- หน้าแรก
- ย้อนกลับไปยุคปลดพนักงานปี 90 ฉันนำพาโรงงานพลิกวิกฤตสู่ความร่ำรวย
- บทที่ 3 พวกไก่อ่อน
บทที่ 3 พวกไก่อ่อน
บทที่ 3 พวกไก่อ่อน
บทที่ 3 พวกไก่อ่อน
เฉิงสือถือเงินมุ่งตรงไปยังห้องทำงานผู้อำนวยการโรงงาน
กลุ่มคนเมื่อครู่ยังคงเอะอะโวยวายกันอยู่ที่เดิม
คนที่ยืนอยู่วงนอกพอเหลือบเห็นเฉิงสือ ก็ตะโกนขึ้นว่า "เฉิงสือกลับมาแล้ว"
ฝูงชนเงียบเสียงลงอีกครั้ง แล้วแหวกทางให้
ทุกคนต่างคิดว่าเฉิงสือต้องนึกเสียใจภายหลังแน่ๆ แต่ไม่คิดว่าจะกลับมาเร็วขนาดนี้
เฉิงสือเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าหลิวเจี้ยนเซ่อ ล้วงเงินออกมาวาง "ห้าพันหยวน ยื่นหมูยื่นแมว"
หลิวเจี้ยนเซ่อถึงกับมึนงง ถามว่า "คุณไปเอาเงินมาจากไหน?!!"
เดิมทีเขามั่นใจว่าไอ้หนูนี่ไม่มีทางหาเงินได้ และเขาจะบีบให้อีกฝ่ายออกจากงานได้โดยไม่ต้องเปลืองแรง
ตอนนี้กลายเป็นว่าเสียทั้งฮูหยินเสียทั้งไพร่พล
เฉิงสือพูดว่า "คุณไม่ต้องสนใจหรอก แค่คิดเงินชดเชยการเลิกจ้างให้ผม แล้วปล่อยให้ผมขนเครื่องกลึงออกไปก็พอ"
หลิวเจี้ยนเซ่อตีหน้าขรึม "นี่เป็นทรัพย์สินของรัฐ คุณจะบอกว่าจะขนไปก็ขนไปง่ายๆ ได้ยังไง"
เฉิงสือ: "ผมซื้อตามสัญญา ทางโรงงานเองก็มีสิทธิ์จำหน่ายทรัพย์สินที่เสื่อมสภาพและไม่ได้ใช้งาน คุณเป็นนิติบุคคล คุณเซ็นชื่อ ประทับตราโรงงาน ข้อตกลงนี้ก็มีผลบังคับใช้แล้ว อีกอย่างราคาที่ผมจ่ายก็เท่ากับค่าเสื่อมราคาเป๊ะ ไม่ได้เอาเปรียบของหลวง ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบทุกอย่าง"
ที่เมื่อกี้เขาไม่ต่อรองราคากับหลิวเจี้ยนเซ่อ ก็เพราะพิจารณาถึงจุดนี้แหละ
หลิวเจี้ยนเซ่อ: "ไม่ได้"
ทุกคนที่โวยวายกันมาทั้งเช้าเริ่มมีน้ำโหอยู่แล้ว แถมยังรู้สึกว่าเฉิงสือยอมถอยจนสุดทางแล้ว
ผลปรากฏว่าตอนนี้เฉิงสือหาเงินมาได้แล้ว หลิวเจี้ยนเซ่อกลับบ่ายเบี่ยงโยกโย้ ฝูงชนยิ่งโกรธแค้นและหวาดระแวง เสียงตะโกนด่าทอจึงดังระงมยิ่งขึ้น
"สัญญาเพิ่งเซ็นหมาดๆ ก็กล้ากลับคำแล้ว อีกหน่อยสัญญาของพวกเราจะไปมีความมั่นคงอะไร"
"คุณรับสินบน เอาโควตาพนักงานประจำของพวกเราไปให้คนอื่น ถึงได้บีบให้พวกเราเปลี่ยนสัญญาใช่ไหม?!!"
