เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 100 ฆ่าคนไม่กะพริบตา

บทที่ 100 ฆ่าคนไม่กะพริบตา

บทที่ 100 ฆ่าคนไม่กะพริบตา


บทที่ 100 ฆ่าคนไม่กะพริบตา

คนทั้งสามตกใจ รีบวิ่งปรี่เข้ามาข้างหน้า

แต่ที่นี่เป็นทางเดินเล็กๆ ที่คดเคี้ยวและแคบจนเดินได้แค่ทีละคน อีกด้านเป็นหน้าผาสูงชัน ไม่มีที่ให้หลบเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย

หลังจากคนที่สองวิ่งผ่านไป เงาร่างหนึ่งก็พุ่งออกมาจากด้านหลัง ใช้ด้ามปืนกระแทกเข้าที่กลางหลังของมันอย่างจัง

คนคนนั้นส่งเสียงอู้อี้แล้วล้มคว่ำลงกับพื้น

แทบจะในเวลาเดียวกัน เสียงปืนดัง "ปัง" ขึ้นหนึ่งนัด

หน้าอกของคนที่สามปรากฏรูโหว่ มีควันลอยกรุ่น เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาจากปากแผล

คนคนนั้นเบิกตากว้าง ล้มคว่ำหน้าลงไปแน่นิ่งไม่ไหวติง เลือดไหลนองไปทั่วขั้นบันไดหิน

คนแรกตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ ตะเกียกตะกายหนีขึ้นเขาอย่างไม่คิดชีวิต

จ้าวชิ่งหยิบก้อนหินขึ้นมาหนึ่งก้อน ขว้างออกไปอย่างแม่นยำ กระแทกเข้าที่ท้ายทอยของคนคนนั้น

มันล้มคว่ำหน้าลง แต่ยังพยายามตะเกียกตะกายคลานหนีต่อไป

จ้าวชิ่งหาก้อนหินขนาดเหมาะมือมาถือไว้อย่างใจเย็น เดินเข้าไปหา แล้วเงื้อหินทุบลงที่ศีรษะของคนคนนั้นอย่างแรง จนมันแน่นิ่งไปโดยสิ้นเชิง

เขาทุบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนศีรษะของคนคนนั้นเละเทะจนจำสภาพเดิมไม่ได้ ดูเหมือนลูกน้ำเต้าที่โชกไปด้วยเลือด

คนที่ถูกด้ามปืนทุบจนสลบไปเมื่อครู่ จู่ๆ ก็ส่งเสียงครางและค่อยๆ ได้สติฟื้นขึ้นมา

จ้าวชิ่งโยนร่างไร้วิญญาณในมือทิ้ง ลุกขึ้นเดินตรงมาทางนี้

คนคนนั้นเห็นท่าทางอำมหิตของจ้าวชิ่งที่ถือหินเปื้อนเลือดเดินเข้ามาก็ตกใจจนร้องลั่น รีบลุกขึ้นตะเกียกตะกายจะหนี

แต่มีหรือจะหนีพ้นจ้าวชิ่งที่กำลังบ้าเลือด

จ้าวชิ่งใช้เท้าเหยียบหลังมันไว้ ก้มตัวลงแล้วใช้หินทุบที่หัวของมันอย่างโหดเหี้ยมอีกหลายที

ใบหน้าของคนคนนั้นเละเทะจนจำเค้าเดิมไม่ได้ สมองไหลกระจายทันที

จ้าวชิ่งยิงฟันแสยะยิ้ม ถีบร่างนั้นตกหน้าผาไป แล้วยืดตัวขึ้น กำก้อนหินในมือแน่น หอบหายใจแรงพลางหันมองไปรอบๆ เพื่อหาเหยื่อรายต่อไป

บนใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มพิลึกพิลั่น ราวกับภูตผีปีศาจที่ปีนขึ้นมาจากขุมนรก

เฉิงสือยืนอยู่หน้าพระพุทธรูป มองดูการกระทำอันป่าเถื่อนของจ้าวชิ่งเงียบๆ

เมื่อครู่เขานึกว่าจ้าวชิ่งใช้ก้อนหินเพื่อประหยัดกระสุน แต่ตอนนี้เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า จ้าวชิ่งแค่ชอบความรู้สึกที่ได้ลงมือทุบคนให้ตายทั้งเป็นกับมือตัวเองเท่านั้น

จ้าวชิ่งสบเข้ากับสายตาที่เย็นชาและกำลังพินิจพิเคราะห์ของเฉิงสือ ซึ่งดูเหมือนกับสายตาของพระพุทธรูปด้านหลังไม่มีผิดเพี้ยน ทำให้เขาได้สติกลับมาทันที

เขาโยนก้อนหินทิ้ง ปาดคราบสกปรกที่ผสมปนเปกันทั้งมันสมอง เศษเนื้อ และเลือดสดๆ บนใบหน้า แล้วถามเสียงเย็นว่า "ทำไมมึงไม่หนี เมื่อกี้เป็นโอกาสดีมากแท้ๆ ถ้ากูจะฆ่ามึง กูไม่ใจดีแบบนี้หรอกนะ"

เฉิงสือ: "ผมบอกแล้วไง ว่าเราเป็นพรรคพวกกัน"

ในใจคิดว่า: แกโหดเหี้ยมอำมหิตขนาดนี้

ฉันจะปล่อยโอกาสที่ดีที่สุดที่จะทำให้แกได้รับโทษตามกฎหมายไปได้อย่างไร?!

