- หน้าแรก
- ย้อนกลับไปยุคปลดพนักงานปี 90 ฉันนำพาโรงงานพลิกวิกฤตสู่ความร่ำรวย
- บทที่ 6 นังผู้หญิงจอมมารยา
บทที่ 6 นังผู้หญิงจอมมารยา
บทที่ 6 นังผู้หญิงจอมมารยา
บทที่ 6 นังผู้หญิงจอมมารยา
เฉียนเสี่ยวอิง ลูกสาวของป้าเฉียน เป็นเพื่อนร่วมงานในโรงงานแผนกเดียวกับเฉิงสือ และมีอายุมากกว่าเขาหนึ่งปี
เนื่องจากในแผนกช่างมีพนักงานหญิงน้อยมาก บวกกับเฉียนเสี่ยวอิงหน้าตาสะสวย เธอจึงเปรียบเสมือนดอกไม้ดอกงามที่เนื้อหอม เป็นที่หมายปองของหนุ่มๆ
เฉิงสือในวัยเยาว์นั้นเป็นที่รังเกียจและขยะแขยงของทุกคน มีเพียงเฉียนเสี่ยวอิงคนเดียวในวัยเดียวกันที่คอยเข้ามาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เขาจึงเห็นคุณค่าในความใจดี (จอมปลอม) ของเธอมาก
ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายต่างก็เห็นดีเห็นงามและยินยอมพร้อมใจให้ทั้งคู่คบหากัน
เฉิงสือตกลงกับเฉียนเสี่ยวอิงไว้ว่า พออายุครบยี่สิบปีจะไปจดทะเบียนสมรสกัน
เพื่อช่วยให้เฉียนเสี่ยวอิงผู้มีความทะเยอทะยานสูงได้เลื่อนขั้น เฉิงสือยอมอดทนเฝ้าดูครูช่างรุ่นเก๋าทำงานเพื่อครูพักลักจำ แล้วแอบไปฝึกฝนเองตอนกลางคืน จนกลายเป็นช่างฝีมือที่เก่งกาจที่สุดในแผนก
จากนั้นเขาก็ยกเครดิตผลงานชิ้นส่วนคุณภาพสูงที่เขาทำตอนเข้ากะดึกทั้งหมด ให้กลายเป็นผลงานของเฉียนเสี่ยวอิง
ตลอดสองปีที่เข้าทำงาน เขาช่วยผลักดันเฉียนเสี่ยวอิงอยู่เบื้องหลังอย่างเงียบๆ จนเธอกลายเป็น "สุดยอดช่างเทคนิคหญิง" ที่โด่งดังไปทั่วโรงงาน
เฉียนเสี่ยวอิงได้รับเงินโบนัสสูงสุดทุกเดือน
ด้วยความที่เป็นช่างเทคนิคหญิงที่หาตัวจับยาก เกียรติยศต่างๆ อย่าง "แรงงานดีเด่น" หรือ "ต้นแบบทางเทคนิค" จึงหลั่งไหลมาหาเธอประดุจสายน้ำ
แม้แต่แผนกที่สองก็ยังต้องพึ่งพาชิ้นส่วนคุณภาพเยี่ยมที่เฉิงสือทำ เพื่อให้งานสำเร็จเกินเป้าทุกเดือน จนได้รับการยกย่องว่าเป็น "แผนกยอดเยี่ยม" ติดต่อกันสองปี
เฉียนเสี่ยวอิงกลายเป็นวีรสตรีในใจเพื่อนร่วมงาน เป็นคนโปรดของหัวหน้าแผนก และเป็นบุคคลตัวอย่างที่ผู้อำนวยการโรงงานเชิดชู มักจะได้เป็นตัวแทนโรงงานและแผนกไปรับรางวัลต่างๆ อยู่เสมอ
ในขณะที่เฉิงสือกลับถูกตราหน้าว่าเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาว ตัวถ่วงความเจริญ เพราะตอนกลางวันมัวแต่เอาเวลานอนชดเชย
ความจริงเฉิงสือก็พอจะระแคะระคายเรื่องที่เฉียนเสี่ยวอิงมีท่าทีคลุมเครือกับชายอื่นบ้างเป็นครั้งคราว
แต่ตอนนั้นเฉิงสือยังอ่อนต่อโลก ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมมารยาหญิง ประกอบกับเฉียนเสี่ยวอิงมักจะแอบมาออดอ้อนเอาใจ ถึงเนื้อถึงตัว และบอกว่าจะเก็บความบริสุทธิ์ไว้ให้เขาในคืนวันแต่งงาน
เฉิงสือจึงคิดเข้าข้างตัวเองว่าคนพวกนั้นคงมาเกาะแกะเพราะเห็นเฉียนเสี่ยวอิงเก่งกาจ เลยมีเรื่องชกต่อยกับชาวบ้านไม่เว้นแต่ละวัน แต่กลับเชื่อคำหวานของเฉียนเสี่ยวอิงอย่างสนิทใจ ยอมทำงานถวายหัวให้เธออย่างโง่งม
ต่อมาพอเฉียนเสี่ยวอิงได้เลื่อนเป็นรองหัวหน้าแผนก ไม่ต้องลงมือทำงานหน้างานเองแล้ว เฉิงสือก็หมดประโยชน์
ดังนั้นตอนที่เฉิงสือถูกเลิกจ้าง เธอจึงไม่พูดช่วยเขาแม้แต่คำเดียว แถมยังหันไปแต่งงานกับวิศวกรในโรงงานหน้าตาเฉย
เฉิงสือโกรธจนไปคาดคั้นเอาความจริงกับเธอต่อหน้าธารกำนัล
