- หน้าแรก
- แปลงร่างเป็นเด็กหญิงจิ้งจอกตัวน้อยและแข็งแกร่งขึ้นด้วยการอยู่ใกล้ชิดกับวายร้าย
- บทที่ 13 เร่งความเร็ว
บทที่ 13 เร่งความเร็ว
บทที่ 13 เร่งความเร็ว
บทที่ 13 เร่งความเร็ว
เย่หลิงถือเหรียญตราสีดำสนิทไว้ในมือ มันแผ่ไอสีดำที่ทั้งทรงพลังและให้ความรู้สึกเสื่อมสลายออกมา
ฉินเว่ยเว่ยยื่นจมูกเข้าไปดม แล้วก็บีบจมูกด้วยความรังเกียจ "อื๋อ ของสิ่งนี้กลิ่นเหม็นตุๆ พิกล"
"งั้นเหรอ?"
เย่หลิงยื่นหน้าเข้าไปดมบ้าง แต่กลับได้กลิ่นหอมจางๆ จากเนื้อไม้เท่านั้น
เขามองฉินเว่ยเว่ยด้วยสายตาแปลกๆ "ตามข้ามาดีๆ ตอนนี้เราจะออกจากเมือง มู่หลินหลางตามไม่ทันหรอก"
"มู่หลินหลาง คือผู้ชายคนนั้นเหรอ? เขาเป็นใครกันแน่เจ้าคะ?"
เย่หลิงพาฉินเว่ยเว่ยเดินไปตามถนนที่มุ่งสู่นอกเมือง "เขาเป็นคนของสำนักดาบโลหิต เคยยืมของบางอย่างจากอาจารย์ข้าไป แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่ยอมส่งของค้ำประกันให้อาจารย์ข้า"
"ของสิ่งนี้คือสิ่งที่อาจารย์ข้าต้องการ เลิกพูดมากได้แล้ว พวกผู้ฝึกตนในเมืองกำลังจะตามมา เราต้องรีบหนี"
"อาจารย์สั่งไว้ว่าให้ไว้ชีวิตเขา ไม่รู้ทำไม แต่เมื่อกี้ข้าเกือบจะปล่อยให้จิตสังหารครอบงำไปแล้ว..."
มองดูเหรียญตราสีดำในมือ สีหน้าของเย่หลิงดูซับซ้อน
บนเหรียญตรามีอักษรคำว่า 'เงา' สลักไว้อย่างลึกซึ้ง เต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว
พลังอำนาจแบบนี้ชวนให้ลุ่มหลงจริงๆ แต่เขากลับรู้สึกตะขิดตะขวงใจชอบกล
ถ้าเมื่อกี้ฉินเว่ยเว่ยไม่โบกมือเรียก เขาอาจจะเผลอใจใช้พลังนี้ไปแล้วจริงๆ
ส่วนผลที่ตามมา แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจล่วงรู้... ฉินเว่ยเว่ยพลันนึกขึ้นได้ว่าในนิยาย วิชาที่เย่หลิงใช้ในช่วงหลังดูเหมือนจะต่างจากตอนนี้อย่างสิ้นเชิง
ในตอนหลัง เขามักจะเคลื่อนไหวไปมาดุจเงาทมิฬ แต่ตอนนี้เขากลับสามารถเรียกและควบคุมสายฟ้าได้ดั่งใจ อย่างน้อยภาพลักษณ์ตอนนี้ก็ดูหล่อเหลา สง่าผ่าเผย ต่างจากสภาพที่ดูไม่เหมือนคนและคล้ายภูตผีในช่วงท้ายเรื่องโดยสิ้นเชิง
คิดๆ ดูแล้ว เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำแน่ๆ
บางทีเหรียญตราอันนี้อาจจะเป็นกุญแจสำคัญ
ฉินเว่ยเว่ยเม้มริมฝีปาก "ข้ารู้สึกว่าของสิ่งนี้ไม่ชอบมาพากล ทิ้งมันไปดีไหมเจ้าคะ?"
เย่หลิงไม่ได้ปฏิเสธทันทีอย่างผิดวิสัย
เขากำลังครุ่นคิดเช่นกัน "เก็บไว้ก่อนเถอะ ช่วงเวลาวิกฤตมันอาจช่วยชีวิตเราสองคนได้"
ฉินเว่ยเว่ยไม่คิดว่าเย่หลิงจะอารมณ์มั่นคงขนาดนี้ นางจึงขยับเข้าไปใกล้ ตั้งใจจะเกาะแขนเขา
แต่ทันทีที่ดึงแขน ภาพจิ้งจอกเก้าหางก็ปรากฏขึ้นในหัวของฉินเว่ยเว่ยอย่างกะทันหัน
ดวงตาของจิ้งจอกเป็นสีฟ้าอ่อน จ้องมองเข้ามาในทะเลแห่งจิตสำนึกของนางอย่างดุดัน
วินาทีต่อมา ฉินเว่ยเว่ยเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกเด็กผู้ชายกอดไว้ ร่างกายไร้ซึ่งสัญญาณชีพ
ความทรงจำที่แตกสลายเผยให้เห็นความขมขื่น ความโกรธแค้น และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะแก้แค้น
"ฆ่าพวกมันให้หมด อย่าให้เหลือรอด..."
