- หน้าแรก
- หนึ่งวินาที สิบขั้นพลัง เริ่มต้นจากทหารเล็กๆ ที่ชายแดนสู่ผู้พิชิตทุกสรรพสิ่ง
- บทที่ 310 บดขยี้หวันชิงหยาง! เทพศาสตราเจียงเป่ยแผลงฤทธิ์!
บทที่ 310 บดขยี้หวันชิงหยาง! เทพศาสตราเจียงเป่ยแผลงฤทธิ์!
บทที่ 310 บดขยี้หวันชิงหยาง! เทพศาสตราเจียงเป่ยแผลงฤทธิ์!
บนลานกว้าง บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด
เหวินสือชิง ชินเทียนหง เผยซิว โจวหยุนหนาน เฉิงพอเยว่ เสี่ยวจั๋นเทียน และคนอื่นๆ พุ่งออกมาจากส่วนลึกของพันธมิตร
เมื่อเห็นกองทหารค่ายมังกรเขียวล้อมลานกว้างไว้จนมืดฟ้ามัวดิน สีหน้าของแต่ละคนก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงด้วยความตื่นตระหนก
สายตาของเหวินสือชิงจับจ้องไปยังหวันชิงหยางที่ยืนอยู่ใจกลางลานกว้าง ใบหน้าของเขาซีดเผือดพลางอุทานด้วยความหวาดกลัวว่า
“หวัน... หวันชิงหยาง?! เหตุใดท่านถึงได้มาที่นี่ด้วยตนเอง?!”
กู่ชางเซิงเองก็รูม่านตาหดเล็กลง เมื่อเห็นชัดว่าผู้มาเยือนคือใคร แรงกดดันมหาศาลก็ถาโถมเข้าสู่ใจทันที
แต่เขาพยายามรวบรวมลมปราณ ยืดอกขึ้นอย่างองอาจ แล้วแผดเสียงตะโกนใส่หวันชิงหยางว่า
“หวันชิงหยาง! ค่ายมังกรเขียวของพวกท่านคิดจะทำอะไร? กรีธาทัพมาข่มขวัญเช่นนี้ คิดจะกวาดล้างพันธมิตรเทียนเหยาให้สิ้นซากเลยอย่างนั้นหรือ?!”
หวันชิงหยางที่เดิมทียืนเอามือไพร่หลัง กวาดสายตาเย็นชามองไปรอบๆ พันธมิตรเทียนเหยาราวกับไม่มีสิ่งใดอยู่ในสายตา และไม่มีสิ่งใดคู่ควรให้เขาสนใจ
เมื่อได้ยินเสียงตวาดนั้น เขาจึงค่อยๆ หันหน้ามา สายตาตกลงบนร่างของกู่ชางเซิง แววตาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย
“กู่ชางเซิง?”
“เหอะ น่าสนใจ ข้าได้ข่าวว่าวิญญาณของเจ้าแตกสลายไปนานแล้วนี่ อย่างไรกัน วิญญาณยังไม่ไปผุดไปเกิด หรือว่า... ไปสิงร่างคนอื่นมา?”
ใบหน้าของกู่ชางเซิงไร้ซึ่งความหวาดกลัว เขาเอ่ยเสียงหนักแน่นว่า
“สวรรค์ยังเมตตา มอบวาสนาให้ข้ากู่ชางเซิงได้ใช้มหาพิธีผสานร่างเพื่อกลับมามีชีวิตอีกครั้ง!”
“หากวันนี้ท่านคิดจะเหยียบย่ำพันธมิตรเทียนเหยาให้ราบคาบ ก็ได้! เช่นนั้นก็จงข้ามศพกู่ชางเซิงผู้นี้ไปก่อน!”
“มหาพิธีผสานร่าง? หล่อเลี้ยงร่างเนื้อขึ้นใหม่?”
หวันชิงหยางแค่นยิ้มหยัน “ต่อให้เจ้าโชคดีรอดตายมาได้แล้วอย่างไร? ในเมื่อเจ้าไม่ใช่แม้แต่เซิงเซียน ต่อให้เกิดใหม่สิบชาติก็ยังเป็นเพียงเศษสวะ!”
