เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12: เหยียบให้จมแล้วค่อยอุ้มชู

บทที่ 12: เหยียบให้จมแล้วค่อยอุ้มชู

บทที่ 12: เหยียบให้จมแล้วค่อยอุ้มชู


"อะไรนะ? ยอมฆ่าตัวตายดีกว่าจะฝนหมึกให้นายน้อยผู้นี้งั้นเหรอ?"

ฟู่เทียนหลิงมองแม่นางหว่านเอ๋อร์ที่หน้าซีดเผือด น้ำเสียงยียวนกวนประสาท มุมปากยกยิ้ม

ใครเห็นก็อยากจะซัดเขาสักหมัด รอยยิ้มนั่นมันน่าหมั่นไส้จริงๆ

หว่านเอ๋อร์ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางแม่เล้าชุย

แม่เล้าชุยพยักหน้าเบาๆ ส่งสัญญาณให้เธอเข้าไปหา

ยังไงซะฟู่เทียนหลิงก็แค่ขอให้ฝนหมึก ถ้าปฏิเสธก็ดูจะไม่มีเหตุผลเกินไป

แม้จะไม่เต็มใจแต่ก็ไร้ทางเลือก หว่านเอ๋อร์ค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปหาเขาอย่างเชื่องช้า

เมื่อนางเข้ามาใกล้ ฟู่เทียนหลิงก็ได้กลิ่นหอมจางๆ เฉพาะตัวของหญิงสาว

ที่โต๊ะนางหยิบแท่งหมึกขึ้นมาฝนอย่างช้าๆ ท่วงท่าสง่างามและเงียบเชียบ

ฟู่เทียนหลิงไม่ได้หงุดหงิด เขาเพียงแค่หัวเราะเบาๆ "อีกเดี๋ยว พอนายน้อยผู้นี้คว้าที่หนึ่ง แม่นางหว่านเอ๋อร์ต้องอยู่กับข้าทั้งคืน เลิกทำหน้าเหมือนคนจะไปงานศพได้แล้ว"

หว่านเอ๋อร์ตัวสั่น แค่คิดนางก็หวาดกลัวจับใจ ใบหน้ายิ่งซีดขาวลงไปอีก

"ฮ่าๆๆๆๆ—"

ฟู่เทียนหลิงเห็นว่าเป็นเรื่องสนุก จึงระเบิดเสียงหัวเราะลั่น

ในสายตาคนรอบข้าง รอยยิ้มของเขาช่างน่าเกลียดและต่ำช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่เพราะฝูงชนมอบแต้มอารมณ์ให้ไปแล้ว ระบบจึงเงียบกริบในครั้งนี้ การใช้วิธีเดิมๆ ปั๊มแต้มย่อมมีขีดจำกัด

ฟู่เทียนหลิงเลิกพูดมาก แล้วค่อยๆ จับพู่กันขึ้นมา

ไม่ว่าจะจับยังไงก็รู้สึกขัดๆ เขาไม่รู้วิธีเขียนหนังสือเลยสักนิด

เจ้าของร่างเดิมเป็นคุณชายเสเพลไร้ค่าที่ไม่เคยร่ำเรียน ส่วนตัวเขาในชาติก่อนบนโลกก็ไม่เคยใช้พู่กันจีนแน่นอน

ดังนั้นฟู่เทียนหลิงจึงจับพู่กันไม่เป็นด้วยซ้ำ!!

เห็นท่าทางของเขา ทุกคนอยากจะหัวเราะแต่ต้องกลั้นไว้ ใบหน้าบิดเบี้ยวดูตลกขบขัน

ลูกพี่!

ท่านจับพู่กันไม่เป็นด้วยซ้ำ?

แล้วยังคิดจะแต่งสุดยอดบทกวีเนี่ยนะ?

ทั้งห้องหน้าแดงก่ำจากการกลั้นขำ รอสมน้ำหน้าปาหี่ฉากนี้ ไอ้โง่นี่ต้องเมาจนไม่รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่แน่ๆ

ฟู่เทียนหลิงไม่สนว่าพวกเขาคิดยังไง เขากำพู่กันในท่าที่ถนัดมือแล้วเตรียมเขียน

กลอนวันไหว้พระจันทร์มีเยอะแยะ และกวีเอกของโลกเดิมก็ไม่มีตัวตนที่นี่ ตัวเลือกของเขาจึงมีไม่จำกัด

เขาไม่กังวลว่าจะไม่มีของ แต่กังวลว่ามีเยอะเกินไปต่างหาก จะเอาบทที่ตะลึงพรึงเพริดที่สุด หรือแค่บทดีๆ ก็พอ?

