- หน้าแรก
- ย้อนกลับไปยุคปลดพนักงานปี 90 ฉันนำพาโรงงานพลิกวิกฤตสู่ความร่ำรวย
- บทที่ 605 ผู้เก่งกาจรอบด้าน
บทที่ 605 ผู้เก่งกาจรอบด้าน
บทที่ 605 ผู้เก่งกาจรอบด้าน
บทที่ 605 ผู้เก่งกาจรอบด้าน
เฉิงสือส่ายหน้า แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นว่า "ไม่จำเป็นหรอก อาหารของร้านคุณ ผมไม่กล้ากินหรอก ฮ่องกงตั้งกว้างใหญ่ ไม่ได้มีร้านอาหารแค่ร้านเดียวเสียหน่อย"
หากคนบงการเห็นว่าทำให้เขาหน้าแตกไม่ได้ แล้วแอบใส่ยาลงในอาหารหรือเครื่องดื่ม...
เขาไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงขนาดนั้น
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นเดินจากไป
ตอนที่ลู่เหวินหยวนลุกขึ้น เขาใช้สายตาครุ่นคิดมองสำรวจพนักงานเสิร์ฟคนนั้น ราวกับกำลังพิจารณาหมูหันสักตัว
ส่วนหลินเสวี่ยจี้ยิ้มหวานหยดย้อย
ต้วนโส่วเจิ้งถลึงตามองพนักงานเสิร์ฟคนนั้นอย่างดุดัน
หัวใจของพนักงานเสิร์ฟสั่นระริกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตระหนักได้ว่าตัวเองล่วงเกินกลุ่มคนที่ไม่ควรล่วงเกินเข้าให้แล้ว
พอเดินออกจากร้านอาหาร เซินยวินซูถึงเพิ่งรู้ตัวว่าฝ่ามือของเธอชุ่มไปด้วยเหงื่อ และเมื่อครู่นี้เธอจับมือต้วนโส่วเจิ้งไว้ตลอด
เธอสะดุ้งเหมือนถูกไฟดูด พยายามจะชักมือกลับ แต่กลับถูกต้วนโส่วเจิ้งกุมมือไว้แน่นกว่าเดิม
เธอพยายามขัดขืนเงียบๆ แต่ทว่ามือของต้วนโส่วเจิ้งแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก จนเธอไม่สามารถสะบัดหลุดได้
แถมมือของต้วนโส่วเจิ้งยังหยาบกร้านกว่าเมื่อก่อนมาก เต็มไปด้วยตาปลาและรอยแผลเป็น
เพื่อทำตามสัญญา เขาเอาชีวิตเข้าแลกจริงๆ สินะ
ขอบตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างประหลาด จึงเบือนหน้าหนี
ต้วนโส่วเจิ้งบีบมือเซินยวินซูแน่นๆ อีกครั้งก่อนจะยอมปล่อย
พวกเขาคิดว่าการกระทำเล็กๆ น้อยๆ นี้คงไม่มีใครสังเกตเห็น
ความจริงแล้วเฉิงสือและคนอื่นๆ เห็นกันหมด แต่ต่างพร้อมใจกันแกล้งทำเป็นหูหนวกตาบอด
นับตั้งแต่กลับมารวมตัวกันที่เมืองซุ่ย ความสัมพันธ์ของสองคนนี้ดูห่างเหินและรักษามาารยาทต่อกันดั่งแขกเหรื่อ
นอกจากเฉิงสือแล้ว คนอื่นต่างคิดว่าทั้งคู่ตัดใจจากกันได้แล้วจริงๆ
หลินเสวี่ยจี้แอบขำในใจ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย "เมื่อกี้พี่สือเท่มาก พี่ทำอะไรน่ะ หมอนั่นถึงได้กลัวจนหัวหดขนาดนั้น"
เฉิงสือ: "ไม่รู้สิ ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย หมอนั่นมันอ่อนหัดแต่ชอบซ่าเอง"
ลู่เหวินหยวนมองเขาด้วยรอยยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม "ลงมือโหดไม่ใช่เล่นนะ"
เฉิงสือยิงฟันยิ้ม "แน่นอน คติของฉันคือถ้าแก้แค้นได้เดี๋ยวนั้น ก็จะไม่รอข้ามคืน"
หลินเสวี่ยจี้ควงแขนหลูไจ้เสวี่ยแล้วพูดว่า "ไจ้เสวี่ย พวกเราเลือกร้านกันเถอะ ดูท่าพี่สือจะไม่ค่อยคุ้นกับร้านอาหารในฮ่องกงเท่าไหร่"
หลูไจ้เสวี่ยอมยิ้ม "ได้ค่ะ งั้นเราไปทานอาหารฝรั่งเศสกัน ฉันรู้จักร้านหนึ่งที่รสชาติต้นตำรับมาก"
