- หน้าแรก
- เส้นทางสู่เจ้าพ่อธุรกิจรถยนต์ เริ่มต้นที่การแต่งงานกับราชินีเมืองลับแล
- บทที่ 10 งั้นทุกคนก็คิดว่านี่เป็นกับดักสินะ
บทที่ 10 งั้นทุกคนก็คิดว่านี่เป็นกับดักสินะ
บทที่ 10 งั้นทุกคนก็คิดว่านี่เป็นกับดักสินะ
ในฐานะที่เป็นแผนกแกนหลักของฝ่ายเทคนิค โรงงานผลิตรถยนต์แห่งเมืองหลวง แผนกเทคโนโลยีมีกลุ่มย่อยทั้งหมดหกกลุ่ม ประกอบด้วยพนักงานประจำ 43 คน และพนักงานชั่วคราว 6 คน
หัวหน้าแผนกเหลียวเฉิงเหวินมีห้องทำงานส่วนตัว
แม้เจียงฮุยจะไม่ได้เข้าห้องนี้เป็นครั้งแรก แต่เขาก็ไม่เคยสำรวจอย่างจริงจังมาก่อน
อันที่จริง ก็ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก
บนโต๊ะทำงานมีแค่โทรศัพท์ เอกสาร ถ้วยเคลือบ ที่ใส่ปากกา และของพื้นฐานอื่นๆ
ข้างๆ โต๊ะมีเก้าอี้พนักพิงสูงที่ทำจากไม้ไม่ทราบชนิด และม้านั่งยาวสองตัว แน่นอนว่าไม่มีโซฟาหรืออะไรเทือกนั้น
ผนังครึ่งล่างทาสีเขียวตัดกับพื้นคอนกรีต ส่วนครึ่งบนแขวนรูปท่านผู้นำและท่านประธานเหมา
นอกจากนี้ยังมีตู้เก็บเอกสารที่มุมห้อง ข้างในอัดแน่นไปด้วยข้าวของรกรุงรัง
บนตู้เอกสารมีโล่และรางวัลวางอยู่ น่าจะเป็นรางวัลที่แผนกเทคโนโลยีได้รับในปีก่อนๆ
"หัวหน้าเหลียว เป็นการอบรมแบบไหนเหรอครับ?"
วันนี้เป็นวันแรกที่เหลียวเฉิงเหวินมอบหมายงานให้เจียงฮุย แม้จะเป็นแค่การอบรม แต่เจียงฮุยสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล
ถ้าเป็นการอบรมปกติ เหลียวเฉิงเหวินไม่จำเป็นต้องเรียกเขามาคุยส่วนตัวขนาดนี้
"จะว่าไป เรื่องนี้ก็เกี่ยวกับคุณอยู่หน่อยๆ นะ"
เหลียวเฉิงเหวินยกถ้วยเคลือบขึ้นจิบน้ำ "เดือนที่แล้ว โรงงานเครื่องยนต์สันดาปภายในแห่งเมืองหลวงนำเข้าเครื่องจักรชิ้นหนึ่งมาจากบริษัทโคมัตสึของญี่ปุ่น แล้วก็ถือโอกาสนำแนวคิดและวิธีการบริหารจัดการแบบใหม่เข้ามาด้วย เรียกว่าการบริหารคุณภาพโดยรวม หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า TQC"
"ตอนแรกพวกเขากะจะแค่ลองใช้และเรียนรู้ภายในโรงงานตัวเอง เพื่อดูว่าจะปรับปรุงคุณภาพเครื่องยนต์ได้ไหม"
"แต่หลังจากเกิดปัญหาเสียงดังและการสั่นสะเทือนในเครื่องยนต์ BJ212 เมื่อไม่กี่วันก่อน ทางโรงงานเครื่องยนต์สันดาปภายในเลยตัดสินใจผลักดัน TQC ให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนทุกรายอย่างจริงจัง"
"ประจวบเหมาะกับเมื่อวาน เจ้าหน้าที่เมืองที่ดูแลด้านยานยนต์พาคนจากสำนักยานยนต์ของกระทรวงอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลที่หนึ่งไปตรวจโรงงานเครื่องยนต์สันดาปภายในพอดี พวกเขาเห็นว่า TQC ที่นำเข้าจากญี่ปุ่นเป็นของดี เลยอยากจะขยายผลไปทั่วอุตสาหกรรมยานยนต์ในปักกิ่ง"
เจียงฮุยเป็นศิษย์เอกของอาจารย์เหลียวเฉิงเหวิน จึงถือว่าเป็นคนกันเองในแผนกเทคโนโลยี
เหลียวเฉิงเหวินจึงอธิบายที่มาที่ไปของการอบรมครั้งนี้ให้ฟังอย่างละเอียด
"หัวหน้าเหลียวครับ โอกาสไปอบรมเรียนรู้แบบนี้ รุ่นพี่หลายคนน่าจะอยากไปกันไม่ใช่เหรอครับ?"