ไม่อย่างนั้นครึ่งชีวิตที่เหลือของฉันคงหาความสงบสุขไม่ได้

จ้าวชิ่งไม่ได้สงสัย

เพราะเขาเคยเจอคนประเภทนี้มาแล้ว

คนที่ถูกลักพาตัวนานๆ เข้า จะเริ่มมองว่าโจรเป็นญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง

ในทางจิตวิทยาเรียกว่า สตอกโฮล์มซินโดรม

เขาพยักพเยิดหน้าให้เฉิงสือ แล้วพูดว่า "เดินกลับไป"

เฉิงสือขมวดคิ้วถาม "ทำไมต้องกลับไป?"

จ้าวชิ่ง: "พวกมันต้องเป็นคนในหมู่บ้านแน่ๆ เมื่อวานเจ๊เจ้าของร้านโชห่วยเห็นหน้าพวกเราแล้ว ขอแค่มีคนเจอศพพวกนี้ ก็จะนึกเชื่อมโยงมาถึงพวกเรา กูปล่อยให้มีพยานรอดไปไม่ได้"

เฉิงสือ: "พวกนี้เป็นคนต่างถิ่น ไม่ใช่คนในหมู่บ้านหรอก"

จ้าวชิ่ง: "มึงรู้ได้ยังไง"

เฉิงสือ: "ถ้าพวกมันเป็นคนในหมู่บ้าน และตั้งใจจะเล่นงานเราจริงๆ เมื่อคืนพวกเราคงไม่ได้เดินออกจากศาลเจ้าที่นั่นหรอก"

จ้าวชิ่งก้มลงค้นกระเป๋าของศพคนหนึ่ง และก็เจอตั๋วรถไฟจริงๆ

เขาจึงวางใจ แล้วค้นกระเป๋าของอีกสองศพที่เหลือ

เฉิงสือมองดูเขาปลดทรัพย์จากศพอย่างเงียบๆ และถอนหายใจในใจ: คนตายเพราะทรัพย์แท้ๆ ไอ้โจรพวกนี้คงนึกว่าเจอหมูในอวย ไม่คิดว่าจะมาเจอกับราชาโจรเข้าให้

จ้าวชิ่งค้นเจอเงินแค่ไม่กี่สิบหยวนกับนาฬิกาข้อมือหนึ่งเรือน เขาแค่นเสียงหึขึ้นจมูก "ชิ พวกยาจก"

หลังจากผลักศพทั้งหมดลงหน้าผาไปแล้ว จ้าวชิ่งถึงหันมาบอกเฉิงสือว่า "ไปกันเถอะ"

เฉิงสือเดินนำหน้าไปอย่างรู้งาน

เห็นได้ชัดว่าจ้าวชิ่งวางใจในตัวเฉิงสือมากขึ้น อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่ได้เอามือล้วงกระเป๋ากุมปืนตลอดเวลาแล้ว

เมื่อเดินพ้นหน้าผานี้ไป ด้านล่างเป็นลำธารในหุบเขา

สายน้ำไหลเอื่อย ใสสะอาดจนเห็นก้นลำธาร

จ้าวชิ่งดีใจมาก "ไม่ได้อาบน้ำมานานแล้ว เลือดเปื้อนตัวกูเต็มไปหมดต้องล้างออกซะหน่อย มึงไปทางต้นน้ำ ต้องอยู่ในระยะที่กูมองเห็นนะ"

เฉิงสือเดินไปทางต้นน้ำอย่างว่าง่าย หาน้ำตื้นๆ เพื่อชำระล้างร่างกาย

จ้าวชิ่งอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และกำลังซักเสื้อผ้าชุดเดิม

เฉิงสือจำได้ว่าก่อนกลับมาเกิดใหม่ ในรายงานสรุปคดีระบุว่า จ้าวชิ่งปล้นปืนพกมาได้สองกระบอก พร้อมแม็กกาซีนอีกหลายอัน

เมื่อกี้ตอนที่หางตาเขาเหลือบเห็นจ้าวชิ่งหยิบเสื้อผ้าออกมาจากกระเป๋า เขาก็เห็นปืนพกอีกกระบอกหนึ่ง เป็นการยืนยันข้อมูลนี้

ดังนั้นต่อให้แย่งปืนในมือมันมาได้ ก็ใช่ว่าจะชนะ

ทั้งสองคนรอให้เสื้อผ้าแห้ง พลางกินเสบียงกรัง

จ้าวชิ่งถามเฉิงสือ "มึงยิงปืนเป็นไหม"

เฉิงสือส่ายหน้า

จ้าวชิ่งยิ้ม "นั่นสินะ มึงยังเด็กขนาดนี้ ไม่เคยเป็นทหาร ก็ย่อมยิงไม่เป็น แล้วมึงต่อยตีเป็นไหม?"