"ต้องใช่แน่ๆ พวกเราไปฟ้องผู้บริหารระดับสูงกันเถอะ"
หลิวเจี้ยนเซ่อตกใจกับท่าทางที่ตะเบ็งเสียงจนหน้าดำหน้าแดงและสีหน้าที่บิดเบี้ยวของคนพวกนั้น จนต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
เฉิงสือพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อหลิวเจี้ยนเซ่อ
ทุกคนเงียบกริบทันที: จะลงไม้ลงมือแล้ว
ดีเลย
แค่คุณเปิดฉาก พวกเราจะอาศัยช่วงชุลมุนแอบซ้ำให้สักทีสองที ให้มันรู้ซะบ้างว่า "พลังชนชั้นกรรมาชีพ" เป็นยังไง!
เฉิงสือจ้องตาหลิวเจี้ยนเซ่อ แล้วพูดเสียงเย็นเยียบว่า "ผอ.หลิว คุณคิดให้ดีนะ ตามกฎหมายอาญาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หากมีความสามารถในการปฏิบัติตามสัญญาแต่ปฏิเสธที่จะทำ ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง การฉ้อโกงทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชนจำนวนมาก มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี คุมขัง หรือถูกคุมประพฤติ เงินสามพันถึงหนึ่งหมื่นหยวนถือเป็นจำนวนเงินที่มากพอ คุณจะรอให้ผมแจ้งความ ให้ตำรวจมาก่อน แล้วค่อยปฏิบัติตามสัญญา หรือจะรักษาสัญญาเอง ตอนนี้เรายังไม่ต้องฉีกหน้ากัน"
ผู้บริหารระดับมณฑลเคยกำชับไว้ว่า แม้จะเป็นการเปลี่ยนผ่านจากพนักงานประจำไปเป็นพนักงานสัญญาจ้าง ก็ต้องทำให้ราบรื่น ห้ามให้เกิดเรื่องวุ่นวายเด็ดขาด
ถ้าเรื่องของเฉิงสือลุกลามใหญ่โต จนทำให้เขาโดนตำหนิหรือโดนสอบสวน มันจะไม่คุ้มกัน
ถึงแม้การขายเครื่องจักรให้เฉิงสือจะทำให้เสียเปรียบไปบ้าง แต่เขาก็ไปหักเอาจากเงินชดเชยของเฉิงสือได้
อีกอย่าง บ้านตระกูลเฉิงก็ยังอาศัยอยู่ในบ้านพักสวัสดิการของโรงงาน พ่อของเฉิงสือก็ยังรับเงินบำนาญจากโรงงาน ดังนั้นเขามีช่องทางเล่นงานเฉิงสืออีกเยอะ!!
เครื่องจักรเครื่องนี้มันใช้งานไม่ได้อยู่แล้ว ถึงตอนนั้นเฉิงสือก็ทำได้แค่ขายเป็นเศษเหล็ก แล้วเขาค่อยไปกดราคาซื้อคืนมา
เขาไม่เชื่อหรอกว่า ลิงซุนหงอคงอย่างเฉิงสือจะหนีพ้นฝ่ามือพระยูไลของเขาไปได้!!
หลิวเจี้ยนเซ่อรีบพูดว่า "ได้ๆๆ ทุกคนอย่าเพิ่งใจร้อน งั้นก็ทำตามสัญญา แต่ว่านะเฉิงสือ คุณเป็นคนแรกของโรงงานที่ลาออกโดยรับเงินชดเชยอายุงาน เงินชดเชยตัวนี้จะคำนวณให้เท่าไหร่ ผมตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ ต้องขออนุมัติจากเบื้องบนก่อน"
เฉิงสือ: "ได้ แต่พอตัวเลขเงินชดเชยออกมาแล้ว ต้องได้รับความยินยอมจากผมก่อนนะ ไม่อย่างนั้น ก่อนที่พวกคุณจะจ่ายเงินชดเชยให้ผม ผมก็ยังถือเป็นพนักงานประจำของโรงงานเครื่องจักร เงินเดือนและสวัสดิการที่ควรได้ ห้ามขาดแม้แต่แดงเดียว"
ทุกคนยิ่งมองเฉิงสือด้วยความทึ่ง: ร้ายกาจจริงๆ ตราบใดที่ยังตกลงกันไม่ได้ เฉิงสือก็ได้กินเงินเดือนฟรีๆ ไปเรื่อยๆ
แต่ดูเหมือนไอ้เด็กบ้านี่จะยอมทิ้งแตงโมไปเก็บงา
ต่อให้ได้เงินเดือนเพิ่มมาอีกสองเดือน สุดท้ายก็ต้องตกงานอยู่ดีไม่ใช่เหรอ?!