“ฟังนะ จงส่งตัวทหารค่ายมังกรเขียวที่พวกเจ้ากักขังไว้มาเดี๋ยวนี้ รวมถึงศพของหวันลู่น้องชายข้าด้วย! จากนั้น...”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นต่อว่า
“พวกเจ้าทุกคนจงคุกเข่าลงเสีย มัดมือตนเองแล้วตามข้ากลับไปยังค่ายมังกรเขียวเพื่อรอรับอาญา! บางที... หากข้าอารมณ์ดี อาจจะเหลือศพที่สมบูรณ์ไว้ให้เป็นรางวัลแก่ชีวิตสุนัขของพวกเจ้า!”
“อย่าได้หวัง!!”
ดวงตาของกู่ชางเซิงพลันแดงฉานด้วยโทสะ ผมเผ้าตั้งชันด้วยความโกรธแค้น เขาคำรามว่า
“แม่ทัพใหญ่แห่งค่ายมังกรเขียว หนึ่งในสี่ค่ายใหญ่แห่งราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่คิดจะปกป้องบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่กลับทำตัวเยี่ยงโจรป่า ล้อมปราบขุมกำลังฝ่ายธรรมะอย่างเปิดเผย!”
“หวันชิงหยาง ท่านยังคู่ควรกับเสื้อคลุมแม่ทัพที่สวมอยู่บนบ่าหรือไม่?! ท่านยังคู่ควรกับความไว้วางใจของราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์อยู่หรือเปล่า?!”
“บังอาจ!”
สีหน้าของหวันชิงหยางเปลี่ยนไปทันที จิตสังหารในแววตาพุ่งพล่าน แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกมาดุจพายุหมุนกวาดไปทั่วลานกว้าง กลิ่นอายของเซิงเซียนขั้นฝึกใหญ่ระดับสูงสุดแผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน!
เขากระชากเสียงใส่กู่ชางเซิงว่า “เจ้าเป็นตัวอะไร?! ถึงกล้ามาสั่งสอนข้า?!”
“ต่อให้น้องชายข้าหวันลู่จะไม่ได้ความเพียงใด เขาก็ยังเป็นสายเลือดตระกูลหวัน! ใช่สิ่งที่มดปลวกอย่างพวกเจ้าจะมาแตะต้องได้หรือ?!”
“วันนี้ ข้าจะใช้เลือดของคนทั้งพันธมิตรเทียนเหยามาเซ่นสังเวยให้แก่เขา!”
สิ้นคำกล่าว ร่างของหวันชิงหยางก็เลือนรางหายไปดุจภูตผี!
วินาทีต่อมา เขาฉีกกระชากความว่างเปล่าปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้ากู่ชางเซิงในระยะประชิด แล้วซัดหมัดตรงเข้าใส่ทรวงอกของกู่ชางเซิงทันที!
หมัดนี้ยังไม่ทันถึงตัว พลังอันมหาศาลก็กดทับจนพื้นดินรอบกายกู่ชางเซิงปริแยกเป็นรอยร้าว!
กู่ชางเซิงรู้สึกปวดศีรษะราวกับจะระเบิด เลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด พลังวิญญาณในกายถูกกดทับอย่างหนัก กระดูกทั่วร่างคล้ายจะแหลกละเอียด
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ถอยหนี กลับฝืนทนความเจ็บปวดก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
“เช่นนั้นข้าก็จะบอกแม่ทัพใหญ่แห่งค่ายมังกรเขียวไว้สักคำ... แม้พันธมิตรเทียนเหยาของพวกเราจะไม่อาจเทียบเท่าในอดีต แต่ก็ใช่ว่าใครจะมาดูหมิ่นได้ตามใจชอบ!”
“ท่านประมุข! อย่าทำเช่นนั้น!”
เมื่อเห็นภาพนี้ เหวินสือชิงก็ตาแดงก่ำ รีบตะโกนห้ามทันที
“ท่านเพิ่งจะฟื้นตัว จะไปเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้อย่างไร?!”
“เฒ่ากู่! อย่าโง่ไปหน่อยเลย! เจ้าจะตายนะ! เจ้าจะตายจริงๆ!”
โจวหยุนหนานเองก็ร้อนใจถึงที่สุด รีบพุ่งตัวเข้าไปช่วย
ทว่ากู่ชางเซิงกลับไม่ได้ยินสิ่งใดเลย
เขากัดฟันแน่นจนเลือดซึมตามไรฟัน ดวงตาแดงฉานดุจโลหิตจ้องเขม็งไปยังหวันชิงหยางที่พุ่งเข้ามา
“หลายปีมานี้... เป็นพวกเจ้าที่ปกป้องข้า... เป็นเจียงเป่ย... ที่มอบชีวิตนี้ให้ข้า!”