ในโรงงานหลายแห่ง การได้ไปอบรมถือเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่ง
ไม่มีแรงกดดันจากงานประจำ แถมบางทียังได้ไปอบรมตามสถานที่ท่องเที่ยวหรือโรงแรม ใครๆ ก็อยากไปทั้งนั้น
คนอื่นอาจไม่เข้าใจว่า TQC คืออะไร แต่เจียงฮุยจะไม่รู้ได้ยังไง?
เจียงฮุยรู้สึกว่าไม่คุ้มที่จะไปขัดแข้งขัดขาคนอื่นในแผนกเทคโนโลยีเพื่อแย่งโควตาอบรมแค่นี้
แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เหลียวเฉิงเหวินก็เฉลยเหตุผลออกมา
"ปกติแล้ว ใครๆ ก็คงแย่งกันไปอบรมแน่"
"แต่ครั้งนี้สถานการณ์มันต่างออกไป"
เหลียวเฉิงเหวินยกถ้วยน้ำขึ้นจิบอีกครั้ง สีหน้าดูจะลำบากใจเล็กน้อย "หลายแผนกในฝ่ายเทคนิคของเราและทุกโรงงานย่อยต้องส่งคนไปอบรมหนึ่งคน หลังจากอบรมหนึ่งสัปดาห์ ไม่ใช่แค่กลับมาสอนคนในแผนก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือต้องไปตรวจสอบระบบการบริหารคุณภาพและการพัฒนาของโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนด้วย"
"แผนกเทคโนโลยีของเรารับผิดชอบตรวจสอบระบบการพัฒนาของโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนแต่ละแห่ง พูดง่ายๆ คือเราต้องไปจับผิด ชี้จุดบกพร่อง แล้วสั่งให้เขาแก้ไข"
"การไปจับผิดผู้ผลิตชิ้นส่วนมืออาชีพ โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาสินค้าเนี่ย ไม่ใช่งานง่ายเลย พลาดนิดเดียวอาจกลายเป็นตัวตลกได้"
ได้ยินแบบนี้ เจียงฮุยก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมส้มถึงหล่นมาที่เขา
ข้อแรกคือเขาเป็นเด็กใหม่ ข้อสองคือต้นเหตุเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับปัญหาปั๊มน้ำมันเครื่อง เขาเดาว่าตอนเหลียวเฉิงเหวินเรียกหัวหน้ากลุ่มมาประชุม ทุกคนคงพร้อมใจกันผลักเจียงฮุยออกหน้ารับงานนี้
ในฐานะหัวหน้าแผนก ต่อให้เหลียวเฉิงเหวินอยากปกป้องเจียงฮุย ก็คงทำอะไรออกหน้าออกตามากไม่ได้
"หัวหน้าเหลียว งั้นแสดงว่าทุกคนมองว่านี่เป็นหลุมพรางสินะครับ"
แม้เจียงฮุยจะไม่กังวลเรื่องแรงกดดันจากการอบรมครั้งนี้เลย แต่เขาก็ต้องแสดงท่าทีที่เหมาะสม
อย่างน้อยต้องให้เหลียวเฉิงเหวินรู้สึกว่า การที่เขายอมไปอบรมครั้งนี้ คือการให้ความร่วมมือกับงานของหัวหน้า
"เฮ้อ คุณก็รู้สถานการณ์กับโรงงานลูกข่ายของเราดี ทุกคนก็เป็นหน่วยงานพี่น้องกัน จะให้ไปชี้นิ้วสั่งสอนมันไม่ง่ายหรอก"
"แต่ถึงงานนี้จะเสี่ยงทำให้คนไม่พอใจ แต่ถ้าทำได้ดี คุณก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะเหมือนกัน"