หลูไจ้เสวี่ยพาทุกคนไปยังร้านอาหารตะวันตกริมทะเล หลังจากนั่งลงแล้ว เธอก็แนะนำเมนูให้ทุกคนอย่างคล่องแคล่ว "ฟัวกราส์ร้านนี้ใช้ได้เลยค่ะ หอมมัน เนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม"
ซูเทิร์นเป็นไวน์ขาวหวานชั้นเลิศ
เธอเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ พนักงานเสิร์ฟหญิงรู้ว่าเธอมีเงิน จึงรีบเข้ามาถามอย่างพินอบพิเทา "คุณหลูจะรับไวน์อะไรดีคะ"
หลูไจ้เสวี่ยยิ้มให้เฉิงสือ "ถามเถอะแก่ที่เลี้ยงมื้อนี้ดีกว่าค่ะ"
พนักงานหญิงหันไปหาเฉิงสือทันที
เฉิงสือ: "ฟัวกราส์มีความมันเลี่ยน โดยธรรมชาติแล้วควรคู่กับไวน์ขาวหวาน หรือไม่ก็ไวน์ขาวชาร์ดอนเนย์ที่มีรสเปรี้ยวสดชื่นจะเหมาะสมกว่า"
พนักงานรีบพูดว่า "คุณลูกค้าตาถึงจริงๆ ความหวานสูงจะช่วยตัดความมันของฟัวกราส์ ส่วนรสเปรี้ยวที่สดใสจะช่วยแก้เลี่ยน ชาร์ดอนเนย์ที่หมักในถังโอ๊คจะมีกลิ่นเนยและวานิลลาที่เข้ากับความหอมมันของฟัวกราส์ได้ดี ความเปรี้ยวระดับกลางจะช่วยสมดุลความมัน โดยที่เนื้อไวน์ไม่หนักจนกลบรสชาติอาหาร ทั้งสองอย่างเหมาะสมมากค่ะ ทางเรามีไวน์ขาวหวานซูเทิร์นจากชาโตดิเก็ม ที่หมักจากองุ่นที่ติดเชื้อราโนเบิลร็อท ให้กลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้ง แอปริคอตแห้ง และลูกพีช พร้อมรสเปรี้ยวที่สดใส"
เฉิงสือมองเธอด้วยสายตากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง: ให้ตายสิ เปิดมาก็แนะนำไวน์ขาวหวานตัวท็อปเลย เห็นเขาเป็นหมูในอวยจริงๆ สินะ
เขารู้ว่าพนักงานในร้านอาหารตะวันตกแบบนี้จะได้ค่าคอมมิชชั่นจากการเชียร์ขายเครื่องดื่ม ดังนั้นพนักงานจึงอยากให้ลูกค้าสั่งของแพงๆ
ลู่เหวินหยวนกลัวเฉิงสือจะกลายเป็นเหยื่ออันโอชะ กำลังจะเอ่ยปากเตือน
เฉิงสือกลับยิ้มแล้วพูดว่า "วันนี้พวกเราอารมณ์ดี ดื่มไวน์ดีๆ หน่อยก็สมควรแล้ว เอามาขวดหนึ่งครับ"
ลู่เหวินหยวนเม้มปาก: จะว่าหมอนี่รู้เรื่อง ก็ดันหลับตาเดินเข้ากับดัก
จะว่าไม่รู้เรื่อง ก็ดูเหมือนจะรู้ดีไปซะทุกอย่าง
พนักงานหญิงนำไวน์ขวดหนึ่งมาเสิร์ฟ "นี่คือไวน์ขาวหวานซูเทิร์นจากชาโตดิเก็มปีที่แล้วค่ะ"
จากนั้นโดยไม่รอให้เฉิงสือพูดอะไร เธอก็เปิดขวดทันที แล้วรินใส่แก้วให้ทุกคน
เฉิงสือยังคงไม่พูดอะไร รอจนพนักงานวางขวดไวน์กลับลงในถังน้ำแข็ง เขาถึงหยิบขวดขึ้นมาดู
ไม่รู้ว่าจงใจหรือไม่ได้ตั้งใจ ฉลากบนขวดถูกฉีกออกไปกว่าครึ่ง มองไม่เห็นแหล่งผลิตและปีที่ผลิต
ตัวอักษรที่เหลืออยู่ไม่กี่ตัวก็เป็นภาษาฝรั่งเศสทั้งหมด
เฉิงสือวางขวดลง แล้วมองหน้าพนักงานพลางถามเรียบๆ ว่า "คุณแน่ใจนะว่านี่คือไวน์ซูเทิร์นจากชาโตดิเก็มปีที่แล้ว?"
พนักงานทำหน้ามั่นใจ "ใช่ค่ะ"
เฉิงสือ: "ราคาเท่าไหร่?"
พนักงาน: "2,888 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อขวดค่ะ"
เฉิงสือหันไปถามหลูไจ้เสวี่ย "ผมไม่คุ้นกับกฎหมายฮ่องกง ไม่รู้ว่าถ้าเจอร้านค้าไร้จรรยาบรรณขายของปลอมย้อมแมว ต้องแจ้งหน่วยงานไหน?"