เขาคำรามเสียงแหบพร่า “วันนี้... ถึงตาข้า... ที่จะปกป้องพวกเจ้าบ้าง!!”
สิ้นเสียงตะโกน
เขากลับพุ่งเข้าหาแทนการถอยหนี ใช้พลังทั้งหมดที่เหลืออยู่วิ่งเข้าปะทะกับหมัดอันน่าสะพรึงกลัวของหวันชิงหยางโดยตรง!
“รนหาที่ตาย!”
เมื่อเห็นดังนั้น แววตาของหวันชิงหยางก็ฉายแววดุร้าย ความเร็วของเขายิ่งเพิ่มมากขึ้น
ทว่า ในขณะที่หมัดนั้นกำลังจะซัดร่างกู่ชางเซิงจนแหลกเหลว
ในวินาทีนั่นเอง—
“ฟิ้ว!!!”
เสียงฝ่าอากาศอันรุนแรงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วลานกว้าง!
เมื่อได้ยินเสียงนั้น หวันชิงหยางก็ใจหายวาบ เขารีบเงยหน้าขึ้นมองทันที
เห็นเพียงปราณดาบสีทองอันเจิดจ้าสายหนึ่งฟันลงมาจากฟากฟ้า มุ่งตรงสู่ศีรษะของเขาอย่างดุดัน!
หวันชิงหยางสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อยและไม่กล้าประมาท หมัดที่เดิมทีจะซัดใส่กู่ชางเซิงถูกบังคับให้เปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน
จากนั้นเขาจึงชกหมัดทั้งสองออกไปดุจมังกรคู่ทะยานออกจากทะเล มุ่งเข้าปะทะกับปราณดาบสีทองนั้นอย่างแรง!
“โครม—!!!”
เสียงระเบิดดังกึกก้องไปถึงชั้นเมฆ!
หมัดและดาบปะทะกัน ราวกับดาวตกสองดวงพุ่งชนกันเหนือลานกว้าง!
คลื่นพลังวิญญาณอันบ้าคลั่งระเบิดกระจายออกไปทุกทิศทาง!
พื้นดินปริแตกไม่หยุดยั้ง ฝุ่นควันพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ก่อตัวเป็นรูปดอกเห็ดขนาดยักษ์!
พื้นดินที่หวันชิงหยางยืนอยู่พังทลายลงกลายเป็นหลุมลึกขนาดมหึมา เศษหินกระเด็นว่อน!
“แค่อัก!!”
เมื่อฝุ่นควันจางลง ปราณดาบก็สลายไป
หวันชิงหยางยืนตระหง่านอยู่กลางหลุมลึก กระอักไอออกมาอย่างรุนแรงหลายครั้ง
ในตอนนี้ แม้เขาจะยังคงท่าทางชูหมัดขึ้นสู่เบื้องบน แต่ชุดเกราะบนแขนทั้งสองข้างแตกกระจายจนหมดสิ้น
บนหมัดขวาปรากฏบาดแผลฉกรรจ์จนมองเห็นกระดูก เลือดสดๆ ไหลรินออกมาจากง่ามนิ้วไม่หยุดจนย้อมพื้นดินเป็นสีแดง!
เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความไม่อยากจะเชื่อ!
และไม่ใช่เพียงแค่เขา ทหารค่ายมังกรเขียว กู่ชางเซิง เหวินสือชิง รวมถึงทุกคนในพันธมิตรเทียนเหยา ต่างก็เงยหน้าขึ้นจ้องมองไปบนฟากฟ้าเป็นตาเดียว
เห็นเพียงเหนือหมู่เมฆ มีร่างในชุดสีดำยืนถือดาบตระหง่านอยู่
ทั่วทั้งร่างอาบด้วยแสงสีทอง แรงกดดันแผ่กระจายไปทั่วฟ้าดิน
ใบหน้าอันเย็นชาของเขาไม่มีอารมณ์ใดๆ ปรากฏ แววตาอันลึกซึ้งกวาดมองลงมาเบื้องล่าง
ทุกที่ที่สายตานั้นทอดผ่าน ทหารค่ายมังกรเขียวทุกคนต่างรู้สึกราวกับตกลงไปในบ่อน้ำแข็ง จนสันหลังเย็นวาบ!