เธอกลับตีหน้าซื่อทำตาน่าสงสาร บอกว่า "ฉันบอกเธอตั้งนานแล้วว่าเห็นเธอเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน เป็นเธอเองที่ไม่ยอมรับความจริง เอาแต่ตามตอแยฉัน ไม่นึกเลยว่าป่านนี้แล้ว เธอยังจะเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ อยู่อีก"
เฉิงสือถึงเพิ่งตาสว่างในตอนนั้นว่า ทุกสิ่งที่เฉียนเสี่ยวอิงทำไป ก็แค่หลอกใช้ให้เขาทำงานให้ฟรีๆ สูบเลือดสูบเนื้อเขาเท่านั้น
แต่เรื่องที่เขาช่วยทำงานให้เฉียนเสี่ยวอิง มีแค่เขากับเธอสองคนที่รู้
เฉิงสือพยายามเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเอง แต่ไม่มีใครเชื่อน้ำคำของเขา
เป็นได้แค่ตัวสำรองแท้ๆ ถูกหลอกใช้จนหัวหงอกแล้วยังหลงคิดว่าตัวเองมีความหวัง
ยอมเป็นไอ้หน้าโง่คอยตามเลียแข้งเลียขา ยอมทำทุกอย่าง สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรเลย
ส่วนหนึ่งที่เฉิงสือตัดสินใจลงไปหางานทำทางใต้ในชาติที่แล้ว ก็เพราะหนีความช้ำใจจากเฉียนเสี่ยวอิงด้วย
ยิ่งได้เห็นธาตุแท้ของหลิวเจี๋ยผู้ชายสารเลว กับเฉียนเสี่ยวอิงผู้หญิงจอมมารยา เฉิงสือก็เข็ดขยาดกับชีวิตคู่ จนครองตัวเป็นโสดมาตลอดชีวิต
ชาตินี้ เพราะเขาลาออกเร็วกว่ากำหนด ทางบ้านเฉียนเลยรีบตัดความสัมพันธ์เร็วขึ้นตามไปด้วย
ก็ดีเหมือนกัน
จะได้ไม่ต้องเปลืองน้ำลายไปตอแยกับเฉียนเสี่ยวอิงให้มากความ
ป้าเฉียนแผดเสียงแหลมปรี๊ด "ใครเป็นแม่ดองเธอ อย่ามาเรียกมั่วซั่วนะ! บอกเฉิงสือไว้เลยว่าอย่าคิดจะเป็นคางคกอยากกินเนื้อหงส์ เลิกมาตอแยอิงจื่อของพวกเราได้แล้ว"
ไช่อ้ายผิงร้อนใจจนขอบตาแดงก่ำ กำลังจะอ้าปากพูด
เฉิงสือรีบก้าวเข้าไปหา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "ป้าเฉียนวางใจได้เลยครับ ผมกับเฉียนเสี่ยวอิงก็แค่เพื่อนร่วมงานธรรมดาๆ เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันไปเอง เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเรื่องเลิกราอะไรทั้งนั้นแหละครับ"
ป้าเฉียนอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วก็พูดอย่างเสียหน้าหน่อยๆ ว่า "เธอคิดได้แบบนี้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องลำบากใจกันทั้งสองฝ่าย ไม่ต้องมองหน้ากันไม่ติด"
เมื่อบรรลุจุดประสงค์แล้ว เธอก็ไม่อยากเสวนาด้วยอีก รีบเดินสะบัดก้นจากไปทันที
ไช่อ้ายผิงยังคงเสียใจ ปาดน้ำตาพลางพูดว่า "ทำยังไงดี? ทำไมพวกเขาทำแบบนี้"
เฉิงสือปลอบใจแม่ "แม่ครับ วางใจเถอะ ลูกแม่ทั้งหล่อทั้งเก่ง กลัวจะหาเมียไม่ได้เหรอครับ แม่กลัวว่าจะมีผู้หญิงมาแย่งกันแต่งงานกับผมจนเลือกไม่ถูกดีกว่า"
ไช่อ้ายผิงหัวเราะทั้งน้ำตา เธอรู้ว่าเรื่องนี้คงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว จึงได้แต่พูดว่า "ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ดีสิ"
ป้าเฉียนแอบฟังอยู่ข้างใน เบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ "ปากเก่งไปเถอะ สภาพอย่างแก หมายังเมิน ยังจะมาคุยโวว่าผู้หญิงต่อคิวแต่งงาน เหอะๆ ขำตายชัก"
เฉิงสือรื้อค้นกล่องอะไหล่เครื่องกลึงในห้องเก็บของ พบว่ามีแค่ป้อมมีด, ใบมีด, หัวจับ และปลอกสวมเท่านั้น
คนเยอรมันนี่เจ้าเล่ห์จริงๆ ไม่มีอะไหล่สำรองให้สักชิ้น
เขาแกะกล่องควบคุมออก หาแผ่นกระดาษมาจดรายการอะไหล่ที่ต้องใช้
พบว่าต้องใช้อุปกรณ์และเครื่องมือมากกว่าที่ประเมินไว้
ลำพังเงินห้าสิบหยวนไม่พอแน่...
