- หน้าแรก
- วิชาเทพลิขิตสวรรค์ อาคมหยั่งรู้ชะตา
- บทที่ 14 หญิงสาวสวยสะคราญมาพัวพัน
บทที่ 14 หญิงสาวสวยสะคราญมาพัวพัน
บทที่ 14 หญิงสาวสวยสะคราญมาพัวพัน
บทที่ 14 หญิงสาวสวยสะคราญมาพัวพัน
“จริงสิ เจ้าหนูคนนี้เป็นเพื่อนของลูก หรือว่าเป็นเพื่อนของเวยเวยกัน” ถังกั๋วต้งสังเกตเห็นผม พลางมองมาด้วยแววตาสงสัย
ความสงสัยของเขาไม่ได้มาจากตัวตนของผม แต่มาจากการแต่งกายที่ดูธรรมดาจนไม่เข้ากับหญิงสาวงดงามทั้งสองคนที่ยืนขนาบข้างต่างหาก
ถังเจี๋ยกำลังจะเอ่ยปากแนะนำ แต่ในตอนนั้นเอง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาจากหน้าประตู
ทันทีที่ชายผู้นี้ก้าวเข้ามาและสบตากับผม เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
พลันขมวดคิ้วมุ่น “เป็นแกเองรึ เจ้าเด็กนี่มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
ผมจำชายวัยกลางคนผู้นี้ได้ เขาคือนักพรตเฉิน ผู้ที่จัดค่ายกลราคาแปดหมื่นแปดใพันห้กับอู๋เวยเวยนั่นเอง
“โอ้” ถังกั๋วต้งเห็นนักพรตเฉินรู้จักผม จึงเอ่ยถาม “ท่านนักพรตเฉินรู้จักเขาหรือครับ”
นักพรตเฉินรีบกล่าวว่า “รู้จักสิครับ เขาคือเด็กหนุ่มที่ผมเพิ่งเล่าให้ท่านฟังนั่นแหละ คนที่บังเอิญโชคดีอาศัยค่ายกลของผมช่วยคุณหนูอู๋ไว้ได้”
“คนที่ขายรูปปั้นเทพน่ะรึ” ถังกั๋วต้งขมวดคิ้วถาม
นักพรตเฉินรีบกล่าว “ใช่ครับ เขาผู้นั้นแหละ”
“อาเจี๋ย นี่มันเรื่องอะไรกัน” สายตาของถังกั๋วต้งมองไปยังถังเจี๋ย
ถังเจี๋ยยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากตอบ นักพรตเฉินก็ชิงพูดแทรกขึ้นมา “ท่านถัง เรื่องนี้ยังต้องพูดอะไรอีกหรือครับ ต้องเป็นเจ้าเด็กนี่ที่ไปหลอกลวงคุณหนูอู๋ แล้วคุณหนูอู๋ก็เลยไปบอกคุณหนูถัง ด้วยความเป็นห่วงอาการป่วยของพี่ชาย คุณหนูถังจึงได้เชิญเขามา”
ถังกั๋วต้งได้ฟังดังนั้น ก็เงยหน้าขึ้นมองถังเจี๋ยแล้วถามว่า “เป็นอย่างนั้นจริงรึ”
ถังเจี๋ยขมวดคิ้วพลางกล่าว “พ่อคะ อาการป่วยของเวยเวยก็คือคุณเจ้าของร้านจางรักษาหายนะคะ อย่าเห็นว่าคุณเจ้าของร้านจางอายุยังน้อย จริงๆ แล้วเขาเก่งมากเลยนะ เขารู้แล้วด้วยว่าโรคของพี่ชายคืออะไร”
“ใช่ค่ะคุณอาถัง คุณเจ้าของร้านจางเก่งมากจริงๆ ค่ะ” อู๋เวยเวยรีบพูดเสริม
ถังกั๋วต้งยกมือขึ้นห้ามคนทั้งสอง ใบหน้าพลันเคร่งขรึมลงแล้วกล่าวว่า “พอแล้ว พวกเธอสองคนยังไม่ประสีประสาโลก อีกอย่างอาการป่วยของลูกชายฉัน ก็ได้เชิญผู้ทรงภูมิมาทำการรักษาแล้ว เจ้ากลับไปเถอะ”