พวกหลูไจ้เสวี่ยที่ตอนแรกงุนงง ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าเฉิงสือจะทำอะไร
หลูไจ้เสวี่ย: "ถ้าเป็นเรื่องอาหาร ต้องแจ้งกรมอนามัยอาหารและสิ่งแวดล้อม ถ้าเป็นการฉ้อโกง ก็แจ้งตำรวจ ถ้าเป็นสินค้าหนีภาษี ก็แจ้งศุลกากรค่ะ"
สีหน้าของพนักงานแย่ลงทันตา "คุณหลูคะ ก่อนยกไวน์มาฉันถามพวกคุณแล้ว พอเปิดไวน์แล้วพวกคุณมาทำแบบนี้ ฉันลำบากใจนะคะ"
หลูไจ้เสวี่ย: "คุณไปตามเถอะแก่ร้านมาดีกว่า ไม่อย่างนั้นถ้าเราแจ้งตำรวจเรื่องคงจบไม่สวย"
เฉิงสือเลิกคิ้วมองพนักงาน "ไร่องุ่นของชาโตดิเก็มปีที่แล้วประสบปัญหาสภาพอากาศ องุ่นไม่ได้คุณภาพ จึงไม่มีการผลิตไวน์ออกมา ที่ซื้อขายกันในตลาดล้วนเป็นของเก่าเก็บทั้งนั้น"
พนักงานรีบพูดแก้ตัว "อ๊ะ ฉันจำผิดค่ะ นี่เป็นไวน์จากชาโตดัวซี-เวดรีนปีที่แล้ว ราคา 600 เหรียญค่ะ"
เฉิงสือจิบไวน์ไปหนึ่งคำ "คุณยังไม่ซื่อสัตย์อยู่ดี ไวน์ซูเทิร์นจากชาโตดัวซี-เวดรีนจะมีกลิ่นหอมของเมล็ดแอปริคอตสุก ฝรั่ง เปลือกส้ม และวานิลลา รสชาติซับซ้อน เนื้อไวน์หนักแน่น รสเปรี้ยวชัดเจน แต่อันนี้มีแค่กลิ่นน้ำผึ้ง ชัดเจนว่าเป็นไวน์ใหม่จากชาโตซูดุยโรต์"
พนักงานแกล้งหยิบขวดขึ้นมาดู แล้วพูดว่า "ใช่ค่ะ ฉันเพิ่งมาใหม่ ไม่ค่อยคุ้น ตัวนี้ขวดละร้อยค่ะ"
เฉิงสือ: "เอาเถอะ ตามนั้นแหละ สั่งอาหารแล้วก็ยกมาเสิร์ฟ วันนี้พวกเราอารมณ์ดี ไม่อยากถือสาหาความกับใคร"
พอสั่งอาหารเสร็จ ลู่เหวินหยวนก็ถามเฉิงสือ "นายไม่คิดว่าแปลกเหรอ? วันนี้เราไปที่ไหนก็เจอแต่เรื่องไม่ชอบมาพากล เหมือนมีคนจงใจเล่นงานเราอย่างนั้นแหละ"
เฉิงสือกระตุกมุมปาก "พวกเรากำลังจะไปแย่งเค้กของคนอื่น เจ้าถิ่นเขาต้องไม่พอใจอยู่แล้ว แต่ที่เจอวันนี้ถือว่ายังเบาะๆ นะ"
โชคดีที่คนบงการเห็นว่าแผนการล้มเหลวไปสองครั้ง ก็เลยรามือไป
ดังนั้นแม้จะมีเรื่องขัดจังหวะบ้าง แต่ทุกคนก็ยังสนุกสนานกันได้เต็มที่
ตอนที่พนักงานนำกาแฟมาเสิร์ฟ ต้วนโส่วเจิ้งก็พูดขึ้นว่า "ฉันมีข้อสงสัย นี่เป็นการถกเถียงเชิงวิชาการล้วนๆ นะ ไม่ได้จะตัดสินใคร"
เฉิงสือ: "อื้ม ว่ามาสิ"
ต้วนโส่วเจิ้ง: "มันมีวิธีที่ถูกต้องกว่านี้ในการดำเนินการครั้งนี้ไหม"
ไม่ใช่การทุ่มทั้งเงินดำ เงินขาว เงินเทาลงไปพร้อมกัน เพื่อลากราคาขึ้นอย่างบ้าคลั่งแบบนี้
เฉิงสือฟังแล้วงงเล็กน้อย "วิธีที่ถูกต้องในความหมายของนายคืออะไร?"
ต้วนโส่วเจิ้ง: "เช่น ประชาสัมพันธ์ข่าวดี แล้วค่อยๆ ดันราคาขึ้นไป"
เฉิงสือ: "โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ บางครั้งคำว่าถูกต้องกับไม่ถูกต้อง มันก็เป็นแค่คำพูดประโยคเดียว ถ้ามัวแต่หัวแข็งยึดติดตำรา เข้ามาในนี้ก็มีแต่จะกลายเป็นเนื้อบนเขียง จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เราเจอในวันนี้ นายยังมองไม่ออกถึงตรรกะข้อนี้อีกเหรอ?"