หลังไตร่ตรอง เขาตัดสินใจเลือกบทที่อลังการที่สุด น่าจะได้แต้มตัวร้ายมากกว่า

แม้ผลงานระดับตำนานแบบนี้คงจะถูกมองว่าไปซื้อใครเขามาก็เถอะ

เรื่องพรรค์นั้นช่างหัวมัน!

ประเด็นสำคัญคือกวาดแต้มตัวร้ายแล้วรีบอัปเลเวลให้ไวต่างหาก!

ฟู่เทียนหลิงเลือกบทกวีชื่อดังของมหากวีซูซื่อ—หนึ่งเดียวในใต้หล้า กลอนวันไหว้พระจันทร์อันดับหนึ่งตลอดกาล

นี่คือระเบิดนิวเคลียร์ชัดๆ อย่าว่าแต่ที่เล็กๆ นี่เลย ทั้งโลกได้สะเทือนแน่

เขากำพู่กันด้วยท่าทางทุลักทุเลแล้วเริ่มลงมือเขียน

เขาเขียนช้ามาก เพราะตัวอักษรจีนที่ใช้พู่กันเขียนนั้นยากนรกแตก

คนอื่นยังไม่เห็นตัวอักษร แต่หว่านเอ๋อร์ที่ฝนหมึกอยู่ข้างๆ ย่อมเห็นชัดเจน

พอเห็นลายมือไก่เขี่ย คิ้วของนางก็ขมวดมุ่น

เด็กแปดขวบยังเขียนสวยกว่านี้!!

ทำนองลำนำน้ำ (สุยเตี้ยวเกอโถว)!

ชื่อเรื่องพอรับได้

"จันทร์กระจ่างมีมาเมื่อไรหนอ?"

"ชูถ้วยสุราไต่ถามฟ้าคราม..." ทันทีที่วรรคแรกปรากฏ หว่านเอ๋อร์ก็ตกตะลึง

บทเปิดช่างโดดเด่น ยิ่งใหญ่และกว้างไกล

ขณะที่ฟู่เทียนหลิงเขียนต่อ ความดูแคลนในตอนแรกก็มลายหายไปกลายเป็นความตื่นตะลึง

จากวรรคแรกนางรู้เลยว่ากลอนนี้ต้องดี อย่างน้อยก็เข้าท่า

แต่นางไม่เคยคิดเลยว่ามันจะยอดเยี่ยมขนาดนี้!

สวรรค์!

นี่มันผลงานชิ้นเอกระดับตำนาน!

เมื่อกลอนบทนี้ปรากฏขึ้น อีกร้อยปี—ไม่สิ อีกพันปี—ก็จะไม่มีกลอนวันไหว้พระจันทร์บทไหนเทียบเทียมได้

ในฐานะราชินีนางโลมแห่งย่านเริงรมย์หลวง หว่านเอ๋อร์เชี่ยวชาญทั้งดนตรี หมากรุก อักษร และภาพวาด สายตาในการประเมินย่อมเฉียบคม

เพราะเหตุนั้น นางจึงเข้าใจดีว่ากลอนบทนี้สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นและไร้เทียมทานเพียงใด

"ดูสิ! สีหน้าแม่นางหว่านเอ๋อร์เปลี่ยนไปแล้ว กลอนของคุณชายสี่ต้องห่วยแตกขนาดไหนถึงทำให้นางอึ้งขนาดนั้น?"

"ท่าจับพู่กันทุเรศขนาดนั้น จะเขียนอะไรดีๆ ออกมาได้ยังไง? เขียนเป็นตัวหนังสือรึเปล่าก็ไม่รู้"

"ข้าอยากรู้จริงๆ ว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหน—แม่นางหว่านเอ๋อร์ถึงกับเก็บทรงไม่อยู่"

"คืนนี้ชื่อเสียงคุณชายสี่คงดังกระฉ่อนเมืองหลวงอีกแน่—แต่ชื่อเสียงเขาก็เน่าอยู่แล้ว คงไม่แคร์หรอกมั้ง"

"ท่านอัครมหาเสนาบดีคงได้เป็นลมเพราะความโกรธคราวนี้แหละ!"