ยิ่งไปกว่านั้นยังเสียเงินตั้งห้าพันซื้อขยะมาชิ้นหนึ่ง
ถึงตอนนั้นถ้าหาเงินไปใช้หนี้ไม่ทัน สหกรณ์มายึดเครื่องจักรไป ก็เท่ากับคว้าน้ำเหลวแถมยังต้องเสียดอกเบี้ยฟรีๆ
เมื่อจัดการตัวปัญหาที่ยุ่งยากที่สุดได้แล้ว หลิวเจี้ยนเซ่อก็เริ่มมีความมั่นใจขึ้นมาทันที เขากวาดสายตาเย็นชาแฝงความรังเกียจไปทั่วทุกคน: "ใครที่ไม่อยากเปลี่ยนเป็นพนักงานสัญญาจ้าง ก็ลาออกไปเหมือนเฉิงสือซะ"
พวกเบี้ยใช้แล้วทิ้งอย่างพวกแก มีหน้ามีสิทธิ์อะไรมาโวยวาย?!!
ฉันยอมเสียเวลาทั้งเช้ามาอธิบายให้ฟัง ก็ถือว่าเป็นความเมตตาสูงสุดแล้ว
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็เงียบกริบทันที ได้แต่โอดครวญอยู่ในใจ: เฉิงสือ ไอ้เด็กเวร แกทำพวกเราซวยแล้วจริงๆ
เฉิงสือยืมรถลากมาคันหนึ่ง จ่ายเงินสิบหยวนจ้างเพื่อนร่วมงานในกลุ่มนั้นสองคนให้ช่วยขนย้ายเครื่องกลึงกลับไป
ตึกพักอาศัยของครอบครัวเฉิงเป็นแบบบันไดหนึ่งตัวต่อห้องพักสองห้อง สองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นพร้อมห้องน้ำ ชั้นล่างสุดเป็นห้องเก็บของของแต่ละบ้าน ชั้นสองขึ้นไปถึงจะเป็นที่พักอาศัย
เดิมทีที่นี่เป็นที่พักของพวกผู้บริหารโรงงานอย่างหลิวเจี้ยนเซ่อและช่างเทคนิคระดับสูง
ต่อมาพวกผู้บริหารย้ายไปอยู่บ้านสวัสดิการหลังใหม่ ที่นี่เลยถูกจัดสรรให้กับคนงานเก่าแก่ที่มีฐานะยากจน
เครื่องกลึงถูกนำไปวางไว้ในห้องเก็บของ
เฉิงสือปฏิบัติต่อคนที่มาช่วยขนของอย่างสุภาพนอบน้อม จ่ายเงินเสร็จก็กล่าวขอบคุณไม่ขาดปาก แถมยังไปซื้อบุหรี่กับเครื่องดื่มจากร้านโชห่วยมาแจกให้ แตกต่างจากเด็กหนุ่มจอมกบฏที่ทำหน้าไม่ยอมก้มหัวให้ใครคนเดิมราวกับเป็นคนละคน
เพื่อนร่วมงานต่างก็ประหลาดใจ
ในบรรดาคนที่มาช่วยขนของ มีคนหนึ่งแซ่โจว ปกติในโรงงานยังพอคุยกับเฉิงสือได้บ้าง ก่อนกลับเขาอดไม่ได้ที่จะเตือนเฉิงสือว่า "เฉิงสือ นายรู้ใช่ไหม บริษัทต่างชาติเขาป้องกันไม่ให้เราลอกเลียนแบบ บนเครื่องจักรแม่แบบพวกนี้จะติดตั้งอุปกรณ์ล็อกเอาไว้ ถ้าเคลื่อนย้ายออกจากจุดติดตั้งเดิมเมื่อไหร่ เครื่องทั้งเครื่องจะถูกล็อกตาย กลายเป็นเศษเหล็กทันที"
เฉิงสือยิ้มตอบ "รู้ครับ ขอบคุณพี่โจวมากที่เตือน"
