- หน้าแรก
- ย้อนกลับไปยุคปลดพนักงานปี 90 ฉันนำพาโรงงานพลิกวิกฤตสู่ความร่ำรวย
- บทที่ 590 คุ้มค่าไหม
บทที่ 590 คุ้มค่าไหม
บทที่ 590 คุ้มค่าไหม
บทที่ 590 คุ้มค่าไหม
ต้วนเจี้ยนซวิน: "นี่แหละคือความสามารถในการควบคุมจิตใจคน ดูเบาไม่ได้เด็ดขาด ประเด็นคือเขานอกจากเรื่องนี้แล้ว ทั้งด้านเทคนิค กลยุทธ์ การเข้าสังคม เขาเก่งไปเสียทุกด้าน แถมยังรู้เรื่องการเงิน การดำเนินธุรกิจ และการบริหาร แทบจะไม่มีจุดอ่อนเลย คนที่มีความสามารถรอบด้านแบบนี้ ทั้งชีวิตลูกอาจจะไม่เจอถึงสองคน แม้ว่าตามหลังเขาแล้วจะก้าวหน้าเร็ว แต่ถ้าเกิดวันไหนผลประโยชน์ขัดกัน กลายเป็นศัตรูกัน เขาก็จะเป็นศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ดังนั้นลูกต้องระวังตัวเป็นพิเศษ ห้ามเชื่อใจแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่าซื่อบื้อบอกเขาไปซะทุกเรื่อง ไม่งั้นวันข้างหน้าพวกเราถูกเขากินรวบจนหมดตัวแล้วยังจะไปช่วยเขาหามเกี้ยวอยู่อีก ดูเจียงยวี่ตงสิ ในฐานะพี่เขย ก็ยังใช้งานเขาไปพร้อมกับระวังเขาไปด้วยไม่ใช่หรือไง"
ต้วนโส่วเจิ้ง: "รู้แล้วน่า วางใจเถอะ ผมจะระวังตัวไว้"
พูดจบเขาก็เดินออกไป ไม่พูดคุยสัพเพเหระกับต้วนเจี้ยนซวินแม้แต่คำเดียว
แม้ว่าเขาจะเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก มีเรื่องอะไรก็คุยแต่กับแม่
แต่ต้วนเจี้ยนซวินเห็นเขาเป็นแบบนี้ตอนนี้ ไม่รู้ทำไมในใจถึงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
เพราะหลายวันมานี้ เขามักจะรู้สึกหวาดกลัวย้อนหลัง ถ้าต้วนโส่วเจิ้งตายที่ด่านชายแดนไปก่อนหน้านี้ ชาตินี้เขาก็คงไม่มีโอกาสได้คุยกับลูกชายอีกแล้ว
เขาเผลอส่งเสียงเรียกออกไป: "อาเจิ้ง"
ชื่อ "อาเจิ้ง" นี้ มีแต่คนสนิทที่สุดอย่างเจียงยวี่ตงและเซี่ยอันซินเท่านั้นที่เรียก
คนอื่นถ้าไม่เรียกเขาอย่างเคารพนอบน้อมว่า "ท่านผู้นำน้อย" ก็จะเรียกเขาว่า "เจ้าพ่อตัวน้อย"
มีแค่เฉิงสือที่ดูตามอารมณ์ อยากเรียกอะไรก็เรียก
ต้วนโส่วเจิ้งหันกลับมา
ต้วนเจี้ยนซวินเรียกเขาไว้แล้ว ตัวเองก็ตกใจเหมือนกัน ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้จะพูดอะไร หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วถามส่งเดชไปว่า: "แผลหายดีหรือยัง"
ต้วนโส่วเจิ้งรู้สึกงงงวยเล็กน้อย: "หือ?! หายแล้ว"
ไม่ใช่ว่าตรวจไปตั้งนานแล้วเหรอว่าไม่มีปัญหา?
ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้อีก
ต้วนเจี้ยนซวิน: "งั้นก็ดี ไปเถอะ อย่าหักโหมนักล่ะ"
ต้วนโส่วเจิ้งทำหน้ามึนงง พอกลับถึงห้องก็โทรหาเฉิงสือ เล่าความเห็นของต้วนเจี้ยนซวินให้ฟัง
จากนั้นก็ถามเฉิงสือ: "นายว่าตาแก่ที่บ้านฉันป่วยหรือเปล่า"
เฉิงสือ: "หือ? ทำไมจู่ๆ ถึงพูดแบบนั้น"
ต้วนโส่วเจิ้ง: "วันนี้เขาถึงกับบอกฉันว่าอย่าหักโหม เมื่อก่อนต่อให้ฉันไปปฏิบัติภารกิจกลับมา เขาก็ยังด่าว่าฉันมัวแต่ลอยชาย ไร้ประสิทธิภาพ กลัวแต่ว่าฉันจะพักนานเกินไป"
เฉิงสือฟังแล้ว ภาพของต้วนเจี้ยนซวินที่มีท่าทางกระวนกระวายหน้าห้องผ่าตัดในวันนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัว
ในตอนนั้น ต้วนเจี้ยนซวินก็เป็นแค่พ่อแก่ๆ ที่ไร้ที่พึ่งคนหนึ่ง
ต่อให้ฉลาดแค่ไหน ส่วนใหญ่ก็ต้องรอให้ถึงเวลานั้นถึงจะตาสว่าง
ตำแหน่งสูงส่งแค่ไหน มีอำนาจบารมีคับฟ้าแค่ไหน เป็นทายาทตระกูลดังแค่ไหน ล้วนไร้ประโยชน์
เฉิงสือยิ้มแล้วพูดว่า: "อาจจะแค่เพราะอายุมากแล้ว แล้วนายก็เป็นลูกชายคนเดียวของเขา คราวที่แล้วเขาคงถูกนายทำให้ตกใจแทบแย่"
ขอบตาของต้วนโส่วเจิ้งจู่ๆ ก็ร้อนผ่าว เขาพึมพำอย่างลนลานว่า: "ไม่รู้ว่านายพูดเรื่องอะไร"
แล้วก็วางสายไป
เฉิงสือยิ้มขื่น: พ่อลูกในใต้หล้านี้ปากแข็งเหมือนกันหมดจริงๆ
ต้วนโส่วเจิ้งวางสาย นั่งเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง ถึงโทรหาเจียงยวี่ตงเพื่อบอกคำตอบของต้วนเจี้ยนซวิน
เจียงยวี่ตงพูดว่า: "อืม งั้นฉันจะร่างรายงาน เตรียมยื่นเรื่องขึ้นไป"
ต้วนโส่วเจิ้งกลับมาได้ไม่กี่วัน ก็ต้องออกเดินทางอีก
เซี่ยอันซินอาลัยอาวรณ์มาก ขณะมองดูเขาเก็บกระเป๋าก็ถามว่า: "จะไปอีกแล้วเหรอ"
ต้วนโส่วเจิ้ง: "ครับ ต้องรีบไปเตรียมการเรื่องบริษัทการเงิน ผมอาจจะไม่กลับมาสักพักใหญ่ ต้องไปปักกิ่งกับเมืองเซี่ยงตง จะได้สะดวกในการปรึกษากับเจียงยวี่ตงและเฉิงสือ"
ปรึกษาเจียงยวี่ตงกับเฉิงสืออะไรกัน จริงๆ แล้วแค่อยากไปอยู่ใกล้ๆ เซินยวินซูต่างหาก
เซี่ยอันซินลังเลครู่หนึ่งก่อนถาม: "ต้องเป็นคนนี้เท่านั้นเหรอ"
เธอไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ รู้แค่ว่าต้วนโส่วเจิ้งหลังจากซึมเศร้าหมดอาลัยตายอยากไปช่วงหนึ่ง จู่ๆ ก็กลับมากระตือรือร้นสดใสขึ้นมาอีกครั้ง
ถ้าไม่ได้พาผู้หญิงคนใหม่กลับมา งั้นส่วนใหญ่ก็คงจะคืนดีกับเซินยวินซูแล้ว
ต้วนโส่วเจิ้งลังเลเล็กน้อย แล้วตอบว่า: "ครับ ต้องเป็นคนนี้เท่านั้น"
เซี่ยอันซินพูดว่า: "งั้นก็พาเธอกลับมา แม่จะช่วยคุยกับพ่อลูกให้เอง"
ต้วนโส่วเจิ้งมองเซี่ยอันซินด้วยความประหลาดใจ: "แม่... แม่..."
