- หน้าแรก
- ผมล้มเหลวในชีวิต จึงดังเปรี้ยงด้วยทักษะจากอนาคต
- บทที่ 1 - เรากำลังดูตัวกันอยู่
บทที่ 1 - เรากำลังดูตัวกันอยู่
บทที่ 1 - เรากำลังดูตัวกันอยู่
บทที่ 1 - เรากำลังดูตัวกันอยู่
อำเภอเทียนสุ่ย เป็นหนึ่งในแปดร้อยกว่าอำเภอที่ยากจนของประเทศจีน และเป็นเมืองส่งออกแรงงานที่ชัดเจนอย่างยิ่ง ในแต่ละปีเมืองนี้ส่งออกบุคลากรที่มีคุณภาพไปยังพื้นที่นอกอำเภออย่างสม่ำเสมอกว่าสามแสนคน ไม่มีใครรู้จักการส่งออกบุคลากรได้ดีไปกว่าอำเภอเทียนสุ่ย แม้แต่บริษัทอาลีบาบาเมื่ออยู่ต่อหน้าอำเภอเทียนสุ่ยก็ยังดูเหมือนทหารเกณฑ์ใหม่
เดิมทีหลินล่างก็ควรจะเป็นหนึ่งในคนที่ถูกส่งออกไป หากเมื่อหนึ่งเดือนก่อนเขาไม่ตัดสินใจละทิ้งงานในช่วงฝึกงานที่เซี่ยงไฮ้ เขาคงต้องทำงานอยู่ที่นั่นต่อไปอีกแปดปี จนกระทั่งโปรเจกต์ถูกปรับลดโครงสร้าง
และเขาคงจะเปลี่ยนจาก "วัวงาน" ที่ได้รับเงินเดือนหมื่นกว่าหยวน กลายเป็น "วัวงานระดับสูง" ที่ได้รับเงินเดือนหลักแสนหยวน
แน่นอนว่าเขาก็ต้องกลายเป็นทาสบ้าน และถูกเมืองใหญ่ผูกมัดไว้อย่างเบ็ดเสร็จ
ทว่าทั้งหมดนี้ได้เปลี่ยนไป หลังจากวันที่เขาลืมตาตื่นขึ้นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน
พอนึกถึงชาติที่แล้วที่ทุ่มเทมาทั้งชีวิต แต่กลับทำได้เพียงจ่ายเงินดาวน์ซื้อบ้านในเซี่ยงไฮ้ ผลสุดท้ายบ้านมูลค่าแปดล้านหยวนกลับลดราคาลงเหลือแค่หกล้านกว่าหยวน แถมยังติดหนี้ธนาคารยี่สิบแปดปี ซึ่งรวมเงินต้นและดอกเบี้ยแล้วต้องจ่ายคืนถึงสิบล้านหยวน
ด้วยทักษะด้านการเงินบวกกับคอมพิวเตอร์ การหาทำงานในเซี่ยงไฮ้ที่มีเงินเดือนสี่ถึงห้าหมื่นหยวนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก และมันเพียงพอสำหรับจ่ายค่าผ่อนบ้านเดือนละสองหมื่นกว่าหยวน
แต่ชีวิตในอีกสามสิบปีข้างหน้าของเขาก็คงจะมีอยู่แค่นั้น
เพื่อนสมัยมัธยมปลายที่คะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยแย่กว่าเขา หรือแม้แต่คนที่สอบไม่ติด ส่วนใหญ่ต่างก็ได้แต่งงาน มีลูก มีบ้าน มีรถอยู่ในอำเภอแล้ว
ครอบครัวที่มีทุนรอนสักหน่อย หรือมีความพยายามเพิ่มขึ้นอีกนิด พื้นฐานแล้วก็สามารถแต่งภรรยาสวยๆ ในบ้านเกิดได้ นอกจากจะได้รับการปลอบประโลมทั้งทางอารมณ์และร่างกายแล้ว เมื่อสังเกตให้ดี ผู้หญิงเหล่านั้นนอกจากจะสวยกว่าแฟนที่ต้องใช้เงินเดือนละหลายหมื่นเพื่อคบหาในเซี่ยงไฮ้แล้ว ยังมีความเป็นแม่บ้านแม่เรือนมากกว่าอีกด้วย
ในวัยสามสิบปี เขาถูกตลาดนัดดูตัวรังเกียจที่ไม่ได้เป็นคนพื้นเมืองเซี่ยงไฮ้ พ่อแม่ไม่มีเงินบำนาญ ไม่ได้จบปริญญาโท... นอกจากหน้าตาที่พอจะดูดีอยู่บ้างแล้ว ก็ไม่มีข้อดีอย่างอื่นเลย
แม้ว่าเขาจะยังหางานที่พอจ่ายค่าผ่อนบ้านไหวได้ แต่การที่เขาต่อสู้อย่างหนักมาทั้งชีวิต พยายามมากกว่าคนอื่นไม่รู้กี่เท่า สุดท้ายนอกจากบ้านหลังเดียว เขาก็ยังคงไม่มีอะไรเลย
ไม่มีความรัก ไม่มีความสัมพันธ์ในครอบครัว และไม่เคยได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข...