เฉิงสืออยู่ในห้องเก็บของ พินิจพิเคราะห์เครื่องกลึงเครื่องนี้อย่างละเอียดราวกับกำลังมองสมบัติล้ำค่าหายาก
เครื่องกลึงเครื่องนี้ถูกล็อกระบบจากระยะไกลแล้วจริงๆ
ดูเวลาแล้วเห็นว่าเริ่มสาย เฉิงสือตัดสินใจว่าตอนบ่ายค่อยกลับมาจัดการปัญหานี้ ตอนนี้ขอไปตลาดสดซื้อเนื้อกับผลไม้ก่อน
เพื่อนร่วมงานในแผนกเดียวกันสองสามคน ระหว่างทางกลับบ้านไปกินข้าวเที่ยง มองเห็นเฉิงสือแต่ไกล ก็รีบพูดจาเหน็บแนมทันที "อุ๊ย นั่นท่านประธานเฉิงไม่ใช่เหรอ? ตอนนี้มีเครื่องกลึงเป็นของตัวเองแล้ว เปิดโรงงานได้เลยนะเนี่ย แต่ไม่รู้ว่าท่านประธานเฉิงจะใช้เครื่องกลึงเป็นหรือเปล่า เพราะปกติเวลาทำงานเห็นเอาแต่หลับ"
"นั่นน่ะสิ ท่านประธานเฉิงมีความทะเยอทะยานมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เหมือนพวกเราหรอก ที่หวังแค่กอดชามข้าวเหล็ก กินเงินเดือนตายตัวไปวันๆ"
"ท่านประธานเฉิงมีอนาคตไกลขนาดนี้ ซื้อรองเท้าคู่ใหม่ให้ตัวเองก่อนดีไหม รองเท้าผ้าใบของนายพื้นจะทะลุอยู่แล้ว"
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เฉิงสือคงทุ่มจักรยานทิ้ง แล้วพุ่งเข้าไปลุยเดี่ยวอัดทุกคนจนพูดไม่ออก แล้วค่อยเดินจากไปอย่างผู้ชนะ
แต่วันนี้เขากลับตอบกลับอย่างใจเย็นว่า "ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับ วันหน้าถ้าโรงงานผมเปิดแล้ว จะเชิญพวกคุณมาเป็นยามเฝ้าประตูนะ"
ในใจคิดว่า: ตลกชะมัด
พวกนายไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าที่ทำงานเสร็จทัน ได้โบนัส ก็เพราะฉันช่วยทำโอทีให้ทั้งนั้น แถมยังโหวตให้ฉันออกอีก ตอนนี้มาเยาะเย้ยฉัน พรุ่งนี้พอทำงานไม่ทันก็คงได้ร้องห่มร้องไห้หาพ่อหาแม่กันระงม
คนพวกนั้นโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ
เพราะฝีมือพวกเขาไม่ค่อยได้เรื่อง แถมยังขี้เกียจ มักจะโดนหัวหน้าช่างด่าอยู่บ่อยๆ ว่า "ถ้าไม่ใช่เพราะระบบกินข้าวหม้อใหญ่ คนอย่างพวกแกไปสมัครเป็นยามก็ไม่มีใครรับ"
เฉิงสือแอบขำในใจ: แค่นี้ก็เถียงไม่ออกแล้วเหรอ?!!
กระจอกแล้วยังซ่า
ตัวบิดาไม่ว่าจะเรื่องฝีมือช่างหรือฝีมือด่าคนน่ะอัปเกรดไประดับเทพตั้งนานแล้ว พวกแกมันก็แค่พวกไก่อ่อน จะมาถือรองเท้าให้ฉันยังไม่คู่ควรเลย