เขาคิดดูแล้ว มีคนคนหนึ่งต้องมีของพวกนี้แน่นอน
เพราะคนคนนั้นเปิดอู่ซ่อมรถ ซึ่งรถยนต์ก็คือเครื่องจักรกลไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน
อู่ซ่อมรถเงียบกริบ มีเพียงหลี่จื้อกังคนเดียวนอนอยู่ใต้ท้องรถ
ช่างซ่อมรถในยุคนี้ถือว่าเก่งกาจมาก
เพราะรถนำเข้ามีเยอะ ไม่มีทั้งแบบแปลนและไม่มีประสบการณ์จากคนรุ่นก่อนให้ศึกษา การซ่อมระบบไฟฟ้าและเครื่องกลที่ซับซ้อนจึงต้องอาศัยการเรียนรู้ด้วยตัวเองล้วนๆ
ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นเทพด้านเทคนิคตัวจริง และมักจะไม่สอนวิชากันง่ายๆ ต้องมาฝากตัวเป็นศิษย์จ่ายค่าเล่าเรียนถึงจะยอมถ่ายทอดให้
หลี่จื้อกังตะโกนบอกมาจากใต้ท้องรถ "ประแจบ็อกซ์"
เฉิงสือส่งประแจบ็อกซ์ให้
หลี่จื้อกังขออะไร เขาก็ส่งให้อันนั้น โดยไม่พูดอะไรสักคำ
หลี่จื้อกังนึกว่าเป็นลูกศิษย์ตัวเอง จึงไม่ได้เอะใจ
"เอ้อ วันนี้แกขยันดีนี่ หัวไวนะ ปกติเรียกให้หยิบอย่าง ดันหยิบอีกอย่าง" หลี่จื้อกังซ่อมเสร็จก็มุดออกมา พอเห็นหน้าเฉิงสือ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย "ทำไมเป็นนาย?!!"
หลี่จื้อกังเป็นคนหน้าเหลี่ยมคมเข้ม คิ้วดกตาโต รูปร่างสันทัด แม้ไม่ค่อยพูด แต่เป็นคนซื่อสัตย์และจิตใจดีมาก
ความจริงเขาค่อนข้างไม่ชอบหน้าเฉิงสือ
เพราะเฉิงสือเป็นไอ้เด็กไม่รู้จักโตที่ต้องให้คนอื่นคอยตามเช็ดตามล้าง แถมยังทำให้เฉิงจวนเสียใจและเป็นห่วงอยู่เรื่อย
เฉิงสือยิ้ม "พี่เขย ผมมายืมของหน่อยครับ"
คำว่า "พี่เขย" ทำเอาหลี่จื้อกังเงียบกริบไปเลย อารมณ์หลากหลายประดังเข้ามา ทั้งดีใจที่ครอบครัวเฉิงจวนยอมรับ ทั้งตกใจและเขินอายที่ความลับแตก
อันที่จริง เฉิงสือเองก็รู้สึกสับสนเช่นกัน
คำว่า "พี่เขย" คำนี้ เขาติดค้างหลี่จื้อกังมานานกว่าสามสิบปี
หลี่จื้อกังคอยช่วยเหลือครอบครัวเขามาตลอด แต่เพราะไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง พ่อของเฉิงสือจึงรังเกียจ ไม่ยอมให้คบหากับเฉิงจวน
แต่เขารักเฉิงจวนด้วยใจจริง
ชาติที่แล้วหลังจากเฉิงจวนแต่งงาน เขาเสียใจจนหนีไปอยู่ต่างถิ่นและไม่ยอมแต่งงานตลอดชีวิต
หลังจากเฉิงจวนตาย เขาจะไปไหว้หลุมศพเธอทุกปี
หลี่จื้อกังสบสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายของเฉิงสือ แล้วก็นึกขึ้นได้: ไอ้เด็กเวรนี่ มันไม่ได้หวังดีแน่ๆ ต้องกำลังล้อเลียนฉันอยู่ชัวร์
เพราะมันก็เรียนโรงเรียนโรงงานเครื่องจักรมาเหมือนฉัน ต้องรู้อยู่แล้วว่าฉันแอบชอบเฉิงจวนมาตั้งแต่ม.ต้น
เขาหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู ถามเสียงห้วนว่า "นายจะยืมอะไร?"