เซี่ยอันซิน: "แม้แม่จะไม่เคยเจอเธอ แต่แม่รู้ความรู้สึกของการได้อยู่กับคนที่ตัวเองรัก นั่นเป็นสิ่งที่คนอื่นให้ไม่ได้ หลังจากลูกรู้จักเธอ ลูกก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ แม่คิดว่าแค่ดูจากจุดนี้ เธอก็ต้องเป็นเด็กผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมแน่ๆ"
ต้วนโส่วเจิ้งโผเข้ากอดเซี่ยอันซิน: "แม่ครับ"
เซี่ยอันซินตบหลังเขาเบาๆ: "โธ่เอ๊ย ลูกชายแม่โตแล้วสินะ"
ต้วนโส่วเจิ้งผละออกจากเซี่ยอันซิน: "พ่อเขาเป็นคนหัวรั้น ต้องหาจังหวะเหมาะๆ คุยให้จบในครั้งเดียวถึงจะดี ไม่งั้นเดี๋ยวจะกลายเป็นทำคุณบูชาโทษ"
เซี่ยอันซินตบมือเขาเบาๆ: "วางใจเถอะ แม่ใช้ชีวิตกับเขามาตั้งยี่สิบกว่าปี เป็นคนที่เข้าใจเขาที่สุดแล้ว"
ได้ยินว่าโรงงานรถยนต์ร่วมทุนทางฝั่งมณฑลเหอหนานเริ่มเลือกสถานที่ก่อสร้างแล้ว
จางกั๋วหัวเริ่มร้อนรน
แต่พอเห็นพวกเฉิงสือไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย เขาก็ได้แต่อดทนไว้
ทางฝั่งฝรั่งเศสได้รับข่าว ก็ยิ่งร้อนใจกว่า
เอมิลองโทรมาถามเฉิงสือ: "ยังคุยกันได้อยู่ไหม ยังมีความจำเป็นต้องคุยกันอีกไหม"
เฉิงสือ: "ได้สิครับ ของดีไม่ต้องกลัวมาช้า"
เอมิลอง: "งั้นรีบมาคุยกันเถอะ ผมได้รับคำตอบจากคณะกรรมการบริหารแล้ว ตกลง คุณนัดคุณเจียงยวี่ตงกับคุณจางกั๋วหัวมาได้เลย"
หลังจากยื่นเรื่องบริษัทการเงินที่คุยกันคราวที่แล้วขึ้นไป เจียงยวี่ตงเห็นว่ายังไม่มีคำตอบกลับมาสักที จึงบินไปปักกิ่งพร้อมกับต้วนโส่วเจิ้งเพื่อหาทางผลักดัน
สำหรับต้วนโส่วเจิ้งแล้ว นี่คือศึกชี้ชะตา พอไม่ได้คำตอบเสียที เขาก็หงุดหงิดขึ้นทุกวัน: "ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ จะยื้อเวลาไว้ทำไมกัน"
เจียงยวี่ตงพูดว่า: "อย่าตื่นตระหนก ไม่มีข่าวคือข่าวดี ถ้าเบื้องบนไม่เห็นด้วย ป่านนี้คงตีตกไปนานแล้ว"
เนื่องจากเรื่องนี้ไม่มีกรณีตัวอย่างมาก่อน และความรับผิดชอบสูงมาก ไม่มีใครกล้าฟันธงรับผิดชอบ แต่ก็รู้ว่าเป็นเส้นทางที่จำเป็นต้องเดิน
ดังนั้นย่อมต้องมีการหารือกันหลายครั้ง หลายระดับ
จริงๆ แล้วเขาได้ยินข่าววงในมาว่า ภายในกลุ่มผู้ตัดสินใจมีความเห็นแตกเป็นสองฝ่าย แถมจำนวนคนที่สนับสนุนและคัดค้านก็พอๆ กัน เลยเกิดสถานการณ์ยืดเยื้อ
เอมิลองโทรมา แม้จะพยายามปกปิด แต่เจียงยวี่ตงก็ยังฟังออกถึงความร้อนรน
เรื่องแบบนี้ ใครร้อนใจก่อนคนนั้นแพ้
ดังนั้นเจียงยวี่ตงกลับยิ่งนิ่งสงบ: "คุณเอมิลองครับ สภาพการณ์ในประเทศของพวกเราค่อนข้างพิเศษ ขาดขั้นตอนไปก้าวเดียว ภายหลังจะมีปัญหาตามมาไม่จบไม่สิ้น"
เอมิลอง: "คุณเจียง ผมจริงใจที่จะทำให้เรื่องนี้สำเร็จจริงๆ มีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ บอกมาได้เลย"
เทียบกับการเจรจาครั้งที่แล้ว ครั้งนี้เอมิลองดูจริงใจขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
เจียงยวี่ตงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า: "มีเรื่องที่ต้องรบกวนคุณเอมิลองไปเกริ่นกับทางบริษัทของคุณก่อนจริงๆ ครับ พวกเราวางแผนจะใช้วิธีการระดมทุนแบบใหม่ที่ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับพวกเรา ถ้าบริษัทของคุณรับไม่ได้ ถึงตอนนั้นพวกเราก็คงต้องเปลี่ยนบริษัทคู่ค้าแล้ว"
ที่เฉิงสือให้เอมิลองมาติดต่อเขา แทนที่จะให้คำตอบโดยตรง ข้อแรกเพราะเจียงยวี่ตงรู้ขั้นตอนการยื่นเรื่องดีกว่าเขา ข้อสอง คาดว่าเฉิงสือคงไม่สะดวกที่จะบอกเรื่องการระดมทุนผ่านการตั้งบริษัทการเงินกับเอมิลองโดยพลการ