"อาจารย์เคยบอกว่าตอนเรียนคุณเป็นคนที่กระตือรือร้นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่สุด พอทุกคนเสนอชื่อคุณไปอบรม ผมก็เลยไม่ได้คัดค้าน"
พอพูดเปิดอกกันแล้ว เหลียวเฉิงเหวินก็รู้สึกโล่งใจ
ยังไงซะ โอกาสอบรมครั้งนี้ก็ถือเป็นโอกาสในการเรียนรู้จริงๆ
ส่วนเรื่อง 'หลุมพราง' ที่ตามมา นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
และจะเรียกว่าหลุมพรางหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน
ในยุคหลัง การที่ฝ่ายเทคนิคและฝ่ายจัดซื้อไปตรวจสอบโรงงานถือเป็นงานสบายๆ
ไม่นับเรื่องกินหรูอยู่สบาย ยังมีของฝากติดไม้ติดมือกลับมาอีกเพียบ
แน่นอนว่าตอนนี้คงหวังเรื่องพวกนั้นไม่ได้ แต่สำหรับเจียงฮุย ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหนทางซะทีเดียว
"ไปเรียนรู้ก็ดีครับ ถือโอกาสทำความรู้จักซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนต่างๆ ไว้ด้วย งานในอนาคตจะได้ราบรื่นขึ้น"
ในเมื่อตัดสินใจรับงานอบรมแล้ว เจียงฮุยก็แสดงทัศนคติที่มุ่งมั่น
ความจริงแล้ว ในฐานะเด็กใหม่ เจียงฮุยก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธอยู่แล้ว
"เดี๋ยวคุณไปดูที่อยู่กับรายละเอียดของโรงงานเครื่องยนต์สันดาปภายในนะ แล้วเอาประกาศนียบัตรอบรมกับจดหมายแนะนำตัวนี้ไปรายงานตัวที่นั่นวันจันทร์หน้าได้เลย"
พอจัดการเรื่องนี้เสร็จ เหลียวเฉิงเหวินก็ยิ้มออก
รุ่นน้องคนนี้ช่างรู้ความจริงๆ
ไม่รู้ว่างานนี้พ่อหนุ่มจะสะบักสะบอมกลับมาหรือเปล่า
ช่างเถอะ ถ้าถึงขั้นนั้นจริงๆ เดี๋ยวเขาค่อยยื่นมือเข้าไปช่วย
"วิศวกรเจียง เมื่อเย็นวานผมได้ยินข่าวเรื่องอบรมที่โรงงานเครื่องยนต์สันดาปภายในเหมือนกัน"
ทันทีที่เจียงฮุยเดินออกจากห้องทำงานของเหลียวเฉิงเหวิน เฉินเฉินซิงก็ยื่นหน้าเข้ามาหา
ที่นั่งของพวกเขามีแค่ทางเดินกั้น คุยกันสะดวกมาก
"ผมเดาว่าคนจากโรงงานอื่นๆ คงแค่ไปนั่งฟังผ่านๆ พอเป็นพิธี ตอนกลับมาทำจริงหรือไปตรวจสอบโรงงานลูกข่าย คงไม่เอาจริงเอาจังกันเท่าไหร่หรอก"
ตอนที่เหลียวเฉิงเหวินเรียกเจียงฮุยเข้าไป เฉินเฉินซิงก็พอเดาได้แล้วว่าเป็นเรื่องอะไร
ถึงจะเป็นแค่ 'ตัวประกอบ' ในแผนกเทคโนโลยี แต่เขาชอบเรื่องชาวบ้านและมีหูตาเป็นสับปะรดพอตัว
"ถึงเวลาค่อยว่ากัน!"
"เดี๋ยวอาทิตย์หน้าผมไปดูลาดเลาก่อน!"
คนอื่นอาจจะทำอย่างที่เฉินเฉินซิงว่า แต่เจียงฮุยมีความคิดของเขาเอง
อยากจะดังก็ต้องรีบสร้างชื่อ!
ถ้าอยากจะมีบทบาทในโรงงานผลิตรถยนต์แห่งเมืองหลวง จะมัวแต่ไต่เต้าตามลำดับขั้นคงไม่ทันกิน
การอบรมครั้งนี้อาจเป็นโอกาสทองของเขาจริงๆ ก็ได้