“ท่าน... ท่านประมุข!!”
เมื่อเห็นคนผู้นี้ เหวินสือชิงก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว น้ำตาไหลรินออกมาด้วยความปิติยินดีถึงขีดสุด
“เจียง... เจียงเป่ย?”
กู่ชางเซิงเองก็ใจสั่นสะท้าน เขาเงยหน้ามองร่างที่คุ้นเคยบนฟากฟ้า ดวงตาเอ่อล้นด้วยน้ำตาพลางเอ่ยเสียงสั่น “เป็นเขา... เป็นเขากลับมาจริงๆ หรือ?”
“เป็นท่านประมุขเจียง! ใช่แล้ว! ท่านประมุขเจียงกลับมาแล้ว!”
โจวหยุนหนานเองก็ตะโกนด้วยความดีใจจนเสียงสั่น
ทุกคนในพันธมิตรเทียนเหยาต่างรู้สึกถึงความยินดีอันล้นพ้นและความไม่อยากจะเชื่อ!
พวกเขาทุกคนต่างคิดว่าเจียงเป่ยออกไปข้างนอกครั้งนี้คงต้องใช้เวลานานมาก ไม่นึกเลยว่าจะกลับมาเร็วเพียงนี้! ซ้ำยังมาในเวลาคับขันที่สุดอีกด้วย!
สายตาของหวันชิงหยางจับจ้องไปยังเจียงเป่ยทันที รูม่านตาหดตัวลง แววตาเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารและความแค้นฝังลึก!
เขาพุ่งตัวออกจากหลุมลึก คำรามใส่เจียงเป่ยเสียงดังก้องฟ้า “เจ้าคือเจียงเป่ยอย่างนั้นหรือ?! บังอาจรอดชีวิตมาจาก...”
“บังอาจรอดชีวิตมาจากถ้ำมังกรช้างมาได้สินะ?”
เจียงเป่ยพูดแทรกขึ้นมาทันทีพลางจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา
คำพูดครึ่งหลังของหวันชิงหยางจุกอยู่ที่คอ ใบหน้าของเขาพลันกลายเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความโกรธ
เจียงเป่ยจ้องมองเขาจากเบื้องบนพลางกล่าวต่อด้วยเสียงเย็นว่า
“เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังพล เป็นเสาหลักของบ้านเมือง แต่กลับยินดีทำตัวเป็นสุนัขรับใช้ให้แก่เกาหว่านเฟิง!”
“ใช้เลือดของเหล่าทหารหาญในใต้บังคับบัญชา เพื่อเติมเต็มกิเลสส่วนตัวของขันทีชั่วผู้นั้น!”
“หวันชิงหยาง หน้าตาของค่ายมังกรเขียว ถูกสุนัขที่คอยส่ายหางขอความเมตตาอย่างเจ้า โยนทิ้งลงในหลุมอุจจาระไปนานแล้ว!”
“เจ้าคนชั้นต่ำ! ข้าจะฉีกร่างเจ้าเดี๋ยวนี้!!!”
หวันชิงหยางโกรธจัดถึงขีดสุด ในฐานะแม่ทัพใหญ่แห่งค่ายมังกรเขียว เขาไม่เคยได้รับความอัปยศอดสูเช่นนี้มาก่อน
สิ้นเสียงคำราม ร่างของเขาก็ทะยานขึ้นจากพื้นดิน ห่อหุ้มด้วยปราณสังหารสีเขียวขุ่น พุ่งเข้าหาเจียงเป่ยบนฟากฟ้า!
หมัดทั้งสองข้างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเงาหมัดนับไม่ถ้วน ระดมชกออกมาอย่างบ้าคลั่ง!
ทุกหมัดแฝงไว้ด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว กระหน่ำเข้าใส่เจียงเป่ยไม่หยุดหย่อน อากาศถูกบดขยี้จนเกิดเสียงดังสนั่นราวกับเสียงอสนีบาตต่อเนื่องกัน!
เจียงเป่ยสายตาคมปราบ เขาไร้ซึ่งความหวาดกลัว
แสงสีทองบนดาบอู่สือเทียนในมือระเบิดประกายเจิดจ้า!