ฉินเว่ยเว่ยตกใจกับอารมณ์ความรู้สึกนั้นจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก นางรีบปล่อยแขนเย่หลิงแล้วสูดหายใจลึก
เย่หลิงเองก็งุนงง มองปฏิกิริยาของฉินเว่ยเว่ย "ข้าไม่กัดเจ้าหรอกน่า กลัวอะไร?"
"มะ... ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ"
ฉินเว่ยเว่ยแน่ใจว่าสิ่งที่เห็นเมื่อครู่ไม่ใช่ภาพหลอน
นั่นคือสิ่งที่เย่หลิงเคยประสบมาจริงๆ
เด็กผู้หญิงในความทรงจำนั้นตายแล้วหรือ?
นี่คือความทรงจำของเย่หลิงใช่ไหม?
ทำไมนางถึงสามารถมองเห็นสิ่งที่เย่หลิงเคยเจอมาได้?
ความสงสัยทั้งหมดกลายเป็นปริศนา ฝังลึกอยู่ในใจของฉินเว่ยเว่ย
ทั้งสองรีบเร่งออกจากเมือง พอใกล้ถึงประตูเมือง ทหารยามคนหนึ่งทำท่าตื่นตระหนก "หยุดนะ!"
"พวกเจ้าสองคน..."
แต่เย่หลิงไม่มีเจตนาจะพูดคุยด้วยเหตุผล เขาเตะออกไปทันที
ทหารยามถูกเตะกระเด็น อ้วกเอาน้ำย่อยออกมา
ฉินเว่ยเว่ยยังไม่ทันได้อ้าปากพูด คนตรงหน้าก็ปลิวไปแล้ว
นางเบิกตากว้าง "นี่..."
เย่หลิงคว้าแขนฉินเว่ยเว่ย กระโจนขึ้นกลางอากาศทันที ข้ามประตูเมืองไปในคราเดียว
หางของฉินเว่ยเว่ยสะบัดไหวกลางอากาศดุจดาวตก วาดเป็นวิถีโค้งงดงาม
พอมองเห็นความสูงจากประตูเมือง นางก็ตื่นตระหนกโดยสัญชาตญาณ "คุณพระ ข้ากลัวความสูง!!"
แต่เย่หลิงลงจอดอย่างมั่นคง พื้นดินใต้เท้าแตกร้าวเป็นรูปร่างใยแมงมุมในทันที ฝุ่นละอองรอบข้างฟุ้งกระจาย ลมแรงพัดผ่านเส้นผมของเย่หลิง ขับเน้นเครื่องหน้าคมเข้มภายใต้แสงจันทร์
ฉินเว่ยเว่ยถูกกอดไว้อย่างแน่นหนา นางค่อยๆ ลืมตาที่หลับปี๋ขึ้น ได้ยินเสียงที่ส่งผ่านมา
"เว่ยเว่ย ข้าจะเร่งความเร็วแล้วนะ!"
"ห๊ะ?"
"กรี๊ดดด!!!"
สายฟ้าใต้เท้าเย่หลิงคำรามก้องถึงขีดสุด ร่างของเขาเปลี่ยนเป็นสายฟ้า พาร่างฉินเว่ยเว่ยพุ่งทะยานออกไป
ไม่นานหลังจากนั้น ทหารยามจำนวนมากมารวมตัวกันที่ประตูเมือง พวกเขาตามมาไม่ทัน ได้แต่ยืนมองทั้งสองจากไปอย่างตาละห้อย
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า ฉินเว่ยเว่ยพิงต้นไม้อย่างหมดสภาพ
พวกเขาอยู่ห่างจากเมืองเหยียนเฉิงมาหลายร้อยลี้ ไม่รู้เย่หลิงไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน
พลังปราณของเย่หลิงเป็นธาตุสายฟ้าอย่างชัดเจน เขามองมือที่ยื่นออกไป รู้สึกว่ายังมีพลังเหลือเฟือ ซึ่งน่าอัศจรรย์มาก "ตอนนั้นเจ้าป้อนอะไรให้ข้ากิน?"
