมั่นใจผิดๆ นี่มาจากไหนกัน?
แต่เจตนาของทุกคนบริสุทธิ์ ข้อนี้ฉินหมิงดูออก
เขาขอบคุณในใจ แล้วเอ่ยปฏิเสธอย่างนุ่มนวล “อันนี้เป็นไอเดียที่ฉันเพิ่งคิดได้สดๆ ร้อนๆ ยังไม่ได้ปรึกษาพวกนายมาก่อน เพราะงั้นไม่ต้องลำบากหรอก”
พอเห็นสีหน้าทุกคนยังดูไม่ค่อยเห็นด้วย ฉินหมิงเลยรีบเสริม
“อีกอย่าง สัตว์อสูรของพวกนายก็เจ็บหนักกันทั้งนั้น รีบไปดูแลพวกมันก่อนดีกว่า”
“พวกเราเองก็ควรเก็บแรงไว้บ้าง อยู่ในป่าแบบนี้ถ้าทุกคนสภาพไม่เต็มร้อย ความเสี่ยงมันจะสูงเอานะ!”
ประโยคนี้จี้ใจดำเข้าอย่างจัง เพื่อเร่งให้สัตว์อสูรฟื้นตัวในมิติรวมวิญญาณ สภาพร่างกายของแต่ละคนตอนนี้บอกได้เลยว่ากรอบกันถ้วนหน้า
แน่นอน ยกเว้นไอ้เฉิงเฟิงจอมอู้นั่นไว้คนนึง แต่ด้วยร่างกายที่อ่อนแอราวกับไก่อ่อนของหมอนั่น อย่าให้ใช้แรงเยอะเกินไปจะดีกว่า
ในที่สุดก็มีวันที่กู้หน้าเรื่องพละกำลังคืนมาได้ แถมยังได้โอกาสล้อคนอื่นว่าเป็นไก่อ่อน ฉินหมิงรู้สึกฟินระดับสิบ!
และแล้ว พวกเฉิงเฟิงก็ยอมรับข้อเสนอของฉินหมิงด้วยความละอายใจนิดๆ
ระหว่างที่พวกมนุษย์กำลังถกเถียงกัน เหล่าสัตว์อสูรก็ได้คัดเลือกผู้กล้าท้าตายรายแรกออกมาแล้ว ตัวแทนแห่งพลังชีวิตที่อึดถึกทน…
เสือดาววารีดั้นเมฆ!
ฉินหมิงไม่ได้สังเกตเห็นการเมืองภายในของพวกสัตว์อสูร สำหรับเขา ผลงานจะพิสูจน์ทุกอย่าง พอเขาเริ่มลงมือ เดี๋ยวก็รู้เองแหละว่าใครเป็นตัวจริง
เขาชินแล้วกับฉากที่ตอนแรกก็ลังเลกัน แต่พอเห็นของจริงปุ๊บ ก็เปลี่ยนมารุมล้อมหน้าหลัง ยกย่องสรรเสริญกันจนตัวลอย
ฉินหมิงตัดการรบกวนจากภายนอกทิ้ง เพ่งสมาธิไปที่เสือดาววารีดั้นเมฆ
จุดเด่นของน้องเสือดาวอยู่ที่ตรงไหนนะ?
เขาจะลดทอนรายละเอียดที่รุงรังพวกนั้นออกไปยังไงดี?
“ม๊าว~ ม๊าวว~”
ภายใต้สายตาอันจดจ่อของฉินหมิง เสือดาววารีดั้นเมฆรู้สึกประหม่าจนต้องเดินวนไปรอบๆ แล้วงับหางอันฟูฟ่องของตัวเองที่แย่งซีนอยู่ในหางตาแก้เขิน
แต่ถึงจะโดนงับไว้ หางพวงใหญ่นั้นก็ยังส่ายไปมาดุ๊กดิ๊กเหมือนมีชีวิตจิตใจเป็นของตัวเอง
ฉินหมิงเผลอมองตามแค่แวบเดียว แล้วก็ละสายตาไปไหนไม่ได้อีกเลย!
คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกช้างด้วย หางนั่นไม่ได้แค่ส่ายไปมา แต่มันกำลังสั่นคลอนหัวใจของฉันอยู่ชัดๆ!
ดาเมจความน่ารักรุนแรงจนหายใจไม่ทัน!
ฉินหมิงสูดออกซิเจนเข้าปอดเฮือกใหญ่ ในที่สุดก็นึกออกแล้วว่าเสือดาววารีดั้นเมฆเหมือนอะไร นี่มันเสือดาวหิมะเวอร์ชันธาตุน้ำที่มีไอหมอกลอยฟุ้งชัดๆ?
มองดูหางพวงใหญ่ที่ยาวกว่าลำตัวเสียอีก คราวนี้มือไม้ของฉินหมิงเริ่มอยู่ไม่สุข
งานการยังไม่ทันเริ่มทำ แต่มือเจ้ากรรมดันไวกว่าความคิด เอื้อมไปสัมผัสเข้าให้แล้ว
ว้าว~
สัมผัสนุ่มลื่นดุจปุยเมฆ ถ้าไม่ใช่แค่เอามือลูบ แต่เอาหน้าซุกเข้าไปได้ด้วยล่ะก็...
ฉินหมิงหรี่ตาพริ้มด้วยความเคลิบเคลิ้ม มีความสุขจนวิญญาณแทบจะหลุดลอยออกจากร่าง
แต่ความสุขที่ยากจะบรรยายนี้ มาไวเคลมไวเหลือเกิน!
“ม๊าว!” เสือดาววารีดั้นเมฆเบิกตาโพลง สะบัดหางที่เพิ่งดึงกลับไปได้มาฟาดพื้น เหมือนไม่พอใจพฤติกรรมลวนลามของเจ้ามนุษย์คนนี้
“อย่าเพิ่งโกรธ ใจเย็นๆ! นี่เป็นขั้นตอนที่จำเป็นในการเตรียมของขวัญต่างหาก!”
“จริงๆ นะ!!” ฉินหมิงส่งสายตาจริงใจสุดฤทธิ์
เขารีบปลอบประโลมเสือดาววารีดั้นเมฆที่กำลังตื่นตระหนกและไม่พอใจอย่างหนัก
ตัดสินใจแล้ว ครั้งนี้ต้องโชว์ฝีมือให้สุดยอดไปเลย ให้เจ้าเสือดาววารีดั้นเมฆยอมถวายหางนุ่มฟูนั่นให้เขาซุกด้วยความเต็มใจให้ได้!
ไฟในการทำงานของฉินหมิงลุกโชนขึ้นมาแล้ว!