...
แน่นอนว่าราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการกลับบ้านเกิดนั้นก็สูงมากเช่นกัน
อย่างน้อยเขาก็ต้องใช้เวลาปลอบใจพ่อแม่ร่วมเดือนกว่าจะจัดการเรื่องนี้ได้สำเร็จ
พวกเขายอมรับการตัดสินใจของเขา แต่มีเงื่อนไขข้อหนึ่ง
ต้องดูตัว!
ต้องไปดูตัว และถ้าจะให้ดีควรจะแต่งงานมีลูกภายในหนึ่งปี
หากไม่ใช่เพราะการตั้งท้องต้องใช้เวลาสิบเดือน พวกเขาคงอยากจะร่นเวลาเหลือแค่ครึ่งปีด้วยซ้ำ
มันทำให้หลินล่างรู้สึกว่า พ่อกับแม่คิดว่าบัญชีหลักของเขาอย่างเขานั้นฝึกจนเจ๊งไปแล้ว และในเมื่อพวกท่านไม่สามารถสร้างไอดีรองเองได้ จึงอยากให้เขาสร้างไอดีรองขึ้นมาให้พวกท่านแทน
ไม่อย่างนั้นพวกท่านคงไม่มีความหวังในชีวิตอีกต่อไป
...
ร้านเลเชอร์ไทม์ เป็นสถานดูตัวยอดนิยมของชายหญิงในอำเภอเทียนสุ่ยในช่วงเทศกาล
แน่นอนว่าไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่ชายหญิงวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุจะใช้ชื่อลูกหลานแอบมาลิ้มลองรสชาติของความรักครั้งใหม่ที่นี่เช่นกัน
หลินล่างมาถึงตอนสิบเอ็ดโมงเช้า ในวันธรรมดาที่ไม่ใช่เทศกาลแบบนี้ ภายในร้านแทบจะไม่มีคน
หลินล่างที่สวมกางเกงสแล็กและเสื้อเชิ้ตสีขาว ด้วยรูปร่างที่สูงโปร่งและใบหน้าที่หล่อเหลา ทำให้เขาดูโดดเด่นและไม่ค่อยเข้ากับบรรยากาศที่นี่นัก
พนักงานเสิร์ฟที่เคาน์เตอร์แอบมองมาทางนี้เป็นระยะ คงรู้สึกว่าการได้มองเด็กหนุ่มหล่อๆ สักสองสามครั้งจะช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าจากการทำงานได้บ้าง
ไม่นานนัก ก็มีเสียงรองเท้าส้นสูงดังมาจากบันได ผู้หญิงคนหนึ่งที่สะพายกระเป๋าและสวมแว่นกันแดดเดินตรงเข้ามา
หลังจากกวาดสายตาไปรอบหนึ่ง เธอก็เห็นหลินล่าง แววตาของเธอแสดงความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
เธอเร่งฝีเท้าเล็กน้อย เดินมาหยุดตรงหน้าหลินล่าง ถอดแว่นกันแดดออกแล้วถามว่า "คุณคือหลินล่างใช่ไหมคะ? ตัวจริงหล่อกว่าในรูปเยอะเลย"
หลินล่างรีบลุกขึ้นและกล่าวว่า "สวัสดีครับ คุณครูหลี่ใช่ไหมครับ คุณเองก็สวยกว่าที่ผมจินตนาการไว้มากเช่นกัน"
หลินล่างไม่คาดคิดเลยว่า คู่ดูตัวของเขาครั้งนี้จะสวยขนาดนี้
เมื่อรวมกับรองเท้าส้นสูงแล้ว เธอน่าจะสูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนเมตร ชุดกระโปรงลายดอกไม้เรียบง่ายส่งเสริมให้เธอดูดีอย่างยิ่ง
หลังจากถอดแว่นกันแดดออก ใบหน้าที่สวยไร้ที่ติก็เผยออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เครื่องหน้าสวยคม ผิวพรรณนวลเนียนราวกับหยกมันแพะ ขาวละเอียดและดูอมชมพูจางๆ ราวกับจะบอบบางจนเพียงแค่ลมพัดก็อาจจะแตกสลายได้