"ในสินเดิมของข้ามีของวิเศษเยอะแยะ ตอนนั้นสถานการณ์คับขัน ข้าก็เลยหยิบมั่วๆ ให้ท่านกินไปอันนึงเจ้าค่ะ"
เย่หลิงไม่ได้ซักไซ้ต่อ เห็นว่าไม่มีศัตรูตามมา เขาจึงมองดูพระอาทิตย์ขึ้นอย่างครุ่นคิด
"ภาพนี้เหมาะกับเจ้านายจริงๆ นะเจ้าคะ ตะวันออกปี้หยาง ช่างงดงามเหลือเกิน"
ฉินเว่ยเว่ยยกมุมปากยิ้มสวย ปล่อยให้แสงแรกแห่งอรุณสาดส่องกระทบใบหน้า พลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา
เย่หลิงชะงัก "เจ้าช่างเจรจาจริงๆ... เดี๋ยวนะ เจ้าด่าข้าหรือเปล่า?"
"เปล่าเจ้าค่ะ!"
ได้ยินแบบนั้น เย่หลิงก็หาหลักฐานไม่ได้ สุดท้ายจึงไม่ติดใจเอาความ
ฉินเว่ยเว่ยทำหน้าภูมิใจ "ข้าไม่ยักรู้ว่าตัวเองเก่งขนาดนี้ ท่านเห็นไหม? ผู้หญิงคนนั้นทนหมัดข้าไม่ได้แม้แต่หมัดเดียว"
เย่หลิงพยักหน้า "เห็นแล้ว ทำได้ดีมาก"
"เจ้านาย ตอนนี้ท่านอยู่ขั้นไหนแล้วเจ้าคะ?"
ได้ยินคำถามของจิ้งจอกน้อย เย่หลิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง "ขั้นสร้างรากฐานระดับสูงสุด"
"เมื่อกี้เราเร็วมาก ถ้าช้ากว่านี้อีกนิด พวกผู้ฝึกตนขั้นสูงคงถูกส่งออกมาไล่ล่าพวกเราแน่"
เย่หลิงผ่อนคลายลงเล็กน้อย ไม่ระแวดระวังฉินเว่ยเว่ยเท่าเมื่อก่อนแล้ว "เว่ยเว่ย มานี่สิ"
ฉินเว่ยเว่ยมองดูพระอาทิตย์ขึ้น แล้วค่อยๆ เดินเข้าไปหาเย่หลิง
ผิดคาด เย่หลิงหยิบของชิ้นเล็กๆ ออกมาจากมือ
มันคือยาเม็ด เม็ดเดียวกับที่นางให้เย่หลิงกินตอนแรกเปี๊ยบ
"นี่เป็นสินเดิมของเจ้าใช่ไหม? ข้าคืนให้ ต่อไปอย่าเที่ยวเอาของให้ใครซี้ซั้วอีก"
สินดงสินเดิมอะไรกัน นางก็แค่แต่งเรื่องขึ้นมาเองเท่านั้นแหละ
แต่การกระทำนี้กลับทำให้ใจของฉินเว่ยเว่ยเต้นผิดจังหวะ
นางมองยาเม็ดในมืออย่างเหม่อลอย
เย่หลิงเปลี่ยนไปแล้วเหรอ?
"เอ๋? นี่ ท่านไม่ควรจะ..."
ฉินเว่ยเว่ยคิดว่าเย่หลิงแค่พูดเล่น ไม่นึกว่าเขาจะไปเอามันกลับมาจริงๆ
"ไม่ควรจะ? ไม่หรอก ข้าขโมยกลับมาเองแหละ"
"..."
ฉินเว่ยเว่ยบ่นในใจ เย่หลิงยังไงก็เป็นตัวร้าย ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด... แต่นางก็นั่งลงอย่างเป็นธรรมชาติ รู้สึกว่าถึงเย่หลิงจะดูจริงจังและเข้าถึงยาก แต่พอมองลึกลงไป เขาก็เป็นคนดีใช้ได้เลยทีเดียว
เดี๋ยวนะ ถ้านางต้องตามผู้ชายที่ใช้ชีวิตอยู่บนคมดาบแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ... ฉินเว่ยเว่ยจู่ๆ ก็รู้สึกถึงความระทมทุกข์แบบภรรยาที่ต้องเชื่อฟังสามี แต่นางก็รีบส่ายหัวแรงๆ ทันที
ถุยๆๆ ซวยตายชัก! ถ้าไม่มีระบบ อีตานี่เกือบจะตัดหัวนางไปแล้ว!
การที่นางมีความคิดแบบนี้ต้องเป็นเพราะตราทาสแน่ๆ!
ทั้งสองเดินไปภายใต้แสงตะวันยามเช้า ร่างของพวกเขาค่อยๆ ห่างไกลออกไป จนลับสายตาที่ปลายฟ้า