"..."

เห็นสีหน้านาง ฝูงชนเริ่มซุบซิบกัน ตั้งตารอเรื่องตลกที่จะเกิดขึ้น

เมื่อเขียนจบ ฟู่เทียนหลิงวางพู่กันลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงลึกซึ้ง "เรามีเวลาทั้งคืนนะแม่นางหว่านเอ๋อร์ หวังว่าเจ้าคงไม่พยายามฆ่าตัวตายอีกรอบนะ?"

หว่านเอ๋อร์: "..."

ร่างนางสั่นเทาเล็กน้อย—ไม่รู้ว่าเพราะกลัวเขาหรือเพราะกลอนบทนั้นกันแน่

"คุณชายฟู่ ท่านรีบร้อนเกินไปแล้ว ให้กรรมการอ่านกลอนของท่านก่อนเถอะ"

เฟิงหงไฉทนท่าทางอันธพาลของฟู่เทียนหลิงไม่ไหวแล้ว หมอนี่ยังจะเก๊กอยู่อีก!

"เหอะ! ในสายตาข้า ตาแก่พวกนั้นไม่มีคุณสมบัติพอจะวิจารณ์ผลงานชิ้นเอกของข้าหรอก"

ฟู่เทียนหลิงปล่อยความโอหังออกมาอีกชุด ไม่เห็นหัวแม้กระทั่งกรรมการ ไม่ต้องพูดถึงคนดู

ทุกคน: "???"

กรรมการ: "!!!"

เอาจริงดิ!

จะโม้ช่วยร่างบทมาก่อนได้ไหม?

คิดจะเหาะขึ้นสวรรค์เลยหรือไง?

คำว่า "ตัวตลก" มีไว้เพื่อท่านโดยเฉพาะใช่ไหม?

พวกเขาคิดว่าเขาเป็นตัวตลกน่าขัน ถ้าไม่เกรงใจตระกูลอันทรงอำนาจ ป่านนี้คงรุมด่าเปิงไปแล้ว

ไม่เคยเจอใครอวดดีและหน้าด้านขนาดนี้มาก่อน!

คุณชายสี่เลวร้ายยิ่งกว่าคำร่ำลือซะอีก!

เหล่ากรรมการเพียงแค่ยิ้มให้กัน ไม่เก็บคำพูดเขามาใส่ใจ

ถือซะว่าดูลิงเล่นละคร!

เฟิงหงไฉยิ้ม "คุณชายสี่ ต่อให้กลอนท่านดีเลิศแค่ไหน ก็ต้องทำตามกฎ จะมาตั้งตัวเป็นผู้ชนะเองไม่ได้หรอก"

ฟู่เทียนหลิงเมินเขาแล้วหันไปพูดกับหว่านเอ๋อร์ "ตาแก่พวกนั้นไม่มีคุณสมบัติพอจะอ่านงานของข้า—เจ้าอ่านซะ!"

เขายื่นบทกวีให้นางอย่างไม่แยแส

หว่านเอ๋อร์รับมาด้วยมือที่สั่นเทา สมองขาวโพลน

ทุกสายตาจับจ้องมาที่นาง

นางงดงาม สูงระหง และสง่าผ่าเผย

ในยามนี้ท่าทางบอบบางน่าสงสารของนางกระตุ้นความรู้สึกเห็นใจยิ่งนัก

ทุกคนเชื่อว่าฟู่เทียนหลิงเขียนขยะออกมาและจงใจทรมานนาง

ความไม่พอใจปะทุขึ้น แต่ไม่มีใครกล้าสอดมือ

ยังไงซะ เขาแค่ให้นางอ่านให้ฟัง—ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

แต่เพราะหว่านเอ๋อร์เคยพยายามฆ่าตัวตายเพราะฟู่เทียนหลิง การกลั่นแกล้งนี้จึงดูต่ำช้ายิ่งนัก

"ทำนองลำนำน้ำ..."

เสียงใสที่สั่นเครือของนางลอยกังวานไปทั่วห้อง...

จบบทที่ บทที่ 12: เหยียบให้จมแล้วค่อยอุ้มชู

คัดลอกลิงก์แล้ว