เดิมทีเขาไม่ได้คาดหวังกับการดูตัวครั้งนี้มากนัก เพราะจากประสบการณ์ดูตัวในชาติที่แล้ว เขารู้ดีว่าสถานการณ์ในตลาดดูตัวเป็นอย่างไร ผู้หญิงที่ทั้งอายุน้อยและสวยแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหลุดเข้ามาในตลาดดูตัว
ทว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขานี้ชื่อว่า หลี่หว่านฉิง อายุเพียงยี่สิบสามปี ซึ่งแก่กว่าเขาเพียงปีเดียว
หลังจากหลี่หว่านฉิงนั่งลง เธอก็ถามอย่างเปิดเผยว่า "ได้ยินพี่สาวคุณบอกว่าคุณจบจากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการเงินเซี่ยงไฮ้เหรอคะ?"
"ครับ"
"มหาวิทยาลัยดีขนาดนั้น ทำไมถึงไม่คิดจะพัฒนาตัวเองในเมืองใหญ่ล่ะคะ? อยู่ไม่ไหวเหรอ?"
"ก็เปล่าครับ หลักๆ คือผมรู้สึกว่าเมืองใหญ่มันค่อนข้างเหนื่อย ผมอยากเหลือเวลาไว้ให้กับการใช้ชีวิตมากกว่า"
"แล้วหลังจากกลับมาคุณวางแผนจะทำอะไรต่อล่ะคะ?"
"ตอนนี้ผมเปิดสตูดิโอเซล์ฟมีเดียครับ พรุ่งนี้จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ"
"หลักๆ คือทำเกี่ยวกับอะไรคะ?"
"ส่วนใหญ่ก็คือการปั้นและบริหารจัดการพวกเน็ตไอดอลครับ"
"อ๋อ... แล้วสตูดิโอตั้งอยู่ที่ไหนคะ?"
"ถนนสายใหม่ ในเขตพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงครับ..."
หลินล่างสามารถสัมผัสได้ว่า อีกฝ่ายมีความต้องการในการควบคุมสูงมาก
แต่เธอก็มีต้นทุนที่เพียงพอสำหรับเรื่องนั้น อย่างน้อยก็เมื่อเปรียบเทียบกับเขาในตอนนี้
เธอทั้งอายุน้อย สวย รูปร่างดี และยังมีงานมั่นคงในระบบรัฐ ข้าวของเครื่องใช้อย่างกระเป๋าหลุยส์ วิตตองบนตัวเธอก็บอกได้ว่าฐานะทางครอบครัวจะไม่ด้อยไปกว่าใคร ปัจจัยเหล่านี้ถือว่าครบถ้วนในตลาดดูตัวของอำเภอ
ไม่กี่นาทีต่อมา หลี่หว่านฉิงก็พูดต่อว่า "หลินล่าง ฉันคิดว่าในเมื่อคุณเรียนจบด้านการเงินมา คุณก็ควรจะไปเติบโตในเมืองใหญ่ คุณเก่งมากนะที่สอบติดมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการเงินเซี่ยงไฮ้ได้ ฉันจำได้ว่ารุ่นที่คุณสอบเข้าต้องได้คะแนนอย่างน้อยหกร้อยยี่สิบคะแนนถึงจะเข้าได้ คนในครอบครัวฉันมักจะสอนเสมอว่า เราต้องเลือกสภาพแวดล้อมที่ถูกต้อง ถึงจะแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้สูงสุด แม่ฉันอยู่กรมการศึกษา พ่อฉันอยู่คณะกรรมการอำเภอ ฉันเลยเลือกที่จะกลับมาทำงานที่บ้านเกิด แต่ฉันคิดว่า... ความสามารถของคุณควรจะมีพื้นที่ให้แสดงออกในเมืองใหญ่มากกว่า อำเภอเล็กๆ แห่งนี้ให้โอกาสคุณไม่ได้หรอกค่ะ"
หลินล่างยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้า ท่าทีที่หลี่หว่านฉิงแสดงออกมานั้นชัดเจนมาก
หลี่หว่านฉิงกำลังมองหลินล่างเหมือนเป็นนักเรียนของเธอ ทั้งอวดฐานะทางบ้านและพยายามยัดเยียดหลักการดำเนินชีวิตที่เธอคิดว่าถูกต้อง
ถ้าเป็นคนอื่น คงจะมองว่าหลี่หว่านฉิงเป็นคนมีหัวคิดและมีวิสัยทัศน์
แต่พวกเรามาที่นี่เพื่อดูตัวกันนะ...