น้ำเสียงของจ้าวชิ่งในตอนนี้ ฟังดูเหมือนเจ้านายกำลังสัมภาษณ์พนักงานยังไงยังงั้น?

เฉิงสือประหลาดใจอยู่ลึกๆ แต่น้ำเสียงยังคงนิ่งเรียบ ตอบว่า "เป็นนิดหน่อย มีช่วงหนึ่งผมทำตัวเกเร มักจะมีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นบ่อยๆ"

จ้าวชิ่ง: "ไม่เป็นไร ว่างๆ กูก็สอนมึงได้ มึงหัวดี รูปร่างและความแข็งแรงก็ไม่เลว ฝึกภาคสนามสักหน่อยเดี๋ยวก็เก่งเอง เรื่องสะเดาะกุญแจก็ไม่ยาก มึงมีพื้นฐานเครื่องกลและอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว แป๊บเดียวก็คงเป็น"

เฉิงสือเงียบไป: บางครั้งก็รู้สึกว่าสวรรค์ชอบเล่นตลก

ใครจะไปคิด ตอนแรกเขาอยากฆ่าฉัน ฉันอยากพาเขาหนี

ตอนนี้ฉันอยากฆ่าเขา เขาอยากพาฉันหนี

ใครจะไปคิด เกิดใหม่ทั้งที คนแรกที่จริงใจอยากจะสอนวิชาให้ฉัน ดันเป็นโจรลักพาตัวที่โหดเหี้ยมอำมหิตซะได้

จ้าวชิ่งเห็นเฉิงสือไม่พูดอะไร จึงพูดเรียบๆ ว่า "มึงไม่ต้องแปลกใจหรอก กูไม่ได้เกิดมาแล้วฆ่าคนเป็นเลย แล้วก็ไม่ได้เห็นใครก็ฆ่าไปหมด กูเคยคิดว่าขอแค่ก้มหน้าก้มตารับโทษให้ดี สักวันคงได้ออกมาเป็นคนดีอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็พบว่าเส้นทางบางเส้น พอเดินไปแล้วมันหันหลังกลับไม่ได้"

อันที่จริงเฉิงสือเข้าใจเขา

ก่อนจะกลับมาเกิดใหม่ ตัวเขาเองก็นับครั้งไม่ถ้วนที่ถูกบีบจนถึงทางตัน และมากกว่าหนึ่งครั้งที่อยากจะฆ่าทุกคนรอบตัวให้ตายกันไปให้หมด

อย่างเช่น ตอนที่ถูกเฉียนเสี่ยวอิงหลอกใช้ จนสุดท้ายถูกบีบให้ออกจากงาน

อย่างเช่น ตอนที่เห็นศพพี่สาว แต่กลับไม่สามารถทำให้หลิวเจี๋ยได้รับผลกรรม

อย่างเช่น ตอนที่ถูกหลอกจนหมดเนื้อหมดตัว ต้องไปนอนอยู่ใต้สะพาน

เพียงแต่หลังจากนอนพลิกตัวไปมาอยู่หลายคืน เขาก็ตัดสินใจที่จะใช้จิตใจที่ให้อภัยและเมตตาที่สุดปฏิบัติต่อโลกใบนี้ ไม่ดึงคนบริสุทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

พอกัดฟันผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ ก็จะพบว่า เวลาจะเยียวยาบาดแผลส่วนใหญ่ได้เอง

จะลากโลกให้พินาศไปด้วยกันหรือจะเกิดใหม่ราวกับนกฟีนิกซ์ มันอยู่ที่ความคิดเพียงวูบเดียว

คนเรามักพูดว่าไม่มีทางให้หันหลังกลับ จริงๆ แล้วก็แค่ไม่อยากหันกลับไป เพราะการหันหลังกลับมันเจ็บปวดเกินไป

เหมือนอย่างจ้าวชิ่ง ที่เคยสัมผัสความสุขจากการเปิดตู้เซฟแล้วได้เงินที่ใช้ไปอีกกี่สิบปีก็ไม่หมด เขาจะหันหลังกลับไปทำงานหนักตรากตรำเพื่อแลกกับความอิ่มท้องไปวันๆ ได้อย่างไร?

ถ้าจะบอกว่าชีวิตถูกลิขิตโดยฟ้าดิน สาเหตุก็คงมาจากนิสัยที่เป็นตัวกำหนดทางเลือกในเรื่องสำคัญๆ นั่นเอง

จ้าวชิ่ง: "มึงบอกว่ามึงเปิดล็อคนั้นเป็น ลองเล่าให้กูฟังซิว่าเปิดยังไง"

เฉิงสือพลันเข้าใจแจ่มแจ้ง: หึๆ นี่คือการสัมภาษณ์งานต่อ เริ่มทดสอบทักษะวิชาชีพแล้วสินะ?

จบบทที่ บทที่ 100 ฆ่าคนไม่กะพริบตา

คัดลอกลิงก์แล้ว