เขาว่องไวดุจสายฟ้า เคลื่อนที่ผ่านเงาหมัดนับไม่ถ้วน แสงดาบกวัดแกว่งไปมา เข้าปะทะกับหมัดของหวันชิงหยางครั้งแล้วครั้งเล่าจนเกิดเสียง “เคร้ง เคร้ง เคร้ง” ดังสนั่น!
ร่างของทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือดบนฟากฟ้า ทุกการปะทะทำให้ความว่างเปล่าปริแตก ฟ้าดินสั่นสะเทือน ทำให้ผู้คนที่เฝ้าดูอยู่เบื้องล่างต่างใจสั่นขวัญแขวน!
ทว่า เพียงไม่กี่ช่วงลมหายใจ ผลแพ้ชนะก็ปรากฏชัด!
“เคร้ง!!!”
“พรวด!!!”
เสียงปะทะของโลหะดังสนั่นขึ้น
วิชาหมัดของหวันชิงหยางถูกเพลงดาบของเจียงเป่ยทำลายลงโดยตรง จากนั้นเจียงเป่ยก็อาศัยจังหวะที่ลงตัว กำหมัดอีกข้างแน่นแล้วซัดเข้าใส่หัวไหล่ของหวันชิงหยางอย่างจัง
“ปัง!!!”
ร่างกายของหวันชิงหยางกระเด็นถอยหลังไปดุจลูกปืนใหญ่ กระอักเลือดออกมาเป็นสาย ก่อนจะร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้ากระแทกพื้นลานกว้างเสียงดังสนั่น แถมยังไถลครูดไปกับพื้นไกลกว่าพันเมตร จนกระทั่งถึงมุมลานกว้างจึงหยุดนิ่งลง!
“ท่านแม่ทัพใหญ่!”
เหล่าทหารค่ายมังกรเขียวรอบข้างเห็นดังนั้นก็ขวัญหนีดีฝ่อ พากันส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว
พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่า แม่ทัพใหญ่ของพวกเขาผู้ไม่เคยพ่ายแพ้มาตลอดชีวิต
กลับถูกเจียงเป่ยซัดจนสะบักสะบอมถึงเพียงนี้ และทนทานได้เพียงไม่กี่กระบวนท่าเท่านั้น!
“เจียงเป่ย!!!”
ในตอนนั้นเอง เสียงตวาดดังกึกก้องก็ดังขึ้น
ทุกคนหันไปมอง เห็นเฉินปิงลูกน้องของหวันชิงหยาง ไม่รู้ว่าอาศัยจังหวะชุลมุนเข้ามาถึงตัวกู่ชางเซิงตั้งแต่เมื่อไหร่ และกำลังใช้มือข้างเดียวหิ้วตัวกู่ชางเซิงขึ้นมา!
เฉินปิงหิ้วกู่ชางเซิงพลางตะโกนใส่เจียงเป่ยว่า “ไสหัวลงมาเดี๋ยวนี้! คุกเข่าลงบนพื้นเดี๋ยวนี้! วางดาบในมือเจ้าซะ! มิเช่นนั้นข้าจะบีบศีรษะมันให้แหลกเสียตอนนี้ ให้มันตายไปอีกรอบหนึ่ง!”
กู่ชางเซิงถูกบีบคอจนใบหน้ากลายเป็นสีม่วงคล้ำ ภายใต้พลังของเซิงเซียนขั้นฝึกใหญ่ เขาไม่มีทางขัดขืนได้เลย!
ร่างของเจียงเป่ยชะงักค้างกลางอากาศ สายตาจ้องเขม็งไปที่เฉินปิง
แววตานั้นดูราวกับกำลังมองดูคนตาย
“ข่มขู่ข้า? เจ้ายังไม่คู่ควร!”
เมื่อได้ยินคำนี้ เฉินปิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เขากำลังจะระเบิดโทสะออกมา ทว่าร่างกายกลับแข็งทื่อไปในทันที!
“เฉือก!!”
ท่ามกลางเสียงเนื้อหนังที่ถูกฉีกขาดอย่างชัดเจน ห้าวงล้อธาตุสีทองสองวงพุ่งทะลุแผ่นหลังของเขาออกมาทางทรวงอก และลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้าเขาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้!
(จบบท)
แจ้งนักอ่านทุกท่านครับ ตอนนี้ผมแปลถึงบทที่310 ต้นฉบับตอนนี้อัพถึงบทที่311 (14/1/69) ผมจะแปลแล้วอัพเดทให้ทุก5บทนะครับ
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านครับ ^^