เมื่อหลี่หว่านฉิงพูดจบ หลินล่างก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า "คุณครูหลี่พูดถูกครับ แต่ผมยังคงชอบอุตสาหกรรมเซล์ฟมีเดียมากกว่า การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักย่อมสำคัญกว่าสิ่งใด"
"เซล์ฟมีเดียก็คือการเป็นเน็ตไอดอลใช่ไหมคะ? ในอำเภอก็พอจะมีเน็ตไอดอลอยู่บ้างนะ แต่ส่วนใหญ่ก็แค่แสดงตลกปัญญาอ่อนเพื่อเรียกยอดคนดู มีแต่คอนเทนต์ที่ดูไร้รสนิยม"
หลินล่างยิ้มแล้วพูดว่า "คุณครูหลี่ครับ พวกเราไม่เหมือนคนอื่น สตูดิโอของผมเน้นการทำคอนเทนต์เฉพาะตัว การวางตัวตน และการสนับสนุนด้านการดำเนินงานให้กับคนที่อยากเป็นเน็ตไอดอล ลองยกตัวอย่างคุณครูหลี่ดูสิครับ เงื่อนไขภายนอกของคุณในอำเภอนี้คงหาใครมาเทียบได้ยาก แต่คนที่ได้ชื่นชมกลับมีไม่มากนัก... อย่างพวกดารา พวกเธอสวยจริงๆ หรือเปล่า? บางคนก็สวยจริง แต่ก็ไม่ได้สวยจนหาไม่ได้ในโลกใบนี้"
"แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีมหาเศรษฐียอมทุ่มเงินหลายสิบล้านเพื่อตามจีบพวกเธอ มีผู้ติดตามนับไม่ถ้วนยอมจ่ายเงินเป็นแสนเป็นล้านเพียงเพื่อจะได้เจอหน้าหรือร่วมรับประทานอาหารสักมื้อ... นี่แหละคือผลจากชื่อเสียง และเป็นการแสดงคุณค่าของตัวเองออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด"
"ผมคิดว่าคุณครูหลี่ไม่ได้ด้อยไปกว่าดาราคนไหนเลย ด้วยเงื่อนไขที่ฟ้าประทานมาให้ขนาดนี้ การเป็นแค่ครูมันก็น่าเสียดายเกินไปจริงๆ ครับ"
ระหว่างที่พูด หลินล่างก็หยิบโทรศัพท์ออกมา เปิดวิดีโอหนึ่งขึ้นมาแล้วพูดว่า "ดูสิครับ ครูสาวคนนี้หน้าตาสวยไม่เท่าคุณด้วยซ้ำ ครอบครัวก็ธรรมดา พ่อแม่เป็นเกษตรกร แต่เธอถ่ายวิดีโอลงเน็ตจนมีผู้ติดตามกว่าสามแสนคน ล่าสุดเธอกำลังถูกทายาทเศรษฐีอันดับต้นๆ ของท้องถิ่นตามจีบ ทั้งคู่มีแผนจะแต่งงานกันแล้ว ซึ่งครอบครัวฝ่ายชายมีทรัพย์สินรวมกว่าร้อยล้านหยวนเลยนะ!"
หลี่หว่านฉิงปรายตามองหน้าจอโทรศัพท์ของหลินล่างแวบหนึ่ง ก่อนจะละสายตาออกมาอย่างรวดเร็วแล้วถามว่า "พวกเรามาที่นี่เพื่อดูตัวกันนะคะ"
"อ้อ..."
คุณก็รู้นี่นาว่าพวกเรามาเพื่อดูตัว
(จบแล้ว)