นักพรตเฉินได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มอย่างได้ใจ
สายตาที่มองมาที่ผมก็แปรเปลี่ยนเป็นดูแคลน
เจ้าเด็กนี่แท้จริงแล้วก็ไม่มีความสามารถอะไร เป็นเพียงพวกเจ้าเล่ห์ที่อาศัยคารมคมคายเข้ามาตีสนิทกับแวดวงคนรวยของเมืองซิงโจว
จะว่าไปแล้ว ครั้งก่อนที่บ้านของอู๋เวยเวย ก็ถือว่าผมได้หักหน้าเขาไป ดังนั้นเขาจึงเก็บความแค้นไว้ในใจ
ตอนนี้ผมถูกถังกั๋วต้งไล่ออกจากประตู เขาย่อมรู้สึกสะใจเป็นธรรมดา
แต่ในตอนที่ผมกำลังจะจากไปนั้น พระอาจารย์ฝ่าฮุ่ยก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ช่างเถอะ ท่านถัง ให้เด็กน้อยคนนี้อยู่เปิดหูเปิดตาหน่อยก็แล้วกัน ในเมื่อได้พบเจอกัน ก็ถือเป็นวาสนา ให้อยู่ดูบางทีอาจจะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปเลยก็ได้”
พูดจบ พระอาจารย์ฝ่าฮุ่ยก็ลุกขึ้นยืน
ในสายตาของผม เจ้านี่วางท่าเกินไปหน่อย
แต่ถังกั๋วต้งกลับเชื่อสนิท เขารีบพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ใช่ครับ ท่านอาจารย์ฝ่าฮุ่ยสมแล้วที่เป็นผู้ทรงภูมิแห่งพุทธศาสนา ช่างแตกต่างจากคนทั่วไปจริงๆ”
พระอาจารย์ฝ่าฮุ่ยเปล่งวาจา "อมิตาภพุทธะ" ก่อนจะหันไปถามนักพรตเฉินว่า “ของน่ะ เจ้าซื้อมาแล้วหรือยัง”
“อยู่นี่ครับ” นักพรตเฉินรีบนำของในมือออกมา
หลังจากพระอาจารย์ฝ่าฮุ่ยรับของสิ่งนั้นมาแล้ว ก็ยกขึ้นมาจรดจมูก ผมจึงเห็นได้ชัดเจนว่าของในมือเขาคืออะไร
คือเป้ยหมู่ ที่พวกเราเพิ่งจะซื้อมา
ดูท่าแล้ว เขาก็มองออกเช่นกันว่าโรคที่อีกฝ่ายเป็นนั้นคือฝีหน้าคน
หลังจากดมอยู่พักหนึ่ง เขาก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “คือกลิ่นนี้นี่แหละ”
“ไปกันเถอะ ท่านถัง เรื่องนี้ชักช้าไม่ได้ พวกเรารีบไปช่วยคนกันเถอะ”
อู๋เวยเวยดึงผมไว้ แล้วพูดเสียงเบาว่า “คุณเจ้าของร้านจาง ยังไงฉันก็รู้ว่าคุณไม่ใช่คนหลอกลวง หรือว่า... ไปดูหน่อยไหมคะ”
ผมพยักหน้ารับคำ แล้วเดินเข้าไปในห้องพร้อมกับพวกเขา
ถ้าหากเป็นเรื่องอื่น ผมคงจะหันหลังกลับไปแล้วแน่นอน
แต่เรื่องของพี่ชายถังเจี๋ยนี่ทำให้ผมค่อนข้างสงสัย ดังนั้นผมจึงอยากจะอยู่ดูให้เห็นกับตาว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่
ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เห็นกับตาว่าฝีหน้าคนจะสามารถใช้เป้ยหมู่รักษาให้หายได้จริงๆ หรือไม่
เมื่อเดินเข้าไปในห้อง ผมก็เห็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบกว่าปีนอนหลับอยู่บนเตียง เขากำลังเปลือยท่อนบน เผยให้เห็นใบหน้าที่น่าขนลุกอย่างที่สุดบริเวณหน้าอก
ใบหน้านั้นมีตา จมูก ปาก ไม่ต่างจากใบหน้าของคน
นอกจากบนหน้าอกแล้ว บนหลังมือทั้งสองข้างของเขายังมีใบหน้าลักษณะเดียวกันปรากฏอยู่อีกด้วย
ถึงแม้จะเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่เมื่อได้เห็นกับตา ผมก็อดตกใจไม่ได้อยู่ดี
นี่... มันน่ากลัวเกินไปแล้ว
ตรงที่เดิมควรจะเป็นหน้าอกกลับมีใบหน้าคนงอกออกมาเช่นนี้ ใครเห็นแล้วจะไม่รู้สึกขนลุกขนพองกันบ้าง
ผมยังมองเห็นเข็มเงินอย่างละเล่มปักอยู่ที่จุดไป่ฮุ่ยบนกระหม่อมและจุดหย่งเฉวียนที่ฝ่าเท้าของชายหนุ่ม นี่น่าจะเป็นเข็มหยินหยาง ใช้สำหรับกักวิญญาณสะกดขวัญ
น่าจะเป็นฝีมือของพระอาจารย์ฝ่าฮุ่ยผู้นี้ บางทีอาจเป็นเพราะเข็มเงินนี่เองที่ทำให้พี่ชายของถังเจี๋ยหลับใหลไป และทำให้ถังกั๋วต้งเชื่อมั่นในตัวเขานัก
“เจ้าหนุ่ม ไม่เคยเห็นสินะ” ทันใดนั้น พระอาจารย์ฝ่าฮุ่ยก็มองมาที่ผมแล้วถาม
ผมส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่เคยเห็นครับ”
พระอาจารย์ฝ่าฮุ่ยหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ดูให้ดีๆ ล่ะ ว่ามันหลุดออกมาได้อย่างไร”
พูดจบ เขาก็เดินไปข้างเตียงของพี่ชายถังเจี๋ย หยิบเป้ยหมู่ออกมาหนึ่งเม็ด แล้วป้อนเข้าไปในปากของใบหน้าที่กำลังหลับใหลอยู่บนหน้าอกของชายหนุ่มโดยตรง
หลังจากที่ยาเม็ดนั้นเข้าไปในปากของใบหน้านั้นแล้ว พระอาจารย์ฝ่าฮุ่ยก็ใช้มือปิดปากของมันทันที
ทันใดนั้น ใบหน้านั้นก็ขมวดคิ้ว จากนั้นก็ลืมตาขึ้นมา
ไม่ใช่ใบหน้าเดียวที่ลืมตา แต่เป็นใบหน้าทั้งสามที่ผมมองเห็นต่างก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมกัน ดวงตาทั้งหกข้างจ้องเขม็งไปที่พระอาจารย์ฝ่าฮุ่ย
จากนั้น ผมก็เห็นใบหน้านั้นเริ่มขยับเคี้ยว เคี้ยวเป้ยหมู่ที่พระอาจารย์ฝ่าฮุ่ยเพิ่งจะป้อนเข้าไปเมื่อครู่
ขณะที่เคี้ยว บนใบหน้าของมันก็ปรากฏรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
ผมมีลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาในทันที เพราะผมเห็นพลังงานสีดำเข้มข้นสายหนึ่งพุ่งออกมาจากดวงตาทั้งหกข้างที่ดูคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้มนั้นเข้าไปในร่างของพระอาจารย์ฝ่าฮุ่ย
“ไม่ดีแล้ว!” ผมร้องลั่นในใจ
ในตอนนั้นเอง พระอาจารย์ฝ่าฮุ่ยก็ร้อง "อ๊ะ" ออกมาเสียงหลง พลันยกมือข้างที่ใช้ปิดปากใบหน้าบนหน้าอกเมื่อครู่ขึ้นมาบีบคอตัวเองอย่างแรง
แล้วร่างทั้งร่างก็ทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น มือของเขาเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึน ใบหน้าก็แดงก่ำเพราะถูกบีบคอ
เมื่อเห็นภาพนี้ ใบหน้าบนหน้าอกก็หัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆ”
เสียงหัวเราะประสานกันสี่สาย ราวกับเสียงของผู้หญิงสี่คนกำลังหัวเราะพร้อมกัน ฟังดูน่าขนหัวลุกอย่างที่สุด
“ท่านอาจารย์ฝ่าฮุ่ย ท่านเป็นอะไรไปครับ” นักพรตเฉินได้สติเป็นคนแรก รีบพรวดเข้าไปจับมือของพระอาจารย์ฝ่าฮุ่ยที่กำลังบีบคอตัวเองอยู่
แต่เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ก็ยังไม่สามารถขยับมือข้างนั้นได้แม้แต่น้อย
“ท่านถัง มาช่วยหน่อยสิครับ” เขารีบร้องเรียกถังกั๋วต้งที่ยืนตะลึงงันอยู่ข้างๆ
ถังกั๋วต้งได้ยินดังนั้นก็ “โอ้” คำหนึ่ง รีบเข้าไปช่วย
แต่พอเขาเพิ่งจะเข้าไป พระอาจารย์ฝ่าฮุ่ยก็สะบัดมือทีหนึ่ง ผลักเขากับนักพรตเฉินกระเด็นออกไปทั้งคู่ ร่างของคนทั้งสองล้มลงกับพื้นอย่างแรง
จากนั้น พระอาจารย์ฝ่าฮุ่ยก็พลันคุกเข่าลงกับพื้น ใช้ศีรษะโขกพื้นอย่างบ้าคลั่ง
“ตุบ ตุบ ตุบ...”
ความเร็วในการโขกศีรษะนั้นทั้งเร็วและเสียงดังราวกับถูกใครบางคนกดหัวให้โขกอยู่อย่างนั้น ไม่นานพื้นก็เริ่มนองไปด้วยเลือด
ทุกคนต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า ถังเจี๋ยกับอู๋เวยเวยยิ่งตกใจจนต้องรีบมาหลบอยู่ข้างหลังผม ตัวสั่นเทาไม่หยุด
ใบหน้าบนหน้าอกยังคงหัวเราะอยู่ ราวกับพึงพอใจในผลงานชิ้นเอกของตัวเองอย่างยิ่ง
ไม่ได้การ หากยังโขกศีรษะต่อไปเช่นนี้ คนต้องตายแน่
ผมหยิบยันต์ขับไล่สิ่งชั่วร้ายแผ่นหนึ่งที่ปู่ทิ้งไว้ให้แล้วซัดใส่ร่างของพระอาจารย์ฝ่าฮุ่ย ได้ยินเพียงเสียง "พรึ่บ" แผ่นยันต์นั้นเมื่อกระทบกับร่างของพระอาจารย์ฝ่าฮุ่ย ก็ลุกไหม้ขึ้นมาทันที
และเมื่อยันต์ขับไล่สิ่งชั่วร้ายนี้ลุกไหม้ พระอาจารย์ฝ่าฮุ่ยก็หยุดการกระทำเมื่อครู่ทันที ก่อนจะล้มฟุบลงกับพื้